ซูอิ่นเย่ว์ได้สมุนไพรไปเต็มรถม้า อารมณ์ดีไม่น้อย
แต่เซียงเถากลับทำหน้ามุ่ย “ซื่อจื่อกับหมอเทวดาฉินมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดา เกรงว่าซื่อจื่อจะไม่พอใจเ้าค่ะ”
ซูอิ่นเย่ว์ชะงักไปครู่หนึ่ง นางเพิ่งนึกขึ้นได้
จู่ๆ ก็มีสามีเพิ่มขึ้นมา นางยังไม่ชินจริงๆ
พอดีนางเห็นร้านปักผ้าแห่งหนึ่ง ความคิดบางอย่างก็แวบเข้ามาในหัว นางจึงลากเซียงเถาเข้าไปเลือกชมสินค้า
เมื่อเดินออกจากร้าน นางก็เห็นรถม้าสีดำคันหนึ่งจอดอยู่หน้าร้าน ้ามีป้ายทองคำแกะสลักขนาดเล็ก แขวนไว้พร้อมตัวอักษร ‘หลิง’
ชาวบ้านต่างจำได้ว่าเ้าของรถม้าคันนี้เป็ใคร จึงพากันหลีกเลี่ยงออกไปไกล
เซียงเถาตัวสั่น รีบก้มตัวทำความเคารพ “ซื่อจื่อ”
ซูอิ่นเย่ว์ยังไม่ทันได้ตอบสนอง ก็ได้ยินเสียงของฉู่จี้เฟิงดังออกมาจากในรถม้า “ขึ้นมา”
ขณะที่พูด ฉางอู๋อิ่งก็จัดวางแท่นเหยียบให้เรียบร้อย
เขาไม่เข้าไปในวังแล้วหรือ
ซูอิ่นเย่ว์รู้สึกแปลกใจ รีบส่ายหัว “ข้าเดินกลับไปเองได้”
มีฉางอู๋อิ่งอยู่ด้วย นางกลัวว่าจะโดนเตะอีก
ชายที่อยู่ข้างในเปิดม่านขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของเขา เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “หรือว่าอยากให้ข้าอุ้มเ้าขึ้นไป?”
“ไม่ใช่...”
“เช่นนั้นก็ขึ้นมาเอง” สีหน้าของเขาฉายแววไม่พอใจเล็กน้อย
ซูอิ่นเย่ว์จึงต้องขึ้นรถม้าไปอย่างว่าง่าย
ภายในรถม้ากว้างขวาง ปูด้วยพรมเนื้อนุ่ม ด้านข้างมีโต๊ะชาเล็กๆ วางถ้วยชาและเตากำยาน ดูประณีตยิ่งนัก
โดยเฉพาะเตากำยานทองคำ กลิ่นควันลอยอ้อยอิ่ง ผสมผสานกับลวดลายูเาบนเตาเข้ากันได้อย่างลงตัว
เป็เื่ที่ยากจะจินตนาการได้ว่า บุคคลที่ถูกเรียกว่า ‘มัจจุราชฉู่’ จะมีรสนิยมเช่นนี้
รถม้าวิ่งไปอย่างมั่นคง แม้นางจะไม่ได้นั่งใกล้ฉู่จี้เฟิง แต่บรรยากาศก็ดูอึดอัดไม่น้อย
“เที่ยวเล่นสนุกดีหรือไม่” ฉู่จี้เฟิงถามขึ้นมาทันที
ซูอิ่นเย่ว์ชะงักไปชั่วครู่ คำพูดของเขาฟังดูแปลกประหลาด
นางพยักหน้าเล็กน้อย ตอบกลับด้วยสีหน้าปกติ “ก็ไม่เลว ข้าแค่ไปซื้อสมุนไพรมาบ้าง”
ฉู่จี้เฟิงเลิกคิ้ว รู้สึกประหลาดใจที่นางกล้าพูดออกมาเช่นนี้
ซูอิ่นเย่ว์หยิบผ้าเช็ดหน้าที่เพิ่งซื้อมา ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนยื่นให้เขา “ผ้าเช็ดหน้าของท่านก่อนหน้านี้คงใช้ไม่ได้แล้ว ข้าจึงซื้อผืนใหม่มาให้”
แม้ว่าจะไม่งดงามเท่ากับผ้าเช็ดหน้าที่มอบให้โดยสตรีที่เขารัก แต่นางก็ซื้อให้ด้วยความจริงใจเพื่อเป็การขอโทษ
ฉู่จี้เฟิงก้มลงมองผ้าเช็ดหน้าในมือของนาง ก่อนจะพูดขึ้นช้าๆ “เ้าก็เป็คุณหนูตระกูลซู เหตุใดไม่ปักให้ข้าเอง แต่กลับไปซื้อมา มันแสดงถึงความจริงใจอย่างไร”
ซูอิ่นเย่ว์เม้มปาก
อย่าว่าแต่นางปักไม่เป็เลย ต่อให้นางมีฝีมือด้านงานเย็บปัก ก็คงไม่ทำของให้ฉู่จี้เฟิง
นางหาข้ออ้าง “ฝีมือเย็บปักของข้าธรรมดาเกินไป จึงเลือกซื้อมาแทน ลวดลายเหมือนกัน เป็ดอกบัวทั้งหมด”
จริงด้วย ผ้าเช็ดหน้านั้นปักลายดอกบัวอย่างประณีตและงดงาม ดูเหมือนนางจะตั้งใจเลือกมาเป็พิเศษ
