ในยามค่ำคืนก่อนออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น ลู่ซือเข้าสู่กรรมฐาน เพื่อขัดเกลาขุมพลังอริยจิตต์
"ในวัฏะเดิม ข้ามีอีกหนึ่งจักระที่มาด้วยกัน จักระัที่มาพร้อมกับการก้าวข้ามวงล้อแห่งวัฏะ"
"นั่นย่อมหมายความว่า ในร่างข้ามีจักระั จักระกิเลน และจักระเซียนวานร ที่ข้าผนึกจิตแห่งเจตจำนงไว้และติดตัวจิตข้ามาถึงวัฏะนี้ ในยามนั้นข้าเรียกว่า ไตรจักระ และยังมีถะเจดีย์ที่อยู่ในตันเถียนของข้า"
"ไตรจักระล้อมรอบตันเถียน เคลื่อนย้ายไปมา มีความฉลาดและมีความคิดด้วยมีขุมพลังปราชญ์อริยอนันต์ชั้นสูงของข้าผนึกไว้ในวัฏะเดิมนั่นเอง"
"ทักษะที่เป็ประโยชน์แก่ข้าในยามนี้ ทักษะัลี้้ หนึ่งในร้อยแปดท่าร่างการเคลื่อนไหว ในวัฏะเดิมข้าได้รับการถ่ายทอดจากาุโตระกูลที่จักรพรรดิผู้เป็บิดาฝากฝังไว้"
"ทักษะนี้เอง ที่ช่วยให้ข้าสร้างพลังเจตจำนงการเคลื่อนไหวได้ในแบบของข้าที่ไม่มีใครทำได้ในครานั้น"
สิ่งหนึ่งในอดีตของลู่ซือ คือ ปราณทักษะที่เรียกว่า พลังเจตจำนงแห่งการเคลื่อนไหว ในสมัยนั้น าุโตงเจ๋อเป็ผู้สอนผู้ถ่ายทอด วิชานี้ เป็การใช้พลัง เพื่อช่วยในการเคลื่อนย้ายสิ่งต่าง ๆ หรือตนเองให้เคลื่อนไปยังที่ต่าง ๆ ได้ กล่าวได้ว่า การเคลื่อนที่บนอากาศ เช่น การเหาะเหินเดินอากาศ ก็เป็ส่วนหนึ่งของทักษะพลังเจตจำนงนี้
ในวัฏะเดิม ลู่ซือเริ่มเรียนทักษะนี้พร้อมกับศิษย์สาวผู้เป็รุ่นพี่นาม หลงชิงเอ๋อ ซึ่งในกาลต่อมา ก็เป็อีกหนึ่งคู่ครองของลี้เฟยในวัฏะเดิม
"ชิงเอ๋อ ... เ้าอีกคนที่ข้ามวัฏะมาพร้อม ๆ กับข้าและเฟยิ ข้าจะพยายามตามหาเ้าเอง"
ลู่ซือเข้าสู่ความสงบนิ่ง ทักษะท่าร่างการฝึกฝนทักษะเข้าสู่หัวอีกครั้ง อีกสิ่งที่ตระหนักขึ้นมาในยามนี้ คือ ทักษะแห่งจิตมายา ที่มาเป็รากฐานของการฝึกฝนในวัฏะเดิม ที่ใช้ในการสร้างภาพมายา การเรียกดูสิ่งต่าง ๆ ในจิตผู้อื่น
เพื่อไม่ให้เสียเวลา ลู่ซือทบทวนท่าร่างัลี้ จิตมายา จากนั้นจึงเข้าสู่การทบทวนทักษะเจตจำนงเคลื่อนไหว ด้วยการตระหนักรู้วิชาที่คิดค้นในวัฏะเดิม ลู่ซือไม่ต้องใช้ัลี้ช่วยเื่ความเร็ว แต่ใช้วิธีะโทะยานด้วยัทะยาน ซึ่งเป็อีกท่าร่างขึ้นไปยังบริเวณที่มีธาตุอากาศมาก จากนั้นจึงใช้ัลี้ ัทะยานและจิตััทำให้เคลื่อนตัวได้เร็ว ชั่วพริบตาก็ไปถึงปลายฝั่งของป่า และอีกด้านของยอดเขา จากนั้นจึงพุ่งทะยานกลับมา จิตตั้งมั่นด้วยฌาณของลู่ซือที่บริสุทธิ์และตื่นด้วยสติพร้อมพลังัทะยานและัลี้ผสานเป็หนึ่งเดียว
