เขตทิศทักษิณของเมืองหลวง!
หลังตรึกตรองแล้วรอบหนึ่ง ฉู่เหินก็หาตามหาที่นี่จนพบจากตำแหน่งบนแผนที่
เทียบกันกับสำนักยุทธขั้นสูงแห่งอื่นแล้ว ประตูใหญ่ของสำนักดารา์นิยามได้ว่า ‘เปลี่ยวร้าง’ ทอดตามองไปจะเห็นประตูสำนักอันขรึมขลังสะอาดเรียบร้อยมีคนยืนอยู่หรอมแหรมเท่านั้น
หนุ่มสาวสองสามคนยืนลังเลอยู่ที่หน้าประตูครู่หนึ่งก็ส่ายหน้าแล้วเดินจากไป
หวนคิดถึงหัวหอกแห่งหกมหาสำนักยุทธขั้นสูงในอดีตต้องมาตกอับถึงเพียงนี้แล้วช่างน่าอัศจรรย์พันลึกเหลือเกิน
ฉู่เหินสาวเท้าเดินไปเบื้องหน้า
ขณะเดียวกันนั้นเองบุรุษหนุ่มเยาว์วัยสามคนก็เดินกระฟัดกระเฟียดออกมาจากข้างใน ปากด่าทอบางอย่าง
“ฮึ สำนักดารา์ห่วยแตกเอ๊ย มาถึงขั้นนี้แล้ว การสอบยังยากเย็นนักแม่โว้ย หลงคิดว่าตัวเองยังเป็หนึ่งในหกมหาสำนักหรืออย่างไร?”
“จริงด้วย สถานที่เน่าเฟะแบบนี้ คิดไม่ออกเลยว่าทำไม ‘อาจารย์ซีหลาน’ ถึงมาอยู่ในที่พรรค์นี้ได้”
“ยังมีหน้ามาปฏิเสธไม่รับข้าอีก ขอสาปแช่งสำนักขยะนี้อย่าให้ได้ผุดได้เกิดอย่าได้รุ่งเรืองขึ้นมาอีกเลย”
...
พวกเขาด่าทอไม่หยุดแล้วเดินผ่านข้างกายฉู่เหินไป
ฉู่เหินอดชะงักฝีเท้าไม่ได้ สำนักดารา์ตกต่ำถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
“ช่างมัน ข้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”ฉู่เหินทำใจให้กว้างแล้วย่างก้าวขึ้นขั้นบันไดที่ปากประตู
องครักษ์ประจำประตูซักถามเขาด้วยท่าทีอ่อนโยน “มาเข้าร่วมการทดสอบหรือ?”
“มีชายนามว่าซ่งเฉิงเลี่ยให้จดหมายแนะนำตัวกับข้า เขาให้ข้ามาที่นี่”
“ที่แท้ก็อาจารย์เฉิงเลี่ยเป็ผู้แนะนำมานี่เอง เชิญตามข้ามา”
ฉู่เหินพยักหน้า เข้าสำนักยุทธไปพร้อมกันกับอีกฝ่าย
...
สำนักดารา์จัดว่ากว้างใหญ่มาก อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล สิ่งปลูกสร้างละลานตาอาคารต่างๆ ใหญ่โตโอฬาร เผยกลิ่นอายของความรุ่งโรจน์โชติ่ในอดีตออกมารำไร
องครักษ์นำทางเขามาถึงลานกว้างแห่งหนึ่ง
ที่แห่งนี้เหมือนจะเพิ่งปิดกิจกรรมอะไรบางอย่างไปฝูงชนที่มารวมตัวกันก่อนหน้านี้ถึงได้แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง
“อาจารย์อู๋ฮ่าว นี่คือศิษย์ที่มารายงานตัวอาจารย์เฉิงเลี่ยแนะนำเขามา...”องครักษ์เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าชายฉกรรจ์วัยสามสิบต้นๆ แล้วบอกกล่าว
ชายผู้ถูกเรียกว่าอู๋ฮ่าวหน้าตาดูใจดี เครื่องหน้าละมุนละม่อมเมื่อได้ยินว่าซ่งเฉิงเลี่ยเป็ผู้แนะนำมาก็อดตาเป็ประกายไม่ได้
“โอ๊ะ? เขามาแล้วหรือ?”
