คบเพลิงตะเกียงสว่างไสว .. กลุ่มคนราวยี่สิบคนแต่งกายดังทหารพร้อมสุนัขดมกลิ่นเข้าตรวจสอบสถานที่ ทั้งบริเวณถูกกันไม่ให้ผู้คนเหยียบย่ำทำเบาะแสยุ่งเหยิง
อุสาและวิภารีสองพี่น้องได้รับการช่วยเหลือจนฟื้นคืนสติ ทั้งคู่จำได้เพียงกำลังเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน แล้วมาถูกปลุกตื่น ณ สถานที่แห่งนี้
ทหารนายหนึ่งแจ้งผู้เป็นาย "แม่หญิงน้อยสองนางนี้ ถามอันใดก็มิได้ความ ขอรับ"
ทหารอีกนายเข้ามารายงาน "เด็กน้อยอีกคน ยังไม่ได้สติขอรับท่านขุน" มันกล่าวต่อ "สถานที่คล้ายเกิดการต่อสู้ เหตุเหมือนเพิ่งเกิดเมื่อครู่ .. ขอรับ"
ชายผู้ถูกเรียกว่าท่านขุนตั้งข้อสันนิษฐาน กล่าวว่า ".. คงมีผู้ใดยื่นมือมาช่วยเด็กสาวไว้"
ทหารนายเดิมออกความเห็น "หรือเ้าโจรมีมากกว่าหนึ่ง ต่อมาเกิดวิวาทกันเอง"
ทหารอีกนายเห็นเช่นนั้น จึงกล่าวขึ้นบ้าง “พอขุนท่านนำกำลังตามติดมา พวกมันจึงเตลิดหนีไป"
ท่านขุนพยักหน้ากล่าวว่า "อื่มมมม .. ล้วนเป็ไปได้ทั้งสิ้น"
พลางเดินไปตรวจสอบ
มันเป็บุรุษวัยสามสิบเศษแต่งกายเรียบง่าย เสื้อสีเขียวขี้ม้ากางเกงดำ รูปร่างสูงกำยำ ผมรัดมวยไว้กลางเกล้าสอดด้วยปิ่นเงินอันหนึ่ง ไว้หนวดเรียวงามสองตาซ่อนความหลักแหลม ดาบเล่มยาวกว่าหกคืบถือกระชับอยู่ข้างกาย
ขุนอินทรพิชิต เ้าเมืองพิบูรณ์บุรีผู้นำทหารกว่าพันนายมาเทครัวอพยพชาวบ้านหนีภัยา
ขุนอินทรพิชิตพิเคราะห์สถานที่ แล้วกล่าวว่า "มีคนผู้หนึ่งถูกจับกระแทกกับต้นไม้ ร่างร่วงหล่ลงกองตรงนี้ นี่กองเืของมัน คงได้รับาเ็ไม่เบา"
นายทหารชี้นิ้วกล่าวขึ้นว่า "มันคงโดนกระทำอย่างรุนแรงขอรับ มีฟันร่วงกระจายอยู่แปดซี่"
ขุนอินทรพิชิตใช้กิ่งไม้เขี่ยฟันที่ร่วงอยู่ มันมีสีหน้าครุ่นคิดกล่าวว่า "อื่มมม .. เป็ฟันจากส่วนซีกซ้าย คงโดนของแข็งจำพวกตะบอง หรือท่อนไม้หยาบทุบเข้าแล้ว"
ท่านขุนกล่าวต่อ "มันนอนนิ่งอยู่พักใหญ่ จึงมีคนลากมันจากไป .. พวกเ้าเห็นรอยเืเป็ทางหรือไม่" พลางชี้รอยเืเป็ทางยาวบนพื้นดิน
นายทหารกล่าว "ขอรับ .. ถูกลากไปกว่าสิบก้าว ร่องรอยกลับหายไปเฉยเลยขอรับ .."