“ไม่ว่าจะเหมือนแค่ไหน ก็ไม่ใช่ผืนเดิม” ฉู่จี้เฟิงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
มือของซูอิ่นเย่ว์ชะงักไป หัวใจรู้สึกอึดอัด
ในเมื่อเขาไม่้า นางก็เก็บไว้ใช้เองก็ได้
นางกำลังจะดึงมือกลับ แต่ฉู่จี้เฟิงกลับคว้ามือของนางไว้แน่น
ซูอิ่นเย่ว์ตั้งตัวไม่ทัน ทั้งร่างพุ่งเข้าชนแผงอกของเขา แรงกระแทกทำให้าแที่ไหล่ของนางเจ็บจี๊ดขึ้นมา
นางครางเบาๆ รีบผละออกมานั่งตัวตรง
“ท่านทำอะไร?!”
“ผ้าเช็ดหน้า” ฉู่จี้เฟิงยังไม่ปล่อยมือ สีหน้าแปลกใจที่นางดูจะโกรธจริง
ซูอิ่นเย่ว์กลั้นอารมณ์ ก่อนจะโยนผ้าเช็ดหน้าลงบนตัวเขา “เอาไป! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”
ก่อนหน้านี้นางรักษาผู้ป่วยที่ร้านยาจี้ซื่อ ทำให้าแที่ไหล่ได้รับแรงกระทบกระเทือนไปแล้ว ตอนนี้พอโดนกระแทกซ้ำอีก ความเ็ปก็ยิ่งรุนแรงขึ้นจนเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
แววตาของฉู่จี้เฟิงฉายแววไม่พอใจเล็กน้อย แต่ทันใดนั้นเขาก็เห็นรอยเืซึมออกมาจากบริเวณไหล่ของนาง
คืนก่อนแม้ว่าเขาจะขบกัดนางไปบ้าง แต่แผลก็ไม่ได้ลึกนัก เหตุใดเพียงแค่โดนกระแทกก็มีเืไหลซึมออกมา?
เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “าแที่ไหล่เ้าทำไมถึงแย่ลง”
ซูอิ่นเย่ว์เหลือบมองไปที่ฉางอู๋อิ่งที่อยู่หน้าผ้าม่านโดยไม่รู้ตัว นางย่อมไม่กล้าร้องทุกข์ออกไป เพราะฐานะของนางเป็เพียงสตรีที่ถูกส่งมาแต่งงานเพื่อแก้เคล็ดในจวนหลิงอ๋อง ไม่มีอำนาจอะไรเลย
“เมื่อคืนตอนจุดไฟ ข้าเผลอทำให้มันแย่ลง” นางหาข้ออ้างขึ้นมาอย่างลวกๆ
ฉู่จี้เฟิงจ้องนางนิ่งๆ อยู่พักหนึ่ง ทำให้ซูอิ่นเย่ว์รู้สึกหนาวเยือกขึ้นมา นางอยากจะตบปากตัวเองเสียจริง เหตุใดเมื่อครู่ถึงได้ระงับอารมณ์ตัวเองไม่ได้
หากเขาเกิดอยากฆ่านางขึ้นมา นางก็ต้องตายอีกครั้งแน่
โชคดีที่ฉู่จี้เฟิงไม่ได้พูดอะไรต่อ กลับเก็บผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาแล้วใส่ไว้ในแขนเสื้อ
รถม้ามาถึงจวนหลิงอ๋องในเวลาไม่นาน เซียงเถาค่อยๆ พยุงซูอิ่นเย่ว์ลงจากรถม้า แต่ฉู่จี้เฟิงยังคงนั่งอยู่ในรถต่อไป
ซูอิ่นเย่ว์ยังมีเื่คาใจ จึงถามว่า “ซื่อจื่อยังมีธุระอะไรอีกหรือไม่”
“อืม ไปฆ่าคนสักคน” ฉู่จี้เฟิงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
มุมปากของนางกระตุกเล็กน้อย
การฆ่าคนนั้นเป็เื่ปกติสำหรับเขาจริงๆ
ฉู่จี้เฟิงจ้องนางด้วยดวงตาสีดำสนิท “มีอะไรหรือ”
“เช้านี้ท่านอ๋องมาขอร้องให้ข้าช่วยพูดกับท่านเื่ให้ย้ายศพออกจากเรือนทิงเส่ว์” ซูอิ่นเย่ว์กล่าว “ข้าตัดสินใจไปแล้ว หากท่านอ๋องยอมจ่ายสามหมื่นตำลึง ข้าจะให้ย้ายศพออกไป ถ้าท่านอ๋องนำเงินมาให้จริงๆ เราแบ่งกันคนละครึ่งดีหรือไม่”
ยังไม่ทันที่ฉู่จี้เฟิงจะเอ่ยปาก ฉางอู๋อิ่งที่อยู่ข้างๆ ก็กล่าวขึ้นอย่างไม่พอใจ “ซื่อจื่ออุตส่าห์อ้อมเพื่อมาส่งเ้า เ้ากล้าต่อรองกับเขาอีกหรือ ซื่อจื่อไม่ได้ขัดสนเงินแค่เพียงเท่านี้!”
