บทที่ 91 ยืนยันโรค
ยามอยู่ในยุคปัจจุบันนางพบเจอกับคนไข้มานับไม่ถ้วน ย่อมเข้าใจความคิดของผู้ป่วยอยู่บ้าง
หมิงเป่าจูเห็นเขาเงียบไปก็เพียงยิ้มบางๆ แต่วาจาที่กล่าวออกมากลับเห็นเลือดในเข็มเดียว[1]
แม้แต่จี้ฟางยังตะลึงงันมองมายังหมิงเป่าจูด้วยท่าทางครุ่นคิดอยู่นาน
"เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าไปไหว้พระที่วัดแล้วยังรู้อีกว่าข้าเดินขึ้นเขา"
"หากต้องการรู้เรื่องนี้หาใช่เรื่องยากคราบดินที่รองเท้าปักของฮูหยิน ตลอดจนกลิ่นธูปไหว้พระซึ่งมีใช้เฉพาะที่วัดวาอารามที่ติดอยู่บนตัวท่านล้วนเป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน"
นอกจากนี้อำเภอติ้งเหลียงเป็นเพียงอำเภอเล็กๆในเขตปกครองของเล่อชวน เล็กจนถึงขั้นมีวัดเพียงแห่งเดียวที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาสูงชัน เส้นทางคดเคี้ยวและคับแคบ หากมิใช่ถนนลูกรังก็เป็นบันไดหิน
ที่สำคัญที่สุดคือหลังจากพบหมอมานับไม่ถ้วน ภายใต้สถานการณ์ที่โรคของบุตรชายยังไม่มีวี่แววว่าจะทุเลาลงในฐานะมารดา ย่อมฝากความหวังไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี่เป็นเรื่องน่าเวทนาของผู้คนในยุคศักดินา
คิดว่าตอนพบกับฮูหยินใหญ่ที่หน้าประตูนางน่าจะเพิ่งกลับมาจากวัด
"ท่านแม่ลูกช่างอกตัญญู!"
ชวีเชินละอายใจเป็นที่สุดเขากลับมิได้สังเกตกลิ่นธูปบนตัวมารดาเลย สู้แม้แต่คนนอกคนหนึ่งก็ยังไม่ได้ด้วยซ้ำ
"ท่านอกตัญญูจริงนั่นแหละแม้แต่มารดาของตนเองก็ไม่เคยใส่ใจ วันๆ มัวแต่คร่ำครวญหมกมุ่นโทษว่าเป็นความผิดของตนเองปล่อยให้ความเจ็บป่วยกร่อนกินจนหมดสิ้นกำลังใจ จิตใจอ่อนแอเช่นนี้ แม้จะมีชื่อบนป้ายทอง[2]ก็คงถูกความชั่วร้ายในแวดวงขุนนางกลืนกิน เพิ่มคนสามานย์ให้แก่ในโลกหล้าขึ้นมาอีกคนเท่านั้น!"
"ท่านหมอหมิง!ท่านอาจมีฝีมือทางการแพทย์อยู่บ้าง แต่อย่านึกว่าจะสามารถทำตามอำเภอใจเช่นนี้ได้!"
จี้ฟางเห็นบุตรชายของตนถูกหมิงเป่าจูตำหนิอย่างรุนแรงจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจึงเข้าไปห้ามปรามด้วยความโกรธเคือง
"ที่นางพูดล้วนไม่ผิด"คำพูดทุกถ้อยคำล้วนทิ่มแทงส่วนลึกในหัวใจของชวีเชิน
"ข้าเคยมีความหวังจนกระทั่งหมอหลายต่อหลายคนบอกว่าโรคนี้รักษาไม่หาย ที่ข้าฝืนสังขารอยู่มาถึงทุกวันนี้ก็เพราะไม่อาจตัดความอาวรณ์จากท่านแม่ไปได้..."
"เชินเอ๋อร์..."
จี้ฟางปาดน้ำตาบนใบหน้าอย่างลืมตัวพลันรู้สึกประหลาดใจที่ได้ยินคำพูดเช่นนี้จากปากของบุตรชาย และแล้วเขาก็ค่อยๆยื่นมือออกมาวางบนเข่าของตนเอง
นี่แสดงว่าเขายินยอมรับการรักษาแล้วน้ำตาจึงพรั่งพรูออกมาอีกครั้ง พร้อมกับมองหมิงเป่าจูด้วยความซาบซึ้งใจ
หมิงเป่าจูถอนหายใจอย่างโล่งอกนางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเหตุใดยิ่งพูดอารมณ์ก็ยิ่งพลุ่งพล่าน จนในที่สุดก็พลั้งปากด่าออกไป
กลัวอยู่ว่าจะได้ผลตรงกันข้ามทำให้แม่ลูกคู่นี้คิดแค้นเคือง ตนเองก็อาจชวดเงินก้อนนี้
โชคยังดีโชคยังดี...
