เสียงสะอื้นไห้แ่เบายังคงเล็ดลอดออกมาจากปากของข้าวหอม ที่ซุกอยู่ใต้หมอนอิงใบโตหลายชั่วโมงั้แ่่เย็นจนกระทั้งบัดนี้ที่ค่ำคืนคืบคลานเข้ามาปกคลุมไปทั่วทุกทิศทาง ท้องฟ้านอกหน้าต่างกระจกมืดสนิทไร้เงาแสงจันทร์ส่องสว่าง มีเพียงสายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้ไหวระริกดูเยือกเย็นและเดียวดายจนหัวใจบีบรัดเจ็บแปล๊บ
ท้องของผมเริ่มส่งเสียงร้องประท้วงเบาๆ ด้วยความหิวโหย แต่ทว่าความโศกเศร้าหวาดกลัวว่าพี่ชายข้างบ้านแสนดีจอมดุคนนั้นจะเกลียดชังและทอดทิ้งผมไปกลับมีอิทธิพลทับถมจนทำให้ผมกินอะไรไม่ลงเลยสักคำเดียว
ผมเดินลงบันไดบ้านปัดป้องความมืดมิดก้าวขาไปดื่มน้ำเย็นจัดแก้วหนึ่งเพื่อระงับเสียงร้องประท้วงของท้องและหวังช่วยให้ลดไข้ในตัว แต่พอกลับขึ้นมาบนห้องนอนมองกองกระดาษรายงานที่มีรูปวาดลายเส้นดินสอรูปพี่ธันวาเตือนสติขึ้นมา ผมก็ล้มตัวลงนอนกอดเข่าสะอื้นไห้อีกรอบ
ผมพยุงตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงหนานุ่ม ดวงตาบวมเป่งจากการร้องไห้อย่างหนักจนรู้สึกแสบขัดร้อนผ่าว เเล้วเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างเตียงขึ้นมาตรวจสอบสถานะห้องแชทของพี่ธันวาอีกรอบ จุดสีเขียวแสดงสถานะออนไลน์ยังคงมืดสนิทและระบุว่าออฟไลน์ไปเมื่อห้าชั่วโมงก่อน
ความเงียบที่แผ่ปกคลุมห้องนอนของผมดูเหงาและกว้างใหญ่เกินจะแบกรับไหว ในที่สุดน้ำตาไหลก็ไหลออกมาระลอกใหม่ ทนเก็บกักความสับสนกระวนกระวายใจนี้ไม่ไหวอีกต่อไป นิ้วเรียวสั่นเทาจึงกดโทรออกหาเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่รู้เื่ราวหัวใจของผม นั่นคือ 'แบงค์'
ตู๊ด... ตู๊ด... ตู๊ด...
เสียงกดรับสายดังก้องดึงผมหลุดจากมโนความเครียด
"ฮัลโหล ข้าวหอม! เป็ยังไงบ้างวะแก เื่ที่คุยกันตอนกลางวันโอเคไหม..."
เสียงทุ้มของแบงค์ถามไถ่มาตามสาย แต่น้องยังไม่ทันพูดจบ ผมก็กลั้นเสียงสะอื้นไว้ไม่อยู่ร้องไห้โฮหลุดลอยออกมาทันควัน
"ฮึก... แบงค์... ฮือ... แก... แกช่วยฉันด้วยว่ะ..."
ผมร้องไห้เสียงสั่นสะอื้นเบาหวิว
"เฮ้ย! ข้าวหอม! เกิดอะไรขึ้นวะแก ร้องไห้ทำไมเนี่ย ทะเลาะกับพี่ข้างบ้านหรือเปล่า บอกฉันเร็วเข้า!"
ปลายสายฟังดูร้อนใจสุดขีดจนมีเสียงเก้าอี้ล้มดังครูด
"ฮึก... พี่ธันวา... พี่ธันวาโกรธฉันแล้วว่ะแบงค์... เขาเห็นตอนที่แกกอดฉันที่ริมประตูรั้วเมื่อกลางวัน... เขา... เขาเดินดุ่มๆ ข้ามกำแพงมาตวาดถามอย่างน่ากลัวมากเลยแก... เขาบอกว่าฉันเอาอ้อมกอดนี้ไปแจกจ่ายให้คนอื่น... แล้วเขาก็สะบัดหน้าหนีกลับบ้านล็อกประตูปิดไฟออฟไลน์ไปเลย ฮือ... ฉันกลัวพี่ธันวาจะเกลียดและไม่สนใจฉันอีกแล้วว่ะ..."