อ้อม?
ซูอิ่นเย่ว์งุนงง
“แค่หนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงก็ซื้อเ้าได้แล้ว?” ฉู่จี้เฟิงมองนางด้วยสายตาดูแคลน เห็นว่านางไม่มีความทะเยอทะยาน
ซูอิ่นเย่ว์รู้สึกขมขื่น เงินในกระเป๋าของนางมีเพียงไม่กี่ตำลึง
นางยิ้มแต่ใบหน้าไร้อารมณ์ ราวกับกำลังคิดแทนเขา “ข้าก็แค่คิดว่า ซื่อจื่อยังไงก็อยู่ในจวนอ๋อง แม้ว่าเรือนทิงเส่ว์จะอยู่ห่างจากเรือนชูอวิ๋น แต่ถ้าศพเริ่มเน่า เหม็นไปทั่วจวนอ๋องคงไม่ดีนัก”
แน่นอนว่าทันทีที่ฉู่จี้เฟิงได้ยินว่า กลิ่นเหม็นอาจลอยมาถึงเรือนชูอวิ๋น สีหน้าของเขาก็แสดงความรังเกียจอย่างรุนแรง
ซูอิ่นเย่ว์รีบฉวยโอกาสกล่าวต่อ “เพราะอย่างนั้น เงินหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงนี้ รับไว้ก็ไม่เสียหายเลยใช่หรือไม่”
ฉู่จี้เฟิงพยักหน้าเล็กน้อย “เ้าคิดคำนวณได้ดี”
ซูอิ่นเย่ว์ถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางคิดถึงเงินก้อนโตที่กำลังจะได้รับก็อดยิ้มไม่ได้
“สามหมื่นตำลึง ข้าจะเอาทั้งหมด” ฉู่จี้เฟิงกล่าว
รอยยิ้มของซูอิ่นเย่ว์พลันหายไป “ซื่อจื่อ ท่านไม่ขัดสนเงินไม่ใช่หรือ...”
ขณะนั้นเอง รถม้าที่บรรทุกสมุนไพรก็มาถึงหน้าจวนหลิงอ๋องพอดี
ฉู่จี้เฟิงชี้ไปที่รถม้า “สมุนไพรทั้งหมดนี้มีมูลค่าหนึ่งแสนตำลึง ข้าเป็คนจ่ายให้เ้า”
ซูอิ่นเย่ว์ถึงกับตะลึงงัน
เขารู้ว่าสมุนไพรทั้งหมดเป็ของนาง นั่นหมายความว่าเขาอยู่ที่ร้านยาจี้ซื่อในตอนนั้นด้วย!
ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมฉินเย่ถึงยอมให้นางเข้าไปเลือกของในคลังได้ตามใจ ที่แท้เป็เพราะคำสั่งของฉู่จี้เฟิง!
“แต่...แต่หมอเทวดาฉินบอกว่ายาทั้งหมดนั้นให้ข้า...” ซูอิ่นเย่ว์ไม่ยอมแพ้ พยายามต่อรองเป็ครั้งสุดท้าย
“ยาทั่วไปเ่าั้เขาไม่ได้คิดเงินกับเ้า แต่สมุนไพรหายากที่เ้าเลือกจากคลังล้วนมีค่า หนึ่งแสนตำลึงถือว่าถูกมากแล้ว” ฉู่จี้เฟิงกล่าว “เ้าเพิ่งช่วยข้าหาเงินได้สามหมื่นตำลึง ถ้าคิดดูให้ดี เ้ายังติดหนี้ข้าอยู่อีกเจ็ดหมื่นตำลึง”
ซูอิ่นเย่ว์แทบกระอักเื
นางลำบากแทบตายแต่ไม่ได้แม้แต่ครึ่งตำลึง ซ้ำยังเป็หนี้อีกเจ็ดหมื่นตำลึง!