Tale of Tales Online: Age of Apocalypse อภิมหาสงครามภัยพิบัติถล่มจักรวาล

    ตอนที่ 20 ยอมให้จับนะ

    จากเหตุการณ์ที่มีกลุ่มคนชุดดำบุกมาป่วนสนามประลอง ทำให้แม้แต่พิธีกรสาวที่กำลังพากย์การแข่งขันให้แก่คนอื่นๆ ที่รับฟังอยู่บนอัฒจันทร์ก็ถึงกับทำตัวไม่ถูกกันเลยทีเดียวซึ่งเป็นขณะเดียวกันกับที่ผู้ชมส่วนใหญ่เริ่มตะโกนและโห่ร้องออกมาด้วยความไม่พอใจพิธีกรเลดี้มารายจึงขอเวลานอกครู่หนึ่ง แล้วทำท่าเหมือนกับกำลังเรียกหน้าต่างระบบออกมา ก่อนจะพยักหน้าให้กับอากาศที่ว่างเปล่าตรงหน้า แล้วกลับมาทำหน้าพิธีกรต่อทันที“ประกาศถึงผู้เล่นทั้งหมดที่อยู่ในอารีน่าอันทรงเกียรติแห่งนี้, เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากกลุ่มคนชุดดำนั้น ยังเป็นไปตามมาตรการและกฎของสนามประลอง เพราะฉะนั้นแล้วการแข่งขันจะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจะเหลือผู้เล่นเพียงสิบหกคนสุดท้ายค่ะ”มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะตั้งแต่เริ่มสู้ในสนามประลองรอบเอาชีวิตรอดมา ผมยังไม่เคยได้ยินเสียงประกาศหรือเสียงพากย์ของพิธีกรเลยแม้แต่นิดเดียว ยกเว้นตอนช่วงประกาศก่อนเริ่มการแข่งขันบางทีนี่อาจเป็นกรณีพิเศษที่เลดี้มารายจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซง เพื่อชี้แจงความโปร่งใสในการจัดการแข่งขันให้กับผู้เข้าแข่งขันและผู้เข้าชมได้ทราบโดยทั่วกัน“ดิฉันสามารถบอกได้แค่ว่า เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์พิเศษที่จะส่งผลต่อเนื้อเรื่องหลักของเกม และไม่ว่าผลของมันจะเป็นอย่างไร… ขอให้พวกท่านแคล้วคลาดจากภัยทั้งปวง” เธอฝากทิ้งท้ายเอาไว้ พร้อมกับการกลับไปพากย์การต่อสู้ให้กับผู้ชมบนอัฒจันทร์ฟังดังเดิม ซึ่งทำให้ผมไม่ได้ยินเสียงประกาศใดจากเธออีก แม้ว่าปากของเธอจะขยับมุบมิบอยู่ก็ตาม‘ต่อให้คนทั้งอารีน่าไม่รู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้มันเป็นมายังไง แต่ผมนั้นเริ่มจะปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้แล้ว’เหตุการณ์นี้มันเริ่มต้นตั้งแต่การต่อสู้ในรอบนี้ดำเนินขึ้น ในตอนที่ผมเลือกหนังสือภาคีนกฟินิกซ์ออกมาเพื่อใช้ในการต่อสู้ และบังเอิญไปบรรลุเงื่อนไขบางอย่าง ทำให้เหล่าคนชุดดำปรากฏตัวขึ้นในอารีน่าซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวก็น่าจะคล้ายๆ กับกรณีที่ผมได้หลุดเข้าไปในภารกิจที่ได้รับบทบาทให้เป็นเด็กเลี้ยงแกะ โดยต้องเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่าอันโหดร้าย ที่แม้ว่าสุดท้ายแล้วผมจะไม่ผ่านภารกิจ แต่ก็ได้รับการยอมรับจากวิญญาณสุนัขพิทักษ์หนังสือที่ชื่อว่าบัดดี้ ทำให้ผมมีโอกาสคืนชีพกลับมาโค่นบอสเดอไลล่าลามะลงได้ในที่สุดจากสิ่งที่พิธีกรสาวได้กล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า ‘จะส่งผลต่อเนื้อเรื่องหลักของเกม’ ทำให้ผมทราบสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างเควสของเด็กเลี้ยงแกะและเควสภาคีนกฟินิกซ์ นั่นคือเควสลับจากหนังสือภาคีนกฟินิกซ์ดันไปเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องหลักของเกม ซึ่งต่างกับเควสเด็กเลี้ยงแกะที่ดูเหมือนจะเป็นภารกิจที่ไม่น่าจะส่งผลต่อเนื้อเรื่องหลักของเกม‘เป็นโชคดีของผม’ ที่พิธีกรไม่ได้บอกว่าสาเหตุของเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นมาได้ยังไงหรือเกิดขึ้นโดยใคร ไม่เช่นนั้นผมอาจจะโดนทัวร์ลงได้ซึ่งผมก็รู้ดีแก่ใจว่าผมเป็นตัวการที่ทำให้เรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านี้เกิดขึ้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง‘ในเมื่อผมเป็นคนสร้างปัญหา ผมก็จะอาสาเป็นคนแก้มันเอง… แต่แก้ยังไงนั้นมันเป็นอีกเรื่องนึง’ด้วยตัวผมที่ติดอยู่ในวงล้อมของกลุ่มคนชุดดำทั้งแปดที่กำลังท่องบางอย่าง โดยมีเป้าสายตากลับมาอยู่ที่ตัวผมอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในครั้งนี้มันต่างออกไป…‘ความรู้สึกหวั่นสะพรึงนี้มันคืออะไรกัน’แม้ผมจะพยายามเรียกใช้ทักษะไฟร์บอลออกไปอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าคราวนี้ทักษะจะไม่แสดงผลออกมาเลยด้วยซ้ำ ซึ่งผิดกับตอนแรกที่ผมยังสามารถเรียกใช้ทักษะไฟร์บอลออกไปได้เพียงเสี้ยววินาทีผ่านไป ร่างกายของผมพลันแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้ด้วยอะไรบางอย่าง ทำให้ไม่สามารถบังคับส่วนต่างๆ ของร่างกายให้เคลื่อนไหวได้อย่างใจนึกอีกต่อไป ผิดกับประสาทในการรับรู้ส่วนอื่นๆ ที่ยังสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติไม่นานนักก็มีกริชสีดำโผล่ขึ้นมาในมือของพวกเขาทั้งแปด พวกนั้นพร้อมใจกันกรีดข้อมือตัวเอง เผยให้เห็นเลือดสีดำที่กำลังไหลรินลงสู่พื้นเวทีลานประลอง ก่อนที่สายโลหิตเหล่านั้นจะเริ่มก่อตัวเป็นวงเวทดาวแปดแฉกสีม่วงที่มีผมเป็นจุดศูนย์กลาง พร้อมกับเปลวเพลิงทมิฬที่กำลังเริ่มก่อตัวจนลุกไหม้หนังสือตรงหน้าและด้วยผลจากการเผาไหม้ของหนังสือก็ปรากฏเป็นละอองเถ้าสีดำที่ลอยล่องอยู่ในอากาศอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มันจะลอยพรวดเข้าสู่จมูกผ่านเข้ามาในร่างกายของผมผมไอสำลักอยู่สองสามครั้ง ก่อนที่จะเริ่มรู้สึกปวดแปลบแสบร้อนไปทั่วเรือนร่าง ในขณะที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายหรือเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้เลย...  ผมไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยมานานเท่าใด แต่ในความรู้สึกนั้น มันเหมือนจะนานแสนนานพร้อมกับเสียงหนึ่งที่ดังขึ้น“จงลุกขึ้นเถิดเพื่อนเอ๋ย”สิ้นเสียงปริศนา ผมก็สามารถกลับมาขยับร่างกายได้อีกครั้งหนึ่งผมประคองตัวเองให้ยืนขึ้นโดยที่ยังรู้สึกถึงเจ็บปวดจากเมื่อครู่อยู่บ้าง แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ทนได้พลันถูกมือคู่หนึ่งประคองไหล่ให้หันไปมองกลุ่มคนชุดดำอีกเจ็ดที่ยืนรายล้อมรอบตัวผม ก่อนที่สายตาจะมาหยุดอยู่ที่คนสุดท้าย ซึ่งคนนั้นคือคนที่กำลังจับไหล่ผมอยู่นั่นเอง“จงมองดูพี่น้องของเจ้า เข้าร่วมกับเราแล้วเจ้าจักได้ครอบครองพลังของท่านดาร์คฟินิกซ์”จู่ๆ ก็เกิดอาการขนลุกกราวไปทั่วร่าง เมื่อได้เห็นโฉมหน้าที่เปื้อนด้วยรอยยิ้มของคนตรงหน้าภาพที่เห็นนั้นเหมือนไม่ใช่ใบหน้าของมนุษย์ ทั้งดวงตาที่กลวงโบ๋ ผิวหนังที่ดำสนิท เหงือกสีดำคล้ำ พร้อมกับฟันอันเรียวแหลมที่เรียงรายกันเหมือนฟันของสัตว์ร้าย ความหลอนเริ่มเข้าจู่โจมจนทำให้เกือบลืมหายใจ“เจ้าจักจงรักภักดีต่อท่านดาร์คฟินิกซ์หรือไม่? ” พวกมันไม่ปล่อยให้ได้มีเวลาคิด พวกมันก็ถามออกมาทันทีสิ้นเสียงของคนตรงหน้า ก็ปรากฏเป็นหน้าต่างของระบบขึ้นมาให้กดยืนยันซึ่งแน่นอนว่าผมกดเลือกที่จะไม่เข้าร่วมพลันพวกมันทั้งแปดก็พร้อมใจกันเปล่งเสียงคำรามออกมา และพูดพร้อมกันว่า“จงกลายเป็นทาสอสูรรับใช้ของกองกำลังปีกแห่งความมืด”“จงกลายเป็นทาสอสูรรับใช้ของกองกำลังปีกแห่งความมืด”“จงกลายเป็นทาสอสูรรับใช้ของกองกำลังปีกแห่งความมืด”หลังพวกมันพูดจบสามครั้ง ไฟทมิฬเริ่มก่อตัวขึ้นลุกโหมกระหน่ำจนปกคลุมไปทั่วร่างกายของผม ซึ่งดูแล้วก็ไม่ต่างไปจากจอมเวทหญิงสาวที่ถูกไฟแห่งความมืดเผาร่างจนกลายเป็นแสงไปก่อนหน้านี้…...‘เดี๋ยวนะ… ทำไมผมถึงไม่รู้สึกอะไรเลย’ ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด ไม่รู้สึกแม้กระทั่งความร้อนของไฟทมิฬ‘อะหรือว่าเป็นเพราะความสามารถพิเศษของผู้ถือครองหนังสือภาคีนกฟินิกซ์’ที่ทำให้สามารถทนไฟทั่วไปได้ก็จริง แต่ผมก็คาดไม่ถึงเลยเช่นกันว่ามันจะสามารถทนไฟสีดำได้ด้วยทันใดนั้นเองพวกมันก็ผลัดกันกล่าวขึ้นด้วยความสับสน“ทำไมเจ้านี่ถึงยังไม่เปลี่ยนร่าง? ”“มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”“หรือว่านี้เป็นการตอบโต้ของภาคี”ภาพที่ผมเห็นเป็นสิ่งสุดท้ายคือ ภาพที่พวกกองกำลังปีกแห่งความมืดทั้งแปดคนกำลังพร้อมใจกันร่ายเวทไฟทมิฬหลากหลายรูปแบบใส่ผมโดยไม่ยั้งมือ ก่อนที่สภาพแวดล้อมรอบตัวผมจะกลายเป็นดำมืดไป เพราะถูกปกคลุมไปด้วยไฟทมิฬ“เป็นไปไม่ได้... ไม่มีทางที่สมาชิกภาคีธรรมดาๆ จะต่อต้านมนตร์กลายร่างได้”ในช่วงจังหวะที่พวกกองกำลังปีกดำกำลังสับสนและเป็นช่วงที่ผมถูกไฟแห่งความมืดบดบังเอาไว้ ทำให้ผมมีโอกาสได้ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องการประลอง ซึ่งผมในตอนนี้นั้นไม่มีแม้แต่หนังสือที่จะใช้ในการต่อสู้ และนั่นยิ่งทำให้หนทางในการเป็นผู้เข้าแข่งขันสิบหกคนสุดท้ายที่เหลือน้อยลงไปอีกไม่นานนักผมก็คิดวิธีดีๆ ออกคงต้องขอขอบคุณเหล่าไฟแห่งความมืดที่คลอกร่างของผมอยู่ในตอนนี้ ที่ทำให้ผมนึกแผนชั่วร้ายนี้ขึ้นมาได้พร้อมกับร่างกายที่ตอบสนองต่อความคิดนั้นแทบจะทันทีผมเริ่มแผนการด้วยการวิ่งออกไปจากดงเปลวเพลิงสีดำ ซึ่งพอวิ่งออกจากไฟกลุ่มไฟทมิฬที่หนาแน่นมาแล้ว