ผมสารภาพความจริงร้องไห้ระบายความรู้สึกเ็ปบีบเค้นลงไป
ปลายสายเงียบกริบไปหลายวินาที คล้ายกับแบงค์กำลังประมวลผลสถานการณ์วิกฤตความรักข้างบ้าน ก่อนที่เสียงทอนหายใจยาวของเพื่อนจะดังขึ้นอย่างอบอุ่นปนอิดหนาระอาใจในความซื่อบื้อของผม
"โธ่เอ๊ย... ข้าวหอมเอ๊ย แกนี่มันบื้อบอดตาใสจริงๆ เลยว่ะเพื่อนรัก"
แบงค์ถอนหายใจยาวเอ่ยบ่นเบาๆ
"แกยังคิดไม่ตกอยู่อีกเหรอวะว่าที่พี่ธันวาเดินดุ่มๆ ข้ามกำแพงมาตวาดปานเสือร้ายขนาดนั้นน่ะ มันเกิดจากอะไร"
"ฮึก... พี่เขา... โกรธที่ฉันดื้อ ดื้อไม่เชื่อฟังที่เขาเตือนว่าห้ามให้ผู้ชายคนอื่นมากอดัั..."
ผมตอบน้ำเสียงสะอื้นอึกอัก
"มันไม่ใช่แค่เื่ดื้อเว้ยข้าวหอม! แกตอบคำถามฉันตรงๆ เลยนะ ตอนโดนพี่ธันวากอด โดนเขาบดเบียดริมฝีปากจูบหวานล้ำเมื่อคืนน่ะ... แกมีความสุขหรือรู้สึกอึดอัดทรมานใจ"
"ฉัน... ฉันมีความสุขมากเว้ยแบงค์..."
ผมยอมรับเสียงอ้อมแอ้มหน้าเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา
"ใจฉันเต้นแรงโครมครามปานจะะเิ กลิ่นน้ำหอมบุรุษเพศสะอาดสะอ้านของพี่ธันวาก็ทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจที่สุดในโลก รสจูบของพี่เขาก็ร้อนแรงละมุนละไมจนร่างกายฉันอ่อนสั่นระทวยแทบละลาย... ฉันไม่เคยรู้สึกเตลิดและวาบสะท้านแบบนี้กับเพื่อนหรือใครคนอื่นเลยว่ะ"
"นั่นไง! คำตอบชัดแจ้งปานสปอตไลต์ส่องหน้าขนาดนั้นแล้ว! แกรักพี่ธันวาเข้าเต็มเปาแล้วยังไม่รู้ตัวอีกเหรอจ๊ะคนดี! ที่พี่ธันวาโกรธจนฟิวส์ขาดะเิอารมณ์บึ้งตึงขนาดนั้นน่ะ มันเป็เพราะเขา 'หึงหวง' แกหนักมากต่างหากเล่าปัดโธ่!"
แบงค์เน้นเสียงดังฟังชัด
"แกคิดดูนะ... ผู้ชายอายุสามสิบห้าที่ปกติต้องทำงานดุๆ คุยกับลูกค้าน้ำเสียงเ็าเป็ทางการตลอดเวลา แต่กลับยอมวางมือจากงาน ซิ่งรถไปรับส่งแก ไขกุญแจมาป้อนยาเช็ดตัวทำกับข้าวให้แกกินทุกมื้อ แถมเมื่อคืนก็เพิ่งจะมีสัมพันธ์ลึกซึ้งแสดงความรักกอดจูบกันไปน่ะ... พอเขามองลงมาจากหน้าต่างแล้วเห็นผู้ชายคนอื่น (ซึ่งก็คือฉัน) กอดแกแบบแนบชิดที่รั้วบ้าน... เป็ใครมันก็สติหลุดทั้งนั้นแหละเว้ย!"
