ทลายสวรรค์ กลืนพิภพ

ตอนที่ 251 สนามรบที่ตึงเครียด

เจ้าหน้าที่ที่เหลือรวมตัวกันอย่างรวดเร็วความเหนื่อยล้าที่สะสมจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความเร่งรีบและแรงกระตุ้นใหม่

พวกเขารู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้ยังไม่จบลง หน่วยของอังเก้เคลื่อนตัวไปตามเขตป่าลึกอย่างรวดเร็วภารกิจครั้งนี้มีความสำคัญยิ่งนัก นาฟมองตามพวกเขาด้วยสายตาที่เยือกเย็นและมั่นคงเขาเตรียมร่างกายให้กลับสู่สภาพเดิมเพื่อรักษาตำแหน่งและเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับศัตรูครั้งใหม่หากจำเป็น

เสียงฝีเท้าของกลุ่มอังเก้ค่อย ๆ ไกลออกไปแผ่วเบาหายไปกับสายลมแห่งหุบเขาขณะที่พวกเขามุ่งหน้าไปยังจุดที่พาริสต่อสู้อยู่ในป่าด้านล่าง

 

สถานการณ์ในสนามรบยังคงตึงเครียดและคับขันอย่างยิ่งเสียงการปะทะดังสนั่นไปทั่วพื้นที่พาริสซึ่งเป็นผู้ใช้พลังระดับห้าเพียงคนเดียวในกลุ่มยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าลูกน้องที่กำลังดิ้นรนปกป้องชีวิต

จากการโจมตีของผู้ใช้พลังระดับห้าทั้งสองของฝ่ายศัตรูพลังอันทรงอำนาจที่ถาโถมใส่ราวกับพายุร้ายทำให้กลุ่มของพาริสต้องสู้ไปพร้อมกับพยายามหลบหลีกอย่างสุดกำลังแต่มันไม่เพียงพอ

ร่างของลูกน้องสองคนที่มีระดับพลังเพียงสามล้มลงอย่างไร้เรี่ยวแรงพวกเขาสละชีวิตในการต่อสู้ที่เกินกำลัง

 ฝุ่นทรายจากการต่อสู้คละคลุ้งไปทั่วเผยให้เห็นถึงอีกหนึ่งร่างที่เป็นผู้ใช้พลังระดับสี่ เขาต่อสู้อย่างกล้าหาญเคียงข้างพาริสจนวินาทีสุดท้ายก่อนจะถูกโจมตีจนร่างกระเด็นล้มลงกับพื้น

พาริสขบฟันแน่น ดวงตาฉายแววเจ็บปวดเขาอยากจะพุ่งเข้าช่วย แต่สถานการณ์รอบตัวบีบบังคับให้เขาไม่อาจทำได้

พาริสเบนสายตากลับมามองศัตรูทั้งสองตรงหน้าความแข็งแกร่งและทักษะการต่อสู้ของพวกเขาคืออุปสรรคอันน่ากลัวเขารู้สึกถึงแรงกดดันที่รุนแรงและอันตรายที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาใกล้

เสียงหัวใจเต้นดังก้องในอกพร้อมกับความโกรธและความรู้สึกผิดที่เขาไม่อาจปกป้องลูกน้องของตนได้ทุกคนการสูญเสียเพื่อนร่วมรบในสนามรบครั้งนี้กระตุ้นให้พาริสตัดสินใจทุ่มพลังที่เหลือทั้งหมดอย่างไม่ลังเลถึงแม้ว่าตนจะเป็นผู้ใช้พลังระดับ 5 ขั้นกลางก็ตาม

พาริสสูดหายใจลึก กำหมัดแน่นพร้อมดวงตาที่ทอประกายมุ่งมั่นแม้ว่าจะรู้ว่าศัตรูเหล่านี้อยู่เหนือความสามารถของตน แต่เขาไม่มีทางถอยจะต้องสู้จนหยดสุดท้าย

พาริสรวบรวมพลังลมในร่างจนถึงขีดสุดลมหมุนวนรอบตัวเขาอย่างรุนแรงพัดพาทรายและเศษหินลอยขึ้นในอากาศเกิดเป็นวงล้อมพลังอันบ้าคลั่งที่หมุนวนรอบร่างกายของเขากลายเป็นพายุที่ส่งเสียงกึกก้องฝุ่นควันพุ่งทะยานไปข้างหน้าเมื่อเขาเผชิญหน้ากับศัตรู ชายร่างใหญ่ซึ่งเป็นผู้ใช้พลังระดับ5 ขั้นสูงยืนตระหง่านราวกับหินผาขนาดใหญ่

ศัตรูไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามชายร่างใหญ่ผู้นั้นปล่อยพลังออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเหยียดหยันเขาใช้พลังบิดเบือนอากาศรอบตัว

แรงกดดันมหาศาลก่อให้เกิดบรรยากาศบีบอัดจนเสียงของลมรอบตัวพาริสสะท้อนกลับคืนมาเหมือนคลื่นซัดกระแทกใส่ตัวเขาเอง

“ตูม!”   “ตูม!”