ทำให้พอจะมองเห็นสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวขึ้นมาได้บ้างแผนของผมนั้นง่ายนิดเดียว โดยสิ่งที่ผมต้องทำคือการวิ่งไล่จับคู่แข่งคนอื่นๆ ให้เร็วที่สุด เพื่อให้เชื้อไวรัสเพลิงทมิฬระบาดให้เป็นวงกว้าง หลังจากนั้นเพลิงดำจะทำหน้าที่ของมันเอง แต่อย่างไรเสียแผนนี้ก็มีข้อจำกัดด้านเวลาที่ผมไม่รู้ว่าตัวเองมีเวลานานแค่ไหน ก่อนที่เปลวเพลิงแห่งความมืดนี้จะมอดดับลงไป‘หากผมสามารถทำแต้มในการวิ่งไล่จับได้เยอะเท่าไร โอกาสที่ผมจะเข้ารอบก็มีเยอะขึ้นเท่านั้น’ว่าแล้วก็เจอเหยื่อรายแรก ผู้เล่นคนนั้นถูกผมแตะเข้าให้ที่หลัง ผลจากการสัมผัสก่อเกิดเป็นหย่อมเพลิงสีดำขนาดเล็ก ก่อนที่จะลุกลามบานปลาย แล้วแผดเผาร่างของเหยื่อให้กลายเป็นแสงไปภายในไม่กี่วินาทีผู้เล่นส่วนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์จึงเริ่มเรียกใช้ทักษะเพื่อหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับตัวการโรคระบาดนี้ บ้างก็ใช้ทักษะที่ทำให้ร่างกายล่องหน บ้างก็ใช้ทักษะที่เพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ บ้างก็ใช้ทักษะประเภทเรียกเขตแดนหรือบาเรียออกมาปกป้องส่วนผู้เล่นคนอื่นๆ ที่ไม่มีทักษะในการเอาชีวิตรอดหรือทักษะติดคูลดาวน์อยู่ก็พากันวิ่งหนี ซึ่งภาพที่เห็นนั้นดูแล้วไม่ต่างอะไรกับการที่มีผู้ใหญ่มาเล่นวิ่งไล่จับกันในอารีน่าซึ่งนอกเหนือจากนี้ก็ยังมีผู้เล่นบางส่วนที่เป็นสายโจมตีระยะไกลและสายจอมเวทที่พากันเปลี่ยนเป้าหมายในการโจมตีมาเป็นผมแทนผมเร่งเร้าประสาทสัมผัสและพลังกายทั้งหมดที่มี เพื่อใช้ในการหลบหลีกห่าสกิลที่คู่แข่งคนอื่นเต็มใจกันประเคนเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย โดยการใช้เทคนิคการหลบหลีกแบบดิจิทัลที่ลามะจอมถุยเคยใช้เพื่อหลบการโจมตีของผมนั่นเอง ซึ่งเทคนิคดังกล่าวเป็นการเคลื่อนที่ฉีกออกไปด้านข้างด้านใดด้านหนึ่งซึ่งทำมุม 90 องศากับวิถีของสกิลที่พุ่งเข้ามา‘ไม่ใช่แค่มอนสเตอร์เท่านั้นที่สามารถเรียนรู้ผู้เล่นได้ ผู้เล่นฉลาดๆ อย่างผมก็เรียนรู้จากมอนสเตอร์ได้เช่นกัน’และเป็นโชคดีของผมที่บางสกิลที่โหมกระหน่ำเข้ามานั้นก็หักล้างกันเองบ้าง ส่งผลให้ผมยังคงลอยนวลอยู่ได้พวกเขาเหล่านั้นโจมตีผมอยู่ได้ไม่นานก็ถูกนักดาบคนหนึ่งไล่โจมตีทีเผลอเข้าข้างหลัง (ตุ๋ย) เป็นรายคน จนพวกนั้นสลายกลายเป็นแสงไปเป็นหย่อมๆ ซึ่งแค่นั้นยังไม่พอ นักดาบจอมตุ๋ยคนดังกล่าวก็ได้โบกมือและทำมือเป็นสัญลักษณ์โอเคพร้อมพยักหน้าหงึกๆ มาทางผมอีกด้วยไม่ต้องบอกก็รู้ว่านักดาบคนนั้นคือใคร‘แดนนี่… นายทำได้ดีมากเพื่อน’หลังจากนั้นผมก็วิ่งไล่จับผู้เล่นได้อีกประมาณสองสามคน ก่อนที่เปลวเพลิงสีดำจะดับมอดลงในที่สุดซึ่งเป็นขณะเดียวกันกับที่ดวงไฟสีดำทั้งแปดที่ลุกโชนขึ้นรอบตัวผม ก่อนจะลุกพรึบอีกครั้งกลายเป็นพวกกองกำลังปีกแห่งความมืดแต่ละคนที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับแส้เพลิงแห่งความมืดที่อยู่ในมือ พร้อมตวัดฟาดลงบนพื้นจนเกิดเป็นเสียงดังเพี๊ยะเพียงแค่ได้ยินเสียงก็ทำให้ผมรู้สึกแสบๆ คันๆ ขึ้นมาบ้างแล้วแล้วพวกมันคนหนึ่งก็กล่าวขึ้น“ยอมมากับพวกเราเสีย แล้วเจ้าจะไม่ต้องเจ็บตัว”“ใครจะยอมให้จับกันง่ายๆ กันละ” ผมให้คำตอบพร้อมกับการชักไม้กายสิทธิ์ออกมายิงก้อนพลังเวทสวนออกไป ซึ่งเป็นขณะเดียวกันกับที่พวกมันรุมฟาดแส้มาทางผม ผลของการโจมตีดังกล่าวได้สร้างรอยแผลเป็นทางยาวจำนวนนับไม่ถ้วน โดยที่ผมไม่รู้สึกถึงความร้อนหรืออันตรายที่เกิดจากไฟแต่อย่างใด ซึ่งการโจมตีเหล่านั้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถส่งร่างผมให้กลายเป็นแสงได้‘แต่ผมก็ไม่คิดว่าพวกมันจะจับตายผมหรอก หากฟังจากบทพูดที่พวกมันกล่าวออกมาก่อนหน้านี้’พวกมันทำแบบนั้นไปอีกพักหนึ่ง ก่อนจะเริ่มท่องมนตร์บางอย่างที่ทำให้แส้ในมือของพวกมันเคลื่อนไหวได้เองราวกับเหล่าอสรพิษที่มีชีวิตไม่นานนักร่างของผมก็ถูกแส้ทั้งแปดพันธนาการเอาไว้อย่างสมบูรณ์“เจ้าต้องมากับพวกเรา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”ทันทีที่พวกมันคนหนึ่งพูดจบก็มีเสียงพิธีกรสาวแทรกขึ้นมา“และแล้วการแข่งขันในรอบเอาชีวิตรอดก็ได้สิ้นสุดลง, ขอแสดงความยินดีกับผู้เล่นทั้งสิบหกคนในสนามที่สามารถผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ได้สำเร็จ ท่านจะมีเวลาเตรียมตัวเพียงสามสิบนาทีก่อนเริ่มการแข่งขันรอบต่อไป”สิ้นเสียงของพิธีกรสาว ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ก็พากันแสดงท่าทีดีใจ แล้วโบกไม้โบกมือให้ผู้ชม ก่อนที่จะค่อยๆ ถูกวาร์ปไปที่ละคนจนเหลือแค่ผมและเหล่ากองกำลังปีกแห่งความมืดที่ยังคงอยู่ในสนามประลอง‘ทำไมผมยังไม่วาร์ป?’ คำถามนี้ได้เกิดขึ้นภายในใจผมไม่แน่ใจว่าที่ผมยังไม่วาร์ปเป็นเพราะถูกแส้พวกนี้มัดตรึงร่างกายทุกส่วนเอาไว้เหรอ?และทันใดนั้นก็มีเสียงของระบบดังขึ้น เปรียบดั่งเสียงสวรรค์ที่เข้ามาโปรดขณะนี้เขตสนามประลองได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเขตห้ามต่อสู้แล้วไม่นานนักก็ปรากฏเป็นร่างของยมทูตในชุดผ้าคลุมสีดำขาดๆ พร้อมกับเคียวสีดำอันใหญ่ แหวกประตูมิติออกมาตรงบริเวณที่ผมยืนอยู่ทันทีที่พวกกองพันปีกแห่งความมืดเห็นสิ่งที่เพิ่งปรากฏอยู่ตรงหน้า พวกมันก็พร้อมกันใจกันคลายพันธนาการทั้งหมดบนตัวผม พร้อมกับยกผ้าคลุมขึ้นเหนือศีรษะ พลันก่อเกิดเป็นเพลิงทมิฬที่ลุกพรึบขึ้นจากบริเวณเท้าสู่ปลายผ้าคลุมที่ยกขึ้น ก่อนที่จะเหลือไว้แต่เพียงแค่ความว่างเปล่า พร้อมกับเสียงทิ้งท้ายที่ดังกังวานเข้ามาในโสตประสาทของผม“เจ้าจะต้องเสียใจที่ไม่ยอมมากับพวกเราแต่โดยดี”“ท่านดาร์คฟินิกซ์จะต้องรู้เรื่องนี้แน่”แล้วร่างของผมก็บิดเบี้ยวกลายเป็นแสงหายวับไปเหมือนกับผู้เล่นคนอื่นๆ ก่อนหน้าทันทีเพียงครู่เดียวผมก็ถูกวาร์ปมาอยู่ในห้องที่มีป้ายเขียนเอาไว้ว่า‘ห้องรับรองส่วนตัว’