แบงค์สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ยพรรณนาต่อเสียงจริงจัง:
"แกลองสังเกตดูสิ ข้าวหอม... พี่ธันวายอมกินแกงจืดเต้าหู้หมูสับรสชาติจืดชืดน้ำต้มผักที่แกชอบกิน ทั้งๆ ที่ป้าพรเมาท์กระจายว่าแกกินอาหารรสจัดมาตั้งหลายปี พี่เขายอมเสียเวลาทำงาน freelance แสนแพงไปคอยช่วยกวาดเศษใบไม้แห้งหน้ารั้วประตูบ้านแกทุกเช้าเย็นเพื่อไม่ให้แกเดินสะดุดกิ่งไม้ล้มหัวทิ่ม พี่เขาบ่นบ่นดุดุแกเื่ซุ่มซ่ามไม่ระวัง แต่สายตาคมที่เขาจ้องมองแกตอนหั่นผัก ป้อนยาน่ะ มันเชื่อมหวานยิ่งกว่าราดน้ำเชื่อมเสียอีกนะเว้ย! นี่ถ้าฉันเป็แกนะข้าวหอม... ฉันวิ่งะโข้ามกำแพงรั้วปูนเตี้ยนั่นไปคุกเข่าสารภาพรักขอแต่งงานกับพี่เขาั้แ่เมื่อคืนวานนี้แล้วโว้ย! ไม่มานั่งร้องไห้สะอื้นกินไม่ได้นอนไม่หลับขี้มูกโป่งเสียน้ำตาเยี่ยงกระต่ายน้อยดงชานเมืองอย่างนี้หรอกนะเว้ย!"
"แต่... แต่แกเป็เพื่อนฉันนี่แบงค์ แกก็มีแฟนแล้วด้วย..."
ผมประท้วงเสียงสั่นงอแง
"ฉันน่ะมีแฟนแล้วใช่... แต่พี่ธันวาเขาเป็แฟนแกนะเว้ย (หรือเกือบจะเป็) เขาจะรู้รายละเอียดชีวิตเพื่อนแกทุกคนได้ยังไงล่ะแก อีกอย่างนะข้าวหอม... ขนาดฉันมีพิมอยู่แล้ว ถ้าวันหนึ่งมีไอ้หนุ่มที่ไหนไม่รู้มาเนียนกอดพิมที่หน้าบ้านถึงเป็คนสนิท... ฉันก็บุกไปชกหน้าหักหัวมันคามอเตอร์ไซค์เหมือนกันแหละเว้ย! ความหึงหวงมันคือสัญชาตญาณของการปกป้องของรักของหวงของมนุษย์เราว่ะ ถ้าพี่ธันวาไม่รักและไม่แคร์แกจริงๆ น่ะ... เขาไม่มีทางลดตัวมาโวยวายทำตัวไม่มีเหตุผลปัดเป่ากระวนกระวายใจแบบนี้หรอกนะเพื่อนรัก"
คำอธิบายเรียบง่ายและเปรียบเทียบแสนอบอุ่นของแบงค์ดุจดั่งสายน้ำเย็นราดลงบนกองเพลิง ความสับสนกังวลใจของผมพลันอันตรธานหายวับคลี่คลายกระจ่างชัดแจ้งขึ้นมาทันตาเห็น หัวใจในอกซ้ายของผมสั่นเต้นรัวสะท้านสะทึกไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว... แต่เป็เพราะััความรักลึกซึ้งและกระแสความปลาบปลื้มใจที่เข้าใจแจ่มแจ้งเสียที
"พี่ธันวา... หึงฉันจริงๆ เหรอแบงค์..."
ผมกระซิบถามหน้าร้อนฉ่าจนแก้มใสแดงแปร๊ด
"เออเด้! หึงหวงเป็เสือร้ายคุมไข่ในหินขนาดนั้นน่ะ แกคิดย้อนทบทวนตัวเองดูดีๆ นะข้าวหอม... ถ้าพี่ธันวาหายไปจากชีวิตแกจริงๆ ยุติบทบาทข้างบ้านไม่หันมามองไม่ดุด่าไม่กอดไม่ดูแลแกอีกต่อไป... แกจะยอมรับมันได้ไหม"
แบงค์เอ่ยถามประโยคเด็ดบีบคั้นจิตใจ
"มะ... ไม่มีวันยอมเด็ดขาด!"