นายทหารอีกคนกล่าว "ทั้งสถานที่ไม่มีรอยเท้าใครอื่นอีก .. นอกจากแม่หญิงสองนางแลเด็กน้อยนี้ ช่างน่าแปลกยิ่ง ขอรับ"
นายทหารคนเดิมกล่าวเสียงหลง "หรือเป็ผีป่าขอรับ !!!" ขนแขนขนหัวของมันลุกชัน
"..." ขุนอินทรพิชิตจ้องมองทหารผู้นั้น แล้วหันไปสั่งการต่อทั้งหมดว่า "เอาหล่ะๆ คืนนี้คงตรวจสอบได้เพียงนี้ .. รอแม่หญิงและเด็กน้อยเรียกสติกลับมาเสียก่อน .. นำทั้งสามไปรอเราริมลำธาร"
"ขอรับ ท่านขุน ..." ทหารกว่าสิบนายกล่าวรับคำสั่งโดยพร้อมเพรียงกัน
รอจนทั้งหมดจากไปคงเหลือเพียงคบเพลิงหนึ่งเดียวที่ปักบนพื้น ขุนอินทรพิชิตยืนใช้ความคิดอยู่เพียงลำพัง .. โดยตำแหน่งขุนอินทรพิชิตคือผู้บัญชาการทหารมณฑลบูรพา มันนำทัพทหารสามหมื่นห้าพันนายมาตั้งทัพอยู่ที่เมืองชัยศรีห่างจากจุดตั้งค่ายอพยพราวสามโยชน์
กองทหารทัพบูรพาถูกทัพมหาการีย์ยันอยู่สามเดือนแล้ว มิสามารถรุกคืบเข้าสู่ภาคกลางของแคว้นมัธยปุราได้
ขุนอินทรพิชิตเอ่ยเรียก "พันสุธา .. พันวายุ .."
มีเสียงตอบรับพร้อมเพรียง "ขอรับ ขุนท่าน .." .. เงาร่างสองสายพลิ้วไหลลงจากยอดไม้
ทหารสองนายในชุดเขียวเข้มชันเข่าอยู่ด้านข้าง .. มันคือสองในสี่ทหารองครักษ์ประจำตัวขุนอินทรพิชิต หรือรู้จักกันในนาม 'สี่พิทักษ์อินทร์ฯ ' พวกมันเป็ทหารแกร่งผ่านสมรภูมิรบมาโชกโชน
พันสุธา .. รูปร่างล่ำสัน ใบหน้าสี่เหลี่ยม ดวงตาสัตย์ซื่อ หนวดเครารกครึ้ม ใช้ดาบใหญ่ดั่งง้าวเป็อาวุธประจำกาย
พันวายุ .. รูปร่างผอมสูง ผิวคล้ำกร้านแดด ไว้หนวดเรียวยาว ดวงตาสุกใส มีหนึ่งดาบหนึ่งโล่กลมสะพายไว้กลางหลัง
ขุนอินทรพิชิตกล่าวถาม "สถานการณ์ทางราชธานีเป็เยี่ยงไร"
พันสุธากล่าวรายงาน "เรียนท่านขุน .. ทัพห้าสิบหมื่นของเ้าการีย์คงยังล้อมกรุงนพเทพฯ ภายในเมืองขาดแคลนทั้งอาหารทั้งน้ำดื่ม แลลูกธนูดินดำก็ใกล้หมดสิ้น คงอยู่ไม่ถึงเดือนเพ็ญคราหน้า ขอรับ..."
พันสุธากล่าวรายงานต่อ "ทัพราชครูมหาเวทจำนวนห้าหมื่นรั้งอยู่เมืองมัธยะปราการ แลกระจายตั้งค่ายตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ตำบลเนินหงส์ร่อน เนินศรีนา เนินตะวันฉาย ชุมทางอารา บ้านคีรีมัน แต่ละค่ายวางทหารราวสามพันนาย ชัยภูมิยากตีหัก ขอรับ..."
ขุนอินทรพิชิตกล่าวพร้อมทอดถอนใจ "เฮ้อออ .. ทัพเราไม่สามารถรุกคืบ นพเทพราชธานีคงมิอาจรักษาไว้ได้แล้ว"
พันสุธาก้มหน้าเม้มปาก .. พันวายุก้มหน้านิ่ง ..