"คุณชายขออภัยด้วย ข้าต้องผูกผ้าปิดปากให้ท่านก่อนต่อไปนี้ไม่ใช่แค่คนที่เข้าออกห้องเท่านั้นที่ต้องสวมใส่แม้แต่ท่านเองก็ต้องสวมด้วย"
พูดจบหมิงเป่าจูก็หยิบผ้าฝ้ายที่ถืออยู่ในมือมาคลี่ออก กางมุมทั้งสองข้างโน้มตัวเข้าไปผูกที่หลังศีรษะของชายหนุ่ม
ชวีเชินยังคงถอยหลังด้วยจิตใต้สำนึกแต่ด้านหลังคือขอบเตียง จนปัญญาจะหลบเลี่ยง จำต้องปล่อยให้นางทำ
หลังจากผูกเสร็จเรียบร้อยหมิงเป่าจูถึงนั่งลงเพื่อตรวจชีพจร ขณะเดียวกัน ชวีเชินก็เริ่มสำรวจหมิงเป่าจูอย่างจริงจัง
หญิงสาวผู้นี้น่าจะอายุน้อยกว่าเขาสองสามปีแต่ยามเผชิญหน้ากับเขากลับแตกต่างจากหมอคนก่อนๆ โดยสิ้นเชิง
แม้ว่าจะสวมผ้าปิดปากอยู่แต่จากแววตาของนาง เห็นได้ถึงสีหน้าสงบนิ่ง ปราศจากความตื่นตระหนกความรังเกียจหรือรำคาญใจแม้แต่น้อย ทั้งที่กลิ่นอับที่หมักหมมอยู่ในห้องของเขาก็ไม่นับว่าน้อยเลย
"แค่กๆๆ!"
ระหว่างที่จับชีพจรอยู่ชวีเชินก็ไออย่างหนัก รู้สึกเหมือนมีบางอย่างติดคอ จึงพยายามที่จะไอเพื่อสำรอกออกมา
เขาโน้มตัวไปที่กระโถนซึ่งวางอยู่ข้างเตียงแต่สิ่งที่สำรอกออกมากลับไม่ตกลงไปในกระโถน หากแต่ไปติดอยู่บนผ้าผืนหนึ่ง
หมิงเป่าจูใช้มือข้างเดียวประคองผ้าผืนนั้นไว้รับเสมหะปนเลือดที่ชวีเชินไอออกมา แล้วรีบห่อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนส่งให้บ่าวชายของจวนสกุลชวีที่ยืนรออยู่
"เอาไปเผาทิ้งรวมถึงสิ่งเหล่านี้ด้วย ห่อให้มิดชิดก่อนแล้วค่อยเผา"
"นี่หมายความว่าอย่างไร"ของสกปรกเช่นนี้ยังเผาได้อีกหรือ
"สิ่งที่คุณชายไอออกมานั้นล้วนมีกลิ่นอายของโรคภัยปะปนอยู่หากไม่เผาทิ้ง ก็จะแพร่กระจายไปทั่ว ทำให้มีคนติดโรคมากขึ้น"
ในเมื่อเชื้อแอคทิโนมัยซีท(actinomycetes)[3]และไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacteriumtuberculosis)[4]เป็นคำศัพท์เฉพาะทางการแพทย์สมัยใหม่ซึ่งยากจะอธิบาย ไม่สู้เปลี่ยนมาใช้ถ้อยคำที่ฟังเข้าใจง่ายน่าจะเป็นที่ยอมรับมากกว่า
"ท่านหมอหมิงช่างใคร่ครวญได้รอบคอบยิ่ง"
ชวีเชินค่อยๆคลายกังวล และเริ่มเชื่อคำพูดของมารดาที่ว่านางมีทักษะการแพทย์ล้ำเลิศนางมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ คำนึงถึงแม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยเชื่อว่าฝีมือคงไม่ธรรมดา
หมิงเป่าจูวางนิ้วลงบนข้อมือของชวีเชินอีกครั้งหลุบเปลือกตาลง พินิจอย่างละเอียดถี่ถ้วน
"เป็นอย่างไรบ้างหากมีสิ่งที่ลำบากใจอันใด ท่านหมอหมิงบอกมาได้เลย ข้า...ข้ารับได้"
นางจับชีพจรเขาอยู่นานมาก
ท่านหมอหลี่แห่งโรงหมอเฉียนคุนนับเป็นหมอที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของเล่อชวน ตอนที่เขามาดูอาการ บอกว่าตนเองรักษาไม่ได้แล้วได้แต่เพียงใช้ยาประคับประคองชีวิต อย่างมากเขาก็อยู่ได้อีกครึ่งปีเท่านั้น
หญิงสาวตัวเล็กๆคนนี้ จะเชี่ยวชาญด้านการแพทย์จนแม้แต่ท่านหมอหลี่ยังยอมสยบจริงหรือ
หากเป็นเช่นนั้นจริงเขาก็ยังมีความหวัง...