“ผู้น้อยฉู่เหิน คารวะอาจารย์อู๋ฮ่าวขอรับ” ฉู่เหินเอื้อนเอ่ยมีมารยาท
อู๋ฮ่าวพยักหน้าพอใจ หว่างคิ้วมีแววเปรมปรีดิ์หลายส่วน“เฉิงเลี่ยเคยเอ่ยถึงเ้าให้ข้าฟังแล้ว ยินดีเป็อย่างยิ่งที่ได้เ้าเข้าสำนักดารา์ของพวกเรา”
ฉู่เหินยิ้มน้อยๆ ไม่ได้เอ่ยอะไรมากความ
“ให้เ้าไปยังที่พักก่อนแล้วกัน! อีกสักประเดี๋ยวค่อยช่วยเ้าทำเื่ขั้นตอนเข้าสำนักเรา”อู๋ฮ่าวเปรย
“รบกวนอาจารย์อู๋ฮ่าวแล้ว”
“ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจไป เฮอะๆ ้าสิ่งใดก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อสำนักดารา์ก็เหมือนบ้านของเ้า”
ประโยคสุดท้ายของอีกฝ่ายสะกิดใจฉู่เหินอย่างจังราวกับหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้เขาเพิ่งได้ัักลิ่นอายอบอุ่นอ่อนจางเช่นนี้เป็ครั้งแรก
หลังสนทนาปราศรัยง่ายๆ เสร็จสิ้นอู๋ฮ่าวก็ให้ศิษย์ที่โตหน่อยพาฉู่เหินไปยังที่พัก
...
“ศิษย์น้องฉู่เหิน ต่อจากนี้เ้าก็พักอยู่ที่นี่นะ!”
ครู่ให้หลัง ศิษย์ที่ดูโตหน่อยก็พาฉู่เหินมายังปากประตูเรือนแห่งหนึ่ง ประตูเรือนเปิดออกกว้าง ทอดสายตามองไปจะเห็นข้างในมีห้องประมาณสี่ห้าห้อง
“เดิมเรือนหนึ่งพักได้สี่ห้าคนแต่หลายปีมานี้สำนักดารา์ไม่ได้รับศิษย์เข้ามามากเท่าใดนัก จึงยังมีห้องว่างอยู่ไม่น้อยเรือนแห่งนี้มีคนพักอยู่แค่สองคนเท่านั้น อีกคนก็เป็ศิษย์ใหม่เช่นกันกับเ้ายามนี้คงออกไปแล้วกระมัง”
“อื้ม ขอบพระคุณศิษย์พี่กู้ชิง” ฉู่เหินพยักหน้าตอบรับ
สองคนต่อหนึ่งเรือน คนน้อยก็มีข้อดีอยู่อย่างน้อยที่สุดตอนฝึกวิชาบรรยากาศแวดล้อมจะได้เงียบสงบขึ้นมาบ้าง
กู้ชิงปัดป่ายมือ เขาว่าต่อ“เื่ห้องเ้าก็เลือกที่เหลือเอาตามใจชอบเถิด อาจจะฝุ่นเขรอะไปบ้างเ้าต้องปัดกวาดเองนะ รออีกสักครู่ข้าจะนำข้าวของเครื่องใช้จำเป็มาให้เ้า”
“รบกวนศิษย์พี่แล้ว” ฉู่เหินรู้สึกซึ้งน้ำใจนัก
“เฮอะๆ ไม่รบกวนอะไรหรอก”
...
หลังสนทนาพาทีกันเสร็จ กู้ชิงก็ขอตัวไปก่อนชั่วคราว
ฉู่เหินเข้าเรือนไป เลือกห้องว่างทางทิศอุดร
มองเห็นเพียงเครื่องเรือนเรียบง่าย เตียงนอน โต๊ะเก้าอี้ลิ้นชัก...แต่ห้องค่อนข้างกว้างขวางและสว่างเจิดจ้า พื้นมีฝุ่นจับบางๆฉู่เหินจึงเริ่มปัดกวาดเช็ดถูกห้องอย่างง่ายๆ ทันที
ไม่ทันไรนัก เสียงฝีเท้าเร็วและเบาก็ดังใกล้เข้ามา
ฉู่เหินนึกว่ากู้ชิงกลับมาแล้ว แต่ไม่นานก็ต้องรีบปฏิเสธความคิดนั้นทันใด
“นางฟ้าบน์ โฉมสะคราญในปฐี มือซ้ายกอดคนหนึ่ง มือขวากอดอีกคนต้นขาก็นั่งอยู่อีกคน...ริมแม่น้ำมีหญ้าเขียว มู่เฟิงเด็ดดอกไม้หนึ่งดอกสองดอกสามดอกสี่ดอก ห้าดอกหกดอกเจ็ดดอกแปดดอก เก้าดอกสิบดอกสิบเอ็ดดอกเด็ดเสร็จแล้วเป็ของข้า...”
