สนามฝึกขี่ม้ามีคนเข้ามาใช้บริการไม่มากนักส่วนใหญ่พนักงานต้อนรับเป็ผู้ชายหลิงอี้เดินนำหน้าเข้าไปพร้อมกับพนักงานที่มารับกระเป๋า ฉันกับจี้เฉินเดินตามเข้าไปที่จุดรับบริการหลิงอี้พูดคุยกับพนักงานเสร็จก็หันกลับมาเรียกจี้เฉินให้เข้าไปหาเพื่อสั่งอะไรบางอย่างจากนั้นก็เดินเข้าในห้องเปลี่ยนชุด
จี้เฉินพาฉันเดินขึ้นไปที่ห้องชั้นบนบนนั้นเป็ห้องขายอาหารและเครื่องดื่ม “คุณหนิงเหอจะทานน้ำอะไรดีครับ” (เรียกฉันว่าหนิงเหอก็ได้ ฉันเอาน้ำเปล่าค่ะ) “ครับ อยากทานขนมอะไรไหม ผมจะสั่งให้” (ยังก่อนดีกว่าค่ะฉันพึ่งทานข้าวมายังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ ขอบคุณค่ะ) พอได้น้ำแล้วจี้เฉินก็พาหนิงเหอไปนั่งที่ระเบียงด้านนอกที่สามารถมองเห็นสนามฝึกขี่ม้าเป็สถานที่แปลกใหม่ฉันไม่เคยเห็นม้าตัวเป็ๆ แบบนี้มาก่อนม้าตัวสูงใหญ่ดูไม่ค่อยมีความเป็มิตรเท่าไหร่ ฉันแอบกลัวพวกมันอยู่ในใจ คนที่จะสามารถขี่มันได้ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งมากพอดูจี้เฉินเรียกฉัน “หนิงเหอ นั้นไงหลิงอี้ออกมาแล้ว”
หนิงเหอมองตามองศามือที่ชี้ไปก็เห็นหลิงอี้ในชุดขี่ม้าเสื้อยืดแขนยาวสีขาวมีซิปด้านหน้าปิดถึงคอ กางเกงขี่ม้าสีดำ กับรองเท้าขี่ม้า หนิงเหอมองตาค้างไปชั่วขณะปกติเขาก็ดูดีมากอยู่แล้วแต่พอเขาใส่ชุดขี่ม้าทำให้เห็นรูปร่างที่สมส่วนของชายหนุ่ม เขาดูโดดเด่นกว่าใครๆขณะอยู่ในสนาม หลิงอี้เดินไปในคอกม้าเขายืนเอาลูบหัว ลูบตัวม้า พูดคุยหัวเราะกับม้าอยู่สักพักหลิงอี้ก็ะโขึ้นหลังม้าด้วยความคล่องแคล่วว่องไว ควบม้าออกไปข้างหน้ามั่นใจหลิงอี้ดูไม่เหมือนคนหัดขี่ม้าเลยสักด??
(คุณหลิงอี้หัดขี่ม้ามานานแล้วเหรอคะ)“พี่หลิงอี้หัดขี่ม้ามาั้แ่เด็กแล้วครับเมื่อไหร่ที่เขามีเวลาว่างก็มักจะมาที่สนามขี่ม้าหรือไม่ก็ไปโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้ เขาชอบฝึกฝนตนเองหวังว่าสักวันจะได้รับบทแสดงหนังหรือซีรีย์ย้อนยุคอะไรประมาณนั้น” หนิงเหอได้ฟังถึงกับทึ่งในความอดทนและความพยายามของเขานี้หมายความว่าเขาอยากได้รับบทนักแสดงนำในซีรีย์ย้อนยุคถึงได้เตรียมฝึกฝนตัวเองขนาดนี้“ผมว่าถ้าพี่หลิงอี้พร้อมเมื่อไหร่เขาน่าจะยอมรับงานคนติดต่องานแสดงเข้ามาเยอะแต่พี่หลิงอี้ก็ปฏิเสธไปเขายังติดเื่เรียนกับเื่งานโฆษณาที่เขารับไว้ตอนนี้พี่หลิงอี้เรียนจบแล้วน่าจะเริ่มมีเวลาผมว่าอีกไม่นานเขาน่าจะรับงานแสดงแบบเต็มตัว”