ผมตอบเสียงดังฟังชัดทันควันโดยไม่ต้องคิดเลยสักวินาทีเดียว
"ฉันอยู่ไม่ได้หรอกถ้าไม่มีพี่ธันวา... ฉันชอบกินแกงจืดฝีมือพี่ธันวา ชอบเวลาพี่เขาทำหน้านิ่วคิ้วขมวดบ่นดุฉันแต่ก็คอยเช็ดน้ำมูกดูแลใกล้ชิด ชอบอ้อมกอดอุ่นๆ และ... จูบแรกของพี่ธันวาที่สุดเลยว่ะแบงค์..."
"นั่นแหละคำตอบข้าวหอม... แกค้นพบและยอมรับความจริงในหัวใจตัวเองแล้วว่าแกรักพี่ธันวาอย่างถอนตัวไม่ขึ้นแล้วเพื่อนรัก... ในเมื่อเขารักแกแกก็รักเขา... พรุ่งนี้เช้าแกตื่นขึ้นมาก็รีบข้ามกำแพงกั้นรั้วไปขอโทษง้อเขา สารภาพรักบอกความรู้สึกจริงๆ ไปเลยห้ามป๊อด ห้ามอิดออดเด็ดขาด เข้าใจไหมเพื่อนยาก"
"เข้าใจแล้วแบงค์... ขอบใจแกมากนะเพื่อนรัก ฉันรู้แล้วว่าต้องทำยังไงต่อไป..."
ผมตอบกลับน้ำเสียงร่าเริงแจ่มใสปนความประหม่าที่เต็มไปด้วยพลังมุ่งมั่นลืมคราบน้ำตาก่อนหน้านี้ไปหมดสิ้น
หลังจากวางสายโทรศัพท์มือถือลง ผมลุกขึ้นก้าวขาเดินตรงไปที่กระจกบานใหญ่ ล้างคราบน้ำตาจัดแต่งทรงผมสีนุ่ม ลอบมองรอยรักสีสีกุหลาบบนลำคอขาวระหงในกระจกเงา ในอกซ้ายอุ่นระอุเต้นโครมครามด้วยความมุ่งมั่นเปี่ยมล้น
ผมตัดสินใจลงบันไดไปค้นหาขนมหวานบัวลอยน้ำขิงในตู้เย็นนำมาต้มอุ่นเตรียมใส่ปิ่นโตพลาสติกสีเหลืองอ่อนเพื่อพกพาไปง้อพี่ธันวาในเช้าวันใหม่ กลิ่นขิงร้อนๆ หอมฉุนอบอวลเต็มครัวชานเมืองชวนให้อบอุ่นใจขึ้นมาทีละน้อย ผมล้างปิ่นโตอย่างประณีตและจัดแต่งฝากล่องพลาสติกอย่างเรียบร้อย พร้อมกับหยิบป้ายเสื้อยืดของตัวเองมาจัดสวมใส่ให้ด้านหน้าด้านหลังเข้าที่เข้าทางเพื่อไม่ให้โดนดุ
แล้วกลับมาทิ้งตัวนอนหนุนตักกอดตุ๊กตาหมีชะเง้อมองออกไปนอกหน้าต่าง มองบ้านสีเทาเข้มขรึมฝั่งตรงข้ามที่ปิดไฟมืดสนิทในค่ำคืนชานเมือง ถึงแม้ภายนอกจะหนาวเย็นและมืดมนสักเพียงใด แต่ในหัวสมองและหัวใจของผมเวลานี้กลับสว่างไสวเต็มเปี่ยมด้วยเป้าหมาย
พรุ่งนี้เช้าผมจะข้ามกำแพงรั้วสีขาวเตี้ยกั้นเขตแดน นำพาร่างกายและหัวใจของผมไปกอดไหว้ขอโทษสารภาพรักแก่พี่ชายข้างบ้านแสนดีคนนั้น ไม่ว่าเขาจะโกรธดื้อดึงขนาดไหน ผมก็จะง้อและกอดเขาไว้ไม่ยอมปล่อยให้หลุดไปจากชีวิตของผม!