"อย่างไรเสีย .. ข้ามิยอมก้มหัวให้จ้าวมหาการีย์ ..." ขุนอินทรพิชิตกล่าวด้วยสายตามุ่งมั่น
พันสุธากล่าวรายงานต่อ "เรียนท่านขุน .. หน่วยกองข่าวรายงานว่า จ้าวมหาการีย์เรียกร้องของล้ำค่าจากเ้านพเทพ หากส่งมอบให้จักไว้ชีวิตและให้ปกครองมัธยปุราดังเดิม แต่ต้องเมืองขึ้นแลส่งบรรณาการทุกปี หากไม่ยอมรับข้อเสนอ..."
พันสุธากล่าวต่อ "... จักปะาสิ้นทั้งราชวงศ์ !"
ขุนอินทรพิชิตกล่าว "กลับมีเื่เช่นนั้น ... คงเป็ของล้ำค่าคู่บ้านคู่เมืองแล้ว สืบทราบหรือไม่ว่าเป็ของสิ่งใด"
พันสุธากล่าว "ขอรับ ... ล้วนเป็ของคู่ราชวงศ์ ประกอบด้วยรูปสลักหินหยกพระโพธิสัตว์ กระบี่เทวาตัณหะกร เครื่องนพเทพทั้งเก้า สมบัติแปดส่วนของท้องพระคลัง แลสุดท้ายคือ .. องค์หญิงฝาแฝดขอรับ"
ขุนอินทรพิชิต "..."
นับเป็ของล้ำค่าคู่แคว้นโดยแท้จริง ส่วนองค์หญิงบุตรีฝาแฝดของเ้านพเทพนั้นเลื่องลือถึงความงาม ถูกจัดอยู่ในอันดับหนึ่งของหญิงงามประจำ 'สหพันธรัฐ' ปีนี้คงอายุครบสิบห้าปีแล้ว
พันวายุกล่าวรายงานบ้าง "เรียนท่านขุน... ทัพการีย์ขยายผลาเข้าตียึดเมืองนันทาเมืองวิษณา กวาดต้อนผู้คนแลทรัพย์สิน ผู้ใดไม่ยอมก้มหัวถูกสังหารสิ้น ขอรับ ..."
ขุนอินทรพิชิตหันกล่าวถามพันวายุ "ทางด้านอโยธยามีความเคลื่อนไหวใด"
พันวายุกล่าว "เรียนท่านขุน .. ทางอโยธยายังคงนิ่งไม่เคลื่อนไหวใด แต่ตามหัวเมืองชายแดนมีการซ่อมกำแพงเมือง แลระดมกำลังยังไม่น่ากังวล ขอรับ"
ขุนอินทรพิชิตกล่าว "อโยธยาต้องหวังให้แคว้นเราเป็กันชน หากสิ้นมัธยปุราแล้ว มันต้องปะทะกับมหาการีย์โดยตรง"
พันวายุกล่าว "ท่านขุนคาดการณ์ถูกต้อง อโยธยาการค้ารุ่งเรืองนัก คงไม่ประสงค์ทำศึกในเพลานี้"
ขุนอินทรพิชิตกล่าว "อืมมม เราหวังว่าจักหยิบยืมอะไรจากมันได้บ้าง"
มันนิ่งเงียบราวคิดอะไรในใจ พันวายุเงยหน้าราวกับมีสิ่งที่ต้องรายงานต่อ
ขุนอินทรพิชิตกล่าว "มีอันใดอีก"
พันวายุกล่าว "เรียนท่านขุน .. เมื่อสองชั่วโมงก่อนกองทหารสอดแนบพบกองทหารม้าทัพการีย์สามกองร้อยกระจายตามเชิงเขามหากัสสปะ .. ที่ใกล้สุดห่างจากจุดพักค่ายเราราวห้าโยชน์ ขอรับ"
ขุนอินทรพิชิตขมวดคิ้วกล่าว ".. พวกมันรุกหนักขึ้น ทั้งวางกองทหารม้า และจัดภูตทมิฬติดตามขบวนของเรา .. จะชักช้ามิได้เสียแล้ว"
ขุนอินทรพิชิตกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เ้าทั้งสองรับบัญชา..."
"ขอรับ... ขุนท่าน !!!" พันสุธาพันวายุรับคำสั่งโดยพร้อมเพรียง
.. ขุนอินทรพิชิตบัญชาการ
"พันสุธา จงนำบัญญัติมนตร์ไปยังเมืองไชยรัตนบุรี ส่งให้ถึงมือท่านเ้าเมือง ขุนเทพกำแหงเกลอเก่าข้า"
"อีกหนึ่งส่งให้ถึงมือท่านครูหาญ เ้าสำนักดาบพิฆาตดาวเหนือ"
พันสุธากล่าว "ขอรับ ท่านขุน ..."