มิน่าหลิงอี้ถึงบอกกับหนิงเหอว่าต่อไปชีวิตของฉันจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้วรู้อย่างนี้แล้วควรจะดีใจกับเขาที่จะได้ทำในสิ่งที่ฝันเอาไว้หรือควรหนักใจกับชีวิตของตัวเองที่ต้องรับบทหนักกับการดูแลนักแสดงที่ต้องเดินทางไปถ่ายทำในสถานที่ต่างๆ ชีวิตนักแสดงไม่ได้สบายอย่างที่ใครๆ เข้าใจกว่าจะถ่ายออกมาได้แต่ละบท แต่ละตอนมันไม่ใช่เื่ง่าย
ท่าทางการขี่ม้าของหลิงอี้ชั่งดูสง่างาม เขาดูมีความสุขสนุกกับการได้อยู่บนหลังม้า แววตาดูสดใสทุกครั้งที่เขาขี่ม้ามาใกล้จุดที่หนิงเหอนั่งอยู่ เขามักจะมองขึ้นมาสายตาที่เขาจ้องมองมานั้นฉายแววห่วงใย หนิงเหอมองสายตานั้นอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องมองมาที่ฉันทุกครั้งด้วยสายตาแบบนั้นหรือฉันอาจจะคิดมากไปเอง ที่นี่ก็ดูปลอดภัยไม่เห็นมีอะไรที่น่าเป็ห่วงอีกอย่างฉันก็ไม่ได้นั่งอยู่คนเดียวมีจี้เฉินอยู่เป็เพื่อน
หนิงเหออยากเข้าห้องน้ำจึงลุกขึ้น“หนิงเหอ คุณจะไปไหนครับ” (ไปห้องน้ำค่ะ) “เดี๋ยวผมเดินไปเป็เพื่อน”( ไม่เป็ไรค่ะ ฉันไปคนเดียวได้) “ไม่ได้ครับ พี่หลิงอี้!! สั่งไว้ห้ามคุณเดินไปไหนคนเดียวเด็ดขาด” (ทำไมเหรอคะ มีอะไรหรือเปล่า) “ที่นี่ส่วนใหญ่จะมีแต่ผู้ชายไม่ค่อยมีผู้หญิงมันอันตรายคุณไม่ควรเดินไปคนเดียว” หนิงเหอมองไปรอบๆก็เห็นจริงตามที่จี้เฉินว่า (อย่างนั้นก็รบกวนเดินไปเป็เพื่อนหน่อยแล้วกันนะคะ)หนิงเหอเข้าห้องน้ำเสร็จก็เดินออกมา เห็นจี้เฉินยืนคุยกับใครบางคนอยู่ที่หน้าห้องน้ำไม่ใช่ใครที่ไหน
หลิงอี้นั้นเองหนิงเหอถามขึ้น (คุณมาเขาห้องน้ำเหมือนกันเหรอคะ) หลิงอี้ไม่ตอบเดินหันหลังกลับไปที่สนามขี่ม้าหนิงเหอออกอาการงงๆ (ถามก็ไม่ตอบ...เป็บ้าหรือไงกันนะ) จี้เฉินพาฉันเดินกลับมานั่งที่เดิมด้วยความไม่พอใจกับท่าทางของหลิงอี้เมื่อครู่ หนิงเหอจึงไม่มองลงไปที่สนามอีกจี้เฉินพอจะดูออกว่าหนิงเหอไม่ค่อยพอใจพี่ชายเขานัก “เมื่อครู่ที่พี่หลิงอี้ไม่ได้ตอบคุณเพราะเขาหายใจไม่ทัน เขามองมาไม่เห็นพวกเรา เขาเป็ห่วงรีบวิ่งมาดู” เป็ห่วงเกินเหตุไปหรือเปล่าคะ เราก็โตๆ กันแล้วพอจะดูแลตัวเองได้ จี้เฉินทำท่าเหมือนมีอะไรบางอย่างอยากจะพูดแต่เขาก็ตัดสินใจไม่พูดมันออกมา
มีเสียงทักทายดังขึ้น“จี้เฉินนายมากับพี่หลิงอี้เหรอ” หนิงเหอหันมองไปตามเสียง เห็นชายหนุ่มหน้าตาดีผิวขาว ส่วนสูงดูจะน้อยกว่าหลิงอี้เล็กน้อย แต่งตัวด้วยชุดขี่ม้ากำลังเดินตรงมาที่โต๊ะ “ใช่...มากับพี่หลิงอี้”
เจียวเจี๋ย : แล้วนี่ใครกันนายไม่คิดจะแนะนำให้รู้จักหน่อยเหรอ??
