ลมพัดผ่านใบหน้า
แต่กลับไม่ใช่ลมธรรมดา—มันมีเสียงคล้ายเสียงสายพิณบางๆแฝงมาในสายลม
ทิวาผุดลุกขึ้นนั่งแล้วกวาดตามองไปรอบๆ
เขากำลังอยู่กลางทุ่งหญ้าสีเงิน
หญ้าแต่ละใบส่องประกายเมื่อโดนแสงแดดราวกับทำจากเส้นเงินบริสุทธิ์
“ที่นี่ไม่ใช่บ้านเราแน่ๆ” ทิวาพึมพำ
มะขามตื่นแล้วชูหูสูดดมอากาศเป็ระวิง
มันวิ่งวนด้วยความตื่นเต้นจนหญ้าล้มเป็วง
แล้วก็สะดุดล้มเองอย่างน่าขัน
ส้มจี๊ดเดินเข้ามาอย่างเหนือๆ
ดวงตาสีเหลืองเฉี่ยวมองรอบๆด้วยความระแวดระวัง
“โอเคโลกนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน เส้นพลังงานเต็มไปหมดเหมือนใยแมงมุมขนาดั์เลย” ส้ม
จี๊ด
“เธอเห็นได้ยังไงน่ะ!?” ทิวา
“ก็ฉันเป็แมวพิเศษไงล่ะมนุษย์น้อย”
ทิวาฟังแล้วก็ไม่แน่ใจว่าควรใหรือควรดีใจที่มีเสียงเพื่อนยากของเขาพูดออกมาได้
แต่ยังไม่ทันถามอะไรต่อลมด้านหลังเขาก็พัดแรงผิดปกติ
กึกกกก
เสียงบางอย่างดังขึ้นใต้พื้น
เหมือนการทำงานของเครื่องจักรขนาดั์
ทิวาหันไปมองเห็นโครงสร้างหินมหึมาอยู่ไม่ไกล
มันมีรูปทรงคล้ายประตูสูงเกือบสิบเมตร
เสาหินทั้งสองตั้งตระหง่านแผ่นหิน้าประหนึ่งคาน
และภายในเต็มไปด้วยลวดลายเรืองแสงที่ดูคล้ายกลไกโบราณ
ทิวารู้สึกเหมือนหัวใจถูกดึงให้เดินเข้าไป
“นี่มันเหมือนชิ้นส่วนที่ผมซ่อมเลย”
เขาพึมพำอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
เด็กชายค่อยๆยื่นมือไปแตะผิวหิน
ทันใดนั้นเอง
เสียงคลิกอ่อนๆดังขึ้นทีละจุด เหมือนเฟืองที่รอใครสักคนมานานแสนนาน
ชิ้นส่วนหินเล็กๆเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นแกนโลหะซับซ้อนด้านใน
ทิวาอ้าปากค้าง
“เดี๋ยวนะมันเหมือนกำลังรอให้ฉันซ่อมจริงๆ ด้วย”
เขามองไปรอบๆ
ไม่มีใครนอกจากเขามะขาม และส้มจี๊ด
มะขามขยับมาดมแล้วเห่าเสียงสั้นๆ
ส้มจี๊ดจ้องเส้นแสงรอบประตูเหมือนอ่านแผนที่ที่คนอื่นมองไม่เห็น
“ทำสิ ทิวา” ส้มจี๊ด
“จะจะให้ผมทำอะไร?”
“ซ่อมมันน่ะสิ เส้นพลังงานมันพันกันยุ่งไปหมด”
ทิวาไม่มั่นใจเลยว่าจะทำได้
แต่หัวใจเขากลับเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น
เหมือนมีบางอย่างซ่อนอยู่ในตัวเขามาตลอดชีวิต
เขาค่อยๆใช้ไขควงเล็กๆ ที่ติดตัวจากบ้าน
ปรับเฟืองบางจุด
กระชับน็อตบางตัวที่หลวม
และจัดทิศทางของแกนพลังงานให้เข้ารูป
แคร้งงงง!
ประตูสั่น
เสียงลมกรีดผ่านราวกับความทรงจำโบราณกำลังตื่นขึ้น
ทิวาถอยหนึ่งก้าว
ส้มจี๊ดขู่
มะขามเห่าเสียงต่ำ
และแล้วแสงสีเงินพุ่งขึ้นบิดตัวเป็วงแสงกึ่งโปร่งใสตรงกลางประตู
ประตูมิติกำลังเริ่มทำงาน
ทิวาอ้าปากค้าง
นี่มันสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวด้วยหรือเปล่า?
แต่ยังไม่ทันได้คิดให้ชัดเสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นมาจากเนินด้านหลัง
เสียงเหมือนโลหะกระทบพื้น
หนักแน่น
มั่นคง
วิวู่ววว
ลมเปลี่ยนทิศอย่างรุนแรงก่อนที่ผู้มาเยือนจะปรากฏตัว
หญิงสาวร่างสูงในชุดเกราะเบาสีเงินเดินออกจากเงา
ดวงตาคมเข้มของเธอไม่ได้มองทิวาในแบบที่ผู้ใหญ่ดูเด็ก
แต่มองเหมือนเขาเป็สิ่งที่อันตรายหรือสำคัญมาก
เธอหยุดยืนตรงหน้าเขา
“เด็กจากมิติอื่น หรือผู้พิทักษ์ที่ยังไม่ตื่นเต็มตัว?” หญิงลึกลับ
ทิวากลืนน้ำลาย
ส้มจี๊ดพองขน
มะขามสะอึกหอนเบาๆ
“อะ..เอ่อ ผมชื่อทิวาครับ”
หญิงคนนั้นหย่อนดาบลงเล็กน้อยก่อนแย้มยิ้มบางๆ
“ฉันคือ ลิรินผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย”
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ไม่มีวันหวนคืนเหมือนเดิม