ขุนอินทรพิชิตบัญชาการต่อ
"พันวายุ จงนำบัญญัติมนตร์ไปยังเมืองพิชัยนาราปุรา ส่งให้ถึงมือหมื่นอาญารักษ์นายทหารผู้รักษาเมือง"
"อีกหนึ่งไปยังเมืองเพชรปราการ แคว้นอโยธยา ส่งให้ถึงมือแม่ทัพมณฑลอุดร นามพระยาไกรนรสิงห์"
พันวายุกล่าว "ขอรับ ท่านขุน ..."
กล่าวจบปรากฏดวงจิตส่องแสงสีเหลืองมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วสี่ดวงลอยบนฝ่ามือขุนอินทรพิชิต มันคือบัญญัติมนตราภายในบรรจุข้อความไว้ ผู้ที่จะเปิดอ่านได้ต้องเป็ผู้ที่สร้างบัญญัติมนตรากำหนดเท่านั้น สองดวงส่งให้พันสุธา อีกสองดวงส่งให้พันวายุ
ทั้งคู่ต่างเก็บรักษาบัญญัติมนตราไว้ในดวงจิตพร้อมปิดผนึกอย่างแ่า
"ระวังตัวกันให้มาก" ขุนอินทรพิชิตกำชับ
"ขอรับ .. ขุนท่าน !!!" พันสุธาพันวายุรับคำ
เพียงกะพริบตาทั้งสองหายไปจากคลองจักษุแล้ว ขุนอินทรพิชิตยังยืนครุ่นคิดอีกอยู่ครู่หนึ่งจึงเดินจากไป
.............
ในดงป่ามืดมิด เป็กระโจมที่ตั้งกองกำลังชั่วคราวของบุคคลกลุ่มหนึ่ง
โครมมม !!!!!
สิ่งหนึ่งถูกโยนลงพื้น .. เสียงชายสนทนากันด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"มันตายแล้ว ดูสภาพ ..”
"บิดามัน ... โดนคชสารเหยียบมาหรือไร"
"มิได้ .. คาดว่าถูกกลุ่มคนกลุ้มรุม"
"ข้าได้ยินเสียงต่อยตี พอเข้าไปก็พบเจอมัน มีสภาพเช่นนี้ .. ช่างอนาถนัก"
"มีเด็กและสตรีนอนสลบอยู่ ไม่ทันตรวจสอบ พบกลุ่มทหารติดตามมา ข้าเลยแบกร่างมันหลบหนี"
สิ่งที่กองอยู่กับพื้นคือซากศพของภูตยุทธ์ชุดดำ มีบุคคลหนึ่งนั่งหนึ่งยืนพิจารณากันอย่างใคร่รู้ ทั้งคู่แต่งกายด้วยชุดพลางเช่นเดียวกับภูตยุทธ์ที่เสียชีวิต
.. พวกมันคือหน่วย ‘ภูตทมิฬ’ แห่งทัพการีย์
เป็กองกำลังที่รวบรวมผู้มีทักษะยุทธ์ระดับปราณมืดขั้นสูง หน้าที่ของภูตทมิฬจำกัดในด้านจารยุทธ์ สืบข่าว ติดตาม และลอบสังหาร เคลื่อนไหวดังภูตพรายล้วงลึกในพื้นที่ศัตรู เป็ที่ครั่นคร้ามของชาวแคว้นต่างๆ อย่างยิ่ง
"เก็บซากมันไว้ให้ท่านจอมตรีภูต"
"ท่านจะกลับมาเมื่อใด"
"ไม่แน่ชัด ... ท่านราชครูเพิ่งเรียกระดมกำลัง"
กลุ๊ก ... กลุ๊ก ... มีบางสิ่งกลิ้งลงมาจากร่างไร้ชีวิตนั้น
ในความมืดทั้งสองเหลียวหน้ามองตาม จนหน้าถอดสี
"ต้องหาผ้ามาห่อหรือไม่ ดวงตาขวามันกลิ้งไปโน่นแล้ว"
"..."