สิ้นเสียงร่ายกลอนขาดๆ เกินๆ อันโหวกเหวก ชายหนุ่ม ‘พิลึกกึกกือ’ คนหนึ่งก็เดินเข้ามาจากหน้าประตู
“พระพุทธองค์ โอ้พระพุทธองค์บอกข้าเถิด ใครหล่อเลิศในปฐี ต้องเป็...”
พูดไม่ทันจบ บุรุษหนุ่มก็ชะงักไป มองฉู่เหินตรงหน้าอย่างพิศวง
ว่ากันตามจริง ฉู่เหินก็อึ้งไม่ต่างกัน อีกฝ่ายสวมเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยคาบหญ้าหางม้าไว้ในปาก ทัดดอกไม้ไว้ที่ผมมิหนำซ้ำยังร่ายกลอนสะเปะสะปะก่อนหน้านี้อีก ฉู่เหินชักเริ่มนิ่งไม่ไหว ‘คนบ้า’ ผุดมาจากที่ไหนกันนี่?
ชายหนุ่มอึ้งเสร็จแล้วก็ฉีกยิ้มเดินมาตรงหน้าฉู่เหิน“เ้าเองก็มาพักที่นี่หรือนี่? วาสนา เป็วาสนาโดยแท้! ฮ่าๆ ข้าชื่อมู่เฟิง เรียกข้าว่ามู่เสี่ยวเฟิงก็ย่อมได้หรือจะเรียกเสี่ยวเฟิงเฟิงก็ได้อีกเช่นกัน...ฮะๆ เ้าเล่า? เ้ามีนามว่ากระไร?”
ฉู่เหินหางตากระตุกอย่างอดไม่ได้ ผุดคำๆ หนึ่งขึ้นมาในใจ
พิสดาร!
พิสดารมาก!
เขาต้องมาอยู่เรือนเดียวกันกับคนแบบนี้หรือนี่?
แล้วยังจะให้เรียกเสี่ยวเฟิงเฟิงอีก? ขาดความรักขนาดไหนกันเล่านี่?
ฉู่เหินไม่สนใจอีกฝ่าย หันหลังปัดกวาดฝุ่นในห้องต่อไป
มู่เฟิงกลับกระตือรือร้นออกนอกหน้า “แฮะๆ ข้าจะบอกอะไรให้นะพี่น้องข้า เ้าเห็นข้าหล่อจนทำตัวไม่ถูกล่ะสิ?ไม่เป็ไร เ้าไม่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจไปหรอกเ้าไม่รู้หรอกนะว่าคนหล่อเหลาเฉกเช่นข้านี้ย่างเดินไปแห่งหนใดก็มีแต่จะเป็จุดสนใจข้าน่ะต้องทนแบกรับเสน่ห์ที่คนรุ่นราวคราวเดียวกันไม่ควรมี...”
“เ้าหุบปากเป็ไหม?” ฉู่เหินทนฟังเ้าตัวพูดมากต่อไปไม่ไหวแล้ว
“แฮะๆ เพิ่งพบกันคราแรกอย่าทำเช่นนี้สิ! ได้พบพานนับเป็วาสนามีวาสนาย่อมได้พบพาน...”
ฉู่เหินมองเขาอย่างเยือกเย็น “หากเ้ายังไม่หุบปากให้สนิทข้าจะทำลายรูปโฉมเ้าเสีย ให้เ้า ‘หล่อ’ จนนอนไม่หลับทุกวันไป”
มู่เฟิงหุบปากเงียบทันทีฉีกยิ้มซื่อบื้อทีหนึ่งแล้วไปยืนไม่พูดไม่จาอยู่ข้างๆ
ฉู่เหินลอบส่ายหน้า พงไพรนั้นกว้างใหญ่ นกประเภทไหนก็มีทั้งนั้นโลกนี้มีคนพิสดารประเภทนี้อยู่ด้วยจริงๆ
...
ไม่นานนักฉู่เหินก็เก็บกวาดห้องจนสะอาดห้องอันกว้างขวางเอี่ยมอ่องเหมือนใหม่
ฉู่เหินเหล่มองมู่เฟิงที่นอกประตู ถามเสียงนิ่ง “เ้ายืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น?”
“แฮะๆ!” มู่เฟิงเข้ามาตีสนิทอีกครั้ง “ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็อยู่ที่นี่กันสองคน จากนี้ก็ต้องดูแลกันและกันอยู่แล้ว ข้าแบ่งปัน ‘สามสิบหกกลยุทธ์เคล้านารี’ ให้เ้าฟังสักหน่อยดีไหม?”
“ไม่สนใจ!”
“เช่นนั้นเ้าสนใจอะไรกันเล่า? ข้ามู่เฟิงทั้งรู้อักษร์รู้หลักการปฐี รู้ห้าร้อยปีแรก รู้ห้าร้อยปีหลัง...งานอดิเรกเคล้านารีความสนใจกว้างขวาง ฉายานามยุทธภพ ว่าัขาวน้อยพเนจร”
ฉู่เหินปวดหัวตุบ เขาถอนหายใจอย่างระอา“เ้าคิดว่าหน้าเ้าซีกซ้ายดูดีกว่าหรือซีกขวาดูดีกว่า? หรือดูดีทั้งสองซีก?”
“เื่นี้...แฮะๆ พี่น้องเ้าจงจัดการธุระปะปังไปก่อนเถิดอีกสักพักข้าจะมาหาเ้าใหม่” มู่เฟิงััได้ถึงกลิ่นอายเยือกแข็งที่แผ่ออกมาจากร่างของฉู่เหินจึงไม่กล้าอยู่ที่นี่นาน ผินหน้าเดินออกจากห้องไปในบัดดล
ฉู่เหินทั้งโมโหทั้งขำขันคืนวันหลังจากนี้ไปคงไม่ได้เงียบสงบเหมือนที่จินตนาการไว้
“ศิษย์น้องฉู่เหิน...” ไม่ทันไรเสียงของกู้ชิงก็ดังมาจากภายนอก
ฉู่เหินลุกขึ้นเดินออกนอกประตู “ศิษย์พี่กู้ชิง ข้าอยู่นี่”
กู้ชิงยิ้มน้อยๆ เห็นเขาหอบข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันมาหาฉู่เหิน
“ศิษย์พี่ เชิญด้านใน!”
“อื้ม!” กู้ชิงวางข้าวของไว้บนโต๊ะ หยิบตราประทับดวงหนึ่งและคู่มือเล่มหนึ่งออกมา“ศิษย์น้องฉู่เหิน นี่คือตราประทับของสำนักและคู่มือของศิษย์ใหม่เ้าเก็บมันไว้ให้ดีล่ะ”
ฉู่เหินรับของสองสิ่งนั้นมาตราประทับเป็เครื่องประดับรูปดาวห้าเหลี่ยมทำจากทองแดง สามารถกลัดไว้ที่หน้าอกได้
“ศิษย์น้องฉู่เหิน นับจากวันนี้ไป เ้าก็เป็ส่วนหนึ่งของสำนักเราแล้วหากเป็สถานการณ์ปกติของสำนักดารา์สี่ปีให้หลังเ้าย่อมขอออกจากสำนักได้...แต่หาก ‘ค่าคะแนนดาว’ ของเ้าได้ถึงสามหมื่นกว่าคะแนน ย่อมจะขอออกก่อนเวลาได้”
กู้ชิงเปรย
‘ค่าคะแนนดาว?’