พาริสกัดฟันแน่นความมั่นใจในพลังของตนเริ่มสั่นคลอน แต่เขาไม่ยอมถอย สะบัดมือขวาปล่อยสายลมที่แหลมคมดั่งหอกลมหมุนวนพุ่งตรงเข้าหาศัตรูหมายทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า

ทว่า ชายร่างใหญ่เพียงขยับมือเบา ๆ พลังของเขาบิดอากาศรอบตัวพาริสกลับกลายเป็นเกราะอากาศหนาแน่นลมหายใจพาริสเริ่มถี่กระชั้น แรงต้านจากพลังของศัตรูบีบรัดเขาจนร่างกายชาด้านขาของเขาสั่นไหวอย่างควบคุมไม่อยู่ขณะนี้พลังลมของพาริสเริ่มอ่อนลงด้วยแรงกดดันที่มหาศาลจากพลังระดับสูงของศัตรู

พาริสปล่อยพลังออกมาเป็นครั้งสุดท้ายกระหน่ำโจมตีด้วยสายลมอันบ้าคลั่ง แต่ชายร่างใหญ่กลับสะบัดมืออย่างไม่แยแสบิดลมและอากาศรอบตัวให้หมุนย้อนคืนเข้าใส่พาริสจนตัวเขาถูกกระแทกอย่างแรง

“เปรี้ยงงง!”

ร่างของพาริสถลาไปข้างหลังจนกระแทกพื้น

หญิงสาวผู้ใช้พลังไฟสีม่วงสบโอกาสเมื่อเห็นพาริสล้มลงรอยยิ้มเยาะผุดขึ้นบนใบหน้าเธอยกมือขึ้นแล้วสะบัดแขนส่งไฟสีม่วงอันร้อนแรงพุ่งตรงเข้าหาพาริสเปลวไฟนั้นม้วนตัวหมุนวนด้วยความเร็วสูงก่อเกิดเป็นลำแสงสีม่วงพุ่งตรงไปหาพาริสที่ยังคงนอนเจ็บอยู่บนพื้น

แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่เปลวไฟสีม่วงจะกระแทกร่างของเขา

“ซู่!”

ปรากฏแสงวูบวาบขึ้นในอากาศ เกิดเป็นโล่ทรงโดมครึ่งวงกลมกางคลุมร่างของพาริสเอาไว้ทั้งหมด

“เปรี้ยงงง!”

เปลวไฟสีม่วงกระแทกเข้ากับโล่โดมอย่างแรงจนเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องเปลวไฟกระจายออกเป็นวงกว้างอย่างไร้ผล ทว่าภายในโล่นั้นพาริสกลับไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ

โล่ทรงโดมนี้มีพื้นผิวที่เป็นเอกลักษณ์มีพลังป้องกันราวกับว่าไม่มีสิ่งใดข้ามผ่านมาได้

หญิงสาวผู้ใช้พลังไฟสีม่วงเบิกตาอย่างตกตะลึง เธอเพ่งตามองไปยังชายหนุ่มเบื้องหน้าของพาริสขณะที่โล่ค่อยๆหดตัวลงกลับไปอยู่ในกำไล

จนกระทั่งมองเห็นร่างของนาฟที่ยืนอยู่ดวงตาของเขาเป็นประกายเย็นชา พร้อมแฝงไว้ด้วยความสงบที่น่ากลัว

นาฟสบตากับหญิงสาวคนนั้นสายตาของเขาเต็มไปด้วยการเตือนอย่างเงียบ ๆ และท้าทาย

 

ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดพื้นดินรอบตัวพาริสที่บอบช้ำจากการต่อสู้ยังคงเต็มไปด้วยร่องรอยการปะทะลมหายใจของเขาเริ่มสม่ำเสมอขึ้นเมื่อเขาพยายามฝืนตัวลุกขึ้น

แม้ความเจ็บปวดจะแล่นผ่านทั่วร่าง พาริสกลับค่อยๆ หยัดยืนขึ้น สายตาของเขามองไปยังเด็กหนุ่มที่มาช่วยตนไว้ ไม่นานก็หันไปทางคู่ต่อสู้ที่รออยู่เบื้องหน้าอีกครั้ง

ฝั่งตรงข้าม ผู้ใช้พลังระดับหัวหน้าของสมาคมใต้ดินทั้งสองคนยังคงยืนอยู่ด้วยความเย่อหยิ่ง