"ในอดีตนั้น ข้าเคลื่อนได้เร็วกว่ากระพริบตา เร็วดั่งจิตกำหนด หากแต่พลังของข้าในยามนี้ยังต่ำกว่าวัฎะเดิมมากเหลือเกิน" ลู่ซือส่ายหัวให้กับพลังของตัวเองในยามนี้
หลังผ่านไปสองชั่วยาม ทักษะวิชาท่าร่างต่าง ๆ ถูกนำมาทบทวนได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่เพียงเท่านั้น วิชาเหล่านี้ในครั้งนี้ ลู่ซือได้มองเห็นจุดบกพร่องและแก้ไขในยามเดียวกัน
"ในวัฏะเดิม ข้าไม่มีเวลามาปรับปรุงแก้ไข ทั้งๆที่รู้ว่ามีจุดบกพร่องก็ตาม ในวัฏะนี้ ข้าจะต้องไตร่ตรองและแก้ไขวิชาเ่าั้ให้ดีขึ้น"
"ความจริงแล้วหลายทักษะในยามนี้ มันคือทักษะที่ข้าใช้ในยามเด็ก แต่ด้วยพลังของข้าในยามนี้ พลังและท่าร่างเหล่านี้ มากเพียงพอแล้วแม้แต่ใครที่ระดับพลังระดับปราณราชันแล้วก็ตาม"
เมื่อคิดแก้ไขได้ดังนั้น ลู่ซือจึงดึงพลังอากาศธาตุรอบตัวที่ััได้เข้าหาตนเอง พลังธาตุรอบตัวหมุนวิ่งเข้าหาลู่ซือไม่หยุด สายพลังธาตุจากทั่วทิศทางหมุนเข้ามา ปราณธรรมชาติ หมุนรอบตัวจากเล็กวงเล็ก ๆ หนึ่งสาย สองสาย กลายเป็พลังธาตุหลายสาย และเริ่มมีหลายสี เริ่มโตขึ้น ใหญ่ขึ้นรอบตัวลู่ซือ
เส้นปราณพลังธาตุเมื่อมีขนาดวงแหวนใหญ่ขึ้น พลังสีก็เริ่มเข้มข้นขึ้น พลังเหล่านี้ พุ่งเข้าสู่ร่างกายผ่านิัเข้าสู่ไตรจักระ คือ จักระัเมื่อได้รับปราณมหาศาล ได้กระตุ้นพลังงานและส่งต่อเข้ามายังตันเถียนและส่งต่อไปยังกระดูกและกล้ามเนื้อของลู่ซือทันที
สิ่งที่ได้รับยามนี้ ิัของลู่ซือเกิดการเปลี่ยนแปลง ตามิัมีเกล็ดขนาดเล็กจำนวนมากเกิดขึ้น
"เกล็ดันิลกาฬ" ลู่ซือตระหนักรู้ทันที ในวัฏะเดิม ด้วยเกิดในตระกูลัฟ้า พลังตัวตนแห่งัผู้เป็ใหญ่ในโลกหล้าแห่งยุคา ความแข็งแกร่งและความน่าเกรงขามของัเป็ที่ยอมรับในดินแดนอนันตมิติ
ตามิัเหมือนจะแตกเป็เกล็ดละเอียดเล็ก ๆ และสร้างขึ้นใหม่ ปราณแห่งธาตุยังคงพุ่งเข้าสู่กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เส้นปราณมุ่งต่อเข้าไปที่จุดตันเถียนและจุดจักระัภายในร่าง พลังธรรมชาติที่หนาแน่นเหล่านี้พุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่งเข้าไปที่ตัวลู่ซือ
เวลาผันผ่านไปอย่างช้า ๆ ... ในยามนี้ ลู่ซือััได้ถึงปราณซี่ที่เข้าไปเสริมที่ในร่างกายทุกส่วน เกล็ดัเติบโต แข็งแรงขึ้น ขนสีทองของเกล็ดที่เข้มขึ้นชัดเจน ทุกครั้งที่ปราณซี่เข้าไปที่จุดตันเถียนและจุดจักระั จุดจักระัจะเป็จุดที่ใช้เวลานานกว่า และเหมือนจะรับพลังได้อย่างต่อเนื่องไม่หยุดตลอดมา ความแตกต่างของพลังจากจุดสองจุดนี้ มีระดับพลังที่แตกต่างกันมาก แต่เสริมช่วยกันตลอดเวลา