ฉู่เหินนึกพิศวง สีหน้ามีแต่คำถาม
“พูดให้ง่ายหน่อย คะแนนดาวก็คือค่าความสำเร็จของศิษย์สำนักดารา์เรามีวิธีให้ได้คะแนนดาวมากมาย อย่างเช่นทำให้ถึงมาตรฐานที่อาจารย์ตั้งไว้ในเวลาจำกัดหรือทำสถิติชนะต่อเนื่องได้ยามประลองยุทธ์กันหรือจะทำภารกิจที่สำนักมอบหมายให้สำเร็จ...ล้วนทำให้ได้คะแนนดาวที่สอดรับกันมาได้ทั้งนั้น”
“หากได้คะแนนดาวสามหมื่นคะแนนก็สามารถออกจากสำนักก่อนได้หรือ?”
“ใช่แล้ว หากคะแนนดาวของเ้าถึงหนึ่งหมื่นเมื่อใดก็สามารถแลกเป็ตราประทับสีเงินได้...”กู้ชิงชี้ตราประทับดาวห้าเหลี่ยมทองแดงในมือของฉู่เหินพลางอธิบาย
“เมื่อคะแนนดาวของเ้าถึงสองหมื่นคะแนน จะแลกเป็ตราประทับสีทองได้และเมื่อค่าคะแนนดาวถึงสามหมื่นคะแนน จะแลกเป็ตราประทับสีดำได้พร้อมทั้งบรรลุเงื่อนไขที่จะออกจากสำนักได้ แน่นอนว่าจะเลือกอยู่สำนักเราต่อแล้วรอจนครบสี่ปีค่อยออกก็ย่อมได้เช่นกัน...”
ได้ยินเช่นนั้นแล้ว ฉู่เหินก็กวาดตามองตราประทับที่หน้าอกกู้ชิงอีกฝ่ายก็เป็สีทองแดงหม่นเช่นกัน
กู้ชิงลูบจมูกกระดากอาย “ข้าเพิ่งมีคะแนนดาวเก้าพันกว่าคะแนนเท่านั้นเองหากสำเร็จภารกิจต้อนรับศิษย์ใหม่คราวนี้ได้ก็จะสะสมได้หมื่นคะแนนแล้วถึงเวลานั้นก็แลกรับตราประทับสีเงินได้”
“ภารกิจต้อนรับศิษย์ใหม่ก็รับคะแนนดาวได้ด้วยหรือ?”
“เฮอะๆ แน่นอน เพียงแต่รางวัลคะแนนดาวจะน้อยหน่อยเท่านั้นเอง...สำนักยุทธขั้นสูงแห่งอื่นก็วางกฎเกณฑ์ไว้ไม่ต่างกันสิ่งเดียวที่แตกต่างคือสัญลักษณ์บนตราประทับเท่านั้นยามปกติศิษย์น้องเ้าต้องติดตราประทับไว้กับตัวเสมอนะ”
“ได้ ข้ารับทราบ” ฉู่เหินพยักหน้ารับรู้
กู้ชิงหัวเราะ “เงื่อนไขเป็ลายลักษณ์อักษรของสำนักก็มีบันทึกอยู่ในคู่มือนั่นชัดเจนแล้วเ้าลองไปอ่านดูให้เข้าใจเองทีหลังก็แล้วกันแต่หากยังไม่เข้าใจก็มาหาข้าได้...แล้วก็มีอีกเื่ที่สำคัญมากพรุ่งนี้สายศิษย์ใหม่ต้องไปเลือกอาจารย์สอนหลักที่ ‘ลานเจ็ดดาว’ เ้าอย่าไปสายเสียล่ะ”
เลือกอาจารย์สอนหลัก?
ดูจากความหมายแล้วอาจารย์สอนหลักน่าจะเป็อาจารย์ที่จะสอนวรยุทธให้เป็สำคัญรับผิดชอบถ่ายทอดความรู้ให้ลูกศิษย์โดยตรงกระมัง
ว่ากันตามจริง ฉู่เหินไม่ได้คาดหวังกับอาจารย์สำนักดารา์เป็พิเศษนักในเมื่อนี่คือสำนักขั้นสูงที่แย่ที่สุดในเมืองหลวงคุณภาพการสอนของอาจารย์จะดีได้ปานใดเล่า?
แต่เห็นท่าทางเอาจริงเอาจังของกู้ชิงแล้ว ฉู่เหินก็พยักหน้ารับ
“ได้เลย ข้าทราบแล้ว...”
……………………….