ชวีเชินคาดเดาถูกต้องหมิงเป่าจูมีวิธีรักษาจริงๆ
"นอกจากไอเป็นเลือดแล้วคุณชายยังมีอาการอื่นๆ อีกหรือไม่ เช่น เจ็บหน้าอกหรือไม่ เหงื่อออกตอนกลางคืนมักรู้สึกมือเท้าเย็น อ่อนเพลียไม่มีแรงหรือไม่"
นางต้องยืนยันให้แน่ใจก่อนจึงจะสามารถสั่งยาได้ถูกต้อง
คำถามรัวมาอีกเป็นชุดชวีเชินไม่กล้าละเลย จึงให้คำตอบอย่างละเอียด
หลังจากฟังจบหมิงเป่าจูก็ได้ข้อสรุป อาการของเขาเกิดจากปอดและม้ามพร่อง ตำรับยาก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที
โชคดีที่ชาติก่อนอาจารย์สอนมาอย่างดีประกอบกับนางสั่งสมประสบการณ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องไว้มากมาย จึงมีความมั่นใจอย่างมากในการรักษาอาการป่วยของคุณชายสกุลชวี
"มีกระดาษกับพู่กันหรือไม่"นางต้องจดบันทึกเทียบยา
"มีสิ!มีสิ!"
จี้ฟางรีบสั่งคนให้ไปหยิบมาจากนั้นก็ปลอบชวีเชินให้นอนพัก แล้วเดินตามหมิงเป่าจูไปที่ห้องด้านนอก
"เชินเอ๋อร์เขา..."
นางถามอย่างระมัดระวังเกรงว่าจะได้ยินคำตอบที่ทำให้นางผิดหวังอีก นางคงไม่อาจรับมือกับความสะเทือนใจหลายครั้งหลายหนเช่นนั้นได้อีกแล้ว
"วางใจเถิดเจ้าค่ะโรคของคุณชายใหญ่รักษาได้" หมิงเป่าจูตอบพลางก้มหน้าก้มตาเขียนอักษร
ตั่งเซิน[5]ไป๋จู๋[6]ฝูหลิง[7]อย่างละเก้าเฉียน กานเฉ่า แปดเฉียน ซาเซิน[8] เก้าเฉียน ผิวเปลือกส้ม[9]ห้าเฉียน ไป่ปู้[10]และผลซิ่งเหริน[11]อย่างละเก้าเฉียน ต้มกับน้ำ ดื่มครั้งละหนึ่งถ้วยวันละสองครั้ง
ที่จริงแล้วนางไม่ถนัดการเขียนพู่กันสักเท่าไรตัวอักษรที่ปรากฏบนกระดาษจึงดูโย้เย้เหมือนเด็กเขียน
จี้ฟางได้ยินดังนั้น ก็ยกมือปิดหน้า ร้องไห้ออกมาเบาๆพร้อมกับพึมพำว่า "รักษาได้ก็ดีแล้ว รักษาได้ก็ดีแล้ว..."