ในขณะเดียวกันที่จักระเซียนวานร พลังปราณก็ถูกดูดเข้าไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงเท่านั้น ปราณแห่งธาตุพุ่งประสานเข้าสู่กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เส้นปราณมุ่งต่อเข้าไปที่จุดตันเถียนและจุดจักระวานรภายในร่าง วงแหวนแห่งพลังมีขนาดใหญ่ สีของวงแหวนเข้มด้วยอัดแน่นด้วยพลังธาตุรวมกับพลังจากจักระั เข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง
ในยามนี้ ที่ร่างกายของลู่ซือ ิัอัดแน่นด้วยปราณกล้ามเนื้อ ิัแต่เดิมที่มีเกล็ดั ถูกประสานอีกครั้ง เกิดการเปลี่ยนแปลงมีขนสีทองขึ้นมารำไรตามตัว เมื่อดูผิวเผินจะไม่แตกต่างจากขนตามตัวของผู้คน หากแต่ความจริงแล้ว นี่คือเกราะเกล็ดวานรนั่นเอง
พลังธรรมชาติที่หนาแน่นเหล่านี้พุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่งเข้าไปที่ตัวลู่ซือ ปราณจักระทั้งสาม รับปราณธรรมชาติที่หนาแน่นจากบริเวณรอบสำนักไม่หยุด การเกิดกระแสการเคลื่อนไหวนี้ ย่อมรับรู้ได้ถึงตัวตนในระดับเ้าสำนักและาุโในสำนัก
ดังนั้น ไม่นานนัก การค้นหาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จึงเกิดขึ้นอีกครั้งในยามค่ำคืน แต่ทั้งหมดมาช้าไป คลื่นพลังค่อย ๆ จางหายไปและเข้าสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
ลู่ซือในยามนี้แม้อายุเจ็ดขวบกว่า หากแต่มีพลังระดับกึ่งราชัน และตระหนักรู้ถึงวิชาทักษะในวัฏะเดิมหลายส่วนแล้ว ที่สำคัญวิชาเหล่านี้ เป็ส่วนเล็ก ๆ ที่ในวัฏะเดิมใช้ติดตัวในการก้าวเข้าสู่การเป็ปรมาจารย์จักรพรรดิเซียนลี้เฟยแห่งดินแดนอนันตมิติ
ในส่วนการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย กล้ามเนื้อที่แข็งแกร่ง ความสูงที่ยืดขึ้น ขนรำไรสีทองซึ่งก็เป็การประสานของเกราะเกล็ดัและเกราะเกล็ดเซียนวานรนั่นเอง เกรงว่าในยามนี้ หากเล่ากันออกไป คงเป็เื่ที่ขบขันไม่มีใครเชื่อเป็แน่แท้
ยามรุ่งอรุณก่อนตะวันขึ้น ลู่ซือเดินมาที่หน้าผาที่ตั้งอยู่ไม่ไกลมากนักหลังที่พัก ขลุ่ยเซียนถูกหยิบขึ้นมา ในยามนี้บทเพลงกงจื่อถูกหยิบขึ้นมาบรรเลง ไม่นานนัก ฝูงนกอสุนีเพลิงนับพันบินขึ้นมาจากหน้าผาด้านล่างอีกครั้ง หากแต่ในครั้งนี้ ...