(ชายหนุ่มมองหนิงเหอด้วยท่าทางสนใจอยากรู้จักอย่างเห็นได้ชัด)
จี้เฉิน : อ้อ...นี้คุณหนิงเหอผู้จัดการส่วนตัวคนใหม่ของพี่หลิงอี้
เจียวเจี๋ย :(ชายหนุ่มยื่นมือออกมาเพื่อขอจับมือทักทาย) ยินดีที่ได้รู้จักครับผมชื่อเจียวเจี๋ยเป็รุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยพี่หลิงอี้ และก็เป็เพื่อนรุ่นเดียวกันกับจี้เฉิน
หนิงเหอ : (ยิ้ม...ให้ชายหนุ่มพร้อมกับจับมือทักทาย)ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ
หลิงอี้ : (เสียงะโดังมาแต่ไกล!! ) นายมาฝึกขี่ม้าไม่ใช่เหรอแล้วมาเดินทำอะไรอยู่ตรงนี้??
เจียวเจี๋ย :ผมก็แค่มาทักทายจี้เฉิน ผมว่า...ไว้คราวหน้าพบกันใหม่นะครับคุณหนิงเหอ (ความสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้องระหว่างหลิงอี้กับเจียวเจี๋ยนั้นยังไม่ถูกต้องเท่าไหร่นักถ้าจะให้ถูกคงต้องบอกว่าทั้งคู่เป็คู่แข่งกันน่าจะดูเหมาะสมกว่า) ขอตัวก่อนนะครับ
หนิงเหอ :ค่ะ ไว้โอกาสหน้าพบกันใหม่ค่ะ
หลิงอี้ :ผมขอเตือน...คุณอยู่ให้ห่างจากเจียวเจี๋ยจะดีกว่า
หนิงเหอ : เพราะอะไรเหรอคะเขาก็ดูพูดคุยทักทายเป็มิตร อีกอย่างเขาก็เป็รุ่นน้องคุณ ทำไมต้องให้ฉันอยู่ห่างๆ เขาด้วย??
หลิงอี้ :ผมบอกให้คุณทำอะไร ทำไมคุณต้องมีปัญหาทุกครั้ง เ้านั้นเหรอดูเป็มิตรคุณรู้จักเขาดีแค่ไหน คนพันธุ์นั้นไม่เลือกวิธีการขอแค่เอาชนะคนอื่นได้ก็พอ
หนิงเหอถึงกับอึ้งพูดอะไรไม่ออก ปกติต่อให้เขาจะไม่พอใจใครแค่ไหนหลิงอี้มักจะเก็บอารมณ์ความรู้สึกได้ดีเขาไม่เคยแสดงท่าที่โกรธเกลียดใครออกมาชัดเจนขนาดนี้แต่กับเจียวเจี๋ยคนนี้เขากลับพูดจาไม่ไว้หน้า
จี้เฉิน : ใจเย็นก่อนเถอะครับหนิงเหอเขาไม่รู้เื่อะไรด้วย พี่อย่าไปโกรธเธอเลย
หนิงเหอ :ขอโทษค่ะ ฉันไม่รู้ว่าพวกคุณมีปัญหากันมาก่อน ต่อไปฉันจะอยู่ให้ห่างจากเจียวเจี๋ยแล้วกันค่ะ
หลิงอี้ไม่ฟังอะไรต่อเดินเข้าไปเปลี่ยนชุด “พวกนายไปรอที่รถ!! อารมณ์ไม่ดีแล้วไม่คงไม่ขี่แล้วม้า กลับบ้าน!!” ในห้องเปลี่ยนชุดหลิงอี้ถามตัวเองอยู่ในใจว่าปกติเขาเป็นคนควบคุมอารมณ์ได้ดีแต่วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ หรือเป็นเพราะภาพที่เขาเห็นหนิงเหอยิ้ม...ยื่นมือไปจับมือกับเจียวเจี๋ยอย่างสนิทสนมทำให้เขาเก็บอารมณ์ไม่อยู่ทุกครั้งที่เขาเจอกับเจียวเจี๋ยเขาต่างหากที่เป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ได้ดี พูดจาให้เจียวเจี๋ยหงุดหงิดอารมณ์เสียและไม่ว่าจะแข่งขันกันในเรื่องใดหลิงอี้มักจะเป็นฝ่ายชนะอยู่เสมอ