นางรอมาแล้วปีกว่าในที่สุดวันนี้ก็มาถึง
เมื่อเขียนเทียบยาเสร็จหมิงเป่าจูกลับยังไม่หยุดพู่กัน แต่นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเขียนเทียบอีกชุดลงไป
ตะพาบเป็นๆหนึ่งตัว ตงฉงเซี่ยเฉ่า[12]สิบเฉียน พุทราแดงยี่สิบเฉียน ต้นหอม ขิง กระเทียม เกลือ ผงชูรส น้ำแกงไก่ เหล้าจีนปริมาณตามชอบ
นำไปนึ่งในเข่ง(หรือนึ่งด้วยลังถึง) เป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม ยกลงแล้วเอาต้นหอม ขิง กระเทียมออก ก็รับประทานได้
"สองตำรับหรือ"จี้ฟางมองจากด้านข้าง ไม่เคยเห็นหมอคนไหนตรวจคนไข้คนเดียวแล้วจ่ายยาถึงสองตำรับเช่นนี้
"ถูกต้องเจ้าค่ะนี่เป็นเทียบยารักษาโรค ส่วนนี่เป็นเทียบอาหารบำรุงร่างกาย วิธีการทำตะพาบค่อนข้างซับซ้อนเขียนละเอียดไม่พอ ข้าจะอธิบายให้ท่านฟังเป็นการส่วนตัว" หมิงเป่าจูยื่นตำรับยาทั้งสองฉบับที่เขียนเสร็จให้กับฮูหยินใหญ่
[1] เห็นเลือดในเข็มเดียว(一针见血) หมายถึงการพูดหรือเขียนอย่างตรงประเด็นหรือตรงจุด
[2] มีชื่อบนป้ายทอง(金榜题名) หมายถึงสอบผ่านการสอบขุนนางรอบสุดท้ายซึ่งเป็นการสอบหน้าพระที่นั่ง ผู้มีชื่อบนป้ายทองคือคนที่สามารถเป็นขุนนางในราชสำนักเป็นที่แน่นอนแล้ว
[3] แอคทิโนมัยซีท(放线菌) เป็นไฟลัมแบคทีเรียแกรมบวกที่หลากหลายซึ่งมีปริมาณGC สูง อยู่ได้ทั้งทั้งบนบกหรือในน้ำ
[4] ไมโคแบคทีเรียมทูเบอร์คูโลซิส (结核分枝杆菌)เป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดวัณโรค
[5] ตั่งเซิน(党参) คือสมุนไพรส่วนรากของต้นCodonopsispilosula มีรสหวาน ช่วยเติมพลังงาน ดับกระหายเสริมสร้างม้ามและปอดให้แข็งแรง ลดการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ไอหอบมือเท้าไร้กำลังวังชา
[6] ไป๋จู๋(白术) ลำต้นใต้ดินแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าAtractylodesmacrocephala Koidz วงศ์ Asteraceae (Compositae) มีกลิ่นหอม รสขมและหวาน อุ่น เข้าสู่เส้นลมปราณม้ามและกระเพาะอาหารช่วยเสริมม้ามและบำรุงชี่ ขจัดความชื้น ขับปัสสาวะ ระงับเหงื่อ สงบครรภ์
[7] ฝูหลิง(茯苓) หรือโป่งรากสนเป็นเห็ดแห้งที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Poria cocos (Schw.) Wolf วงศ์ Polyporaceae.มีฤทธิ์กลาง ออกหวาน สามารถเข้าสู่เส้นลมปราณ หัวใจม้ามและไตได้อย่างดี ช่วยขับน้ำ ขับเสมหะ บำรุงม้าม ช่วยในการนอนหลับ รักษาอาการท้องเสียและขับความชื้น
[8] ซาเซิน(沙参)รากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Glehnia littoralis Fr. Schmidt ex Miq. วงศ์ Apiaceae (Umbelliferae) มีรสหวานและขมเล็กน้อย เย็นเล็กน้อย เข้าสู่เส้นลมปราณปอดและกระเพาะอาหาร บำรุงอินขจัดความร้อน บำรุงกระเพาะอาหาร และเสริมสร้างธาตุอิน
[9] ผิวเปลือกส้ม(陈皮) คือเปลือกผิวส้มจีนนำมาหั่นเป็นชิ้น นำมาตากให้แห้งหรืออบที่อุณหภูมิต่ำจนแห้งช่วยปรับสมดุลของม้ามและกระเพาะ ขับเสมหะ
[10] ไป่ปู้(百部)รากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Stemona sessilifolia (Miq.) Miq. มีรสหวาน ขม อุ่นเล็กน้อย เข้าสู่เส้นลมปราณปอดนำชี่ลงล่างเพื่อบรรเทาอาการไอ ฆ่าพยาธิและเห็บ เหา หมัด
[11] ผลซิ่งเหริน(杏仁) หมายถึงเมล็ดแอปริคอต
[12] ตงฉงเซี่ยเฉ่า(冬虫夏草) คนไทยเรียกถั่งเช่า เป็นหนอนที่ตายแล้วและมีสโตรมาของราเจริญบนหัว ตัวหนอนคล้ายหนอนไหมมีรสหวาน สุขุม เข้าสู่เส้นลมปราณปอดและไต บำรุงไต เสริมการทำงานของปอด ห้ามเลือด และขับเสมหะ