“งี่เง่าจริง ๆ เลย ใครใช้ให้พวกเจ้าทำแบบนี้กัน!”
จู้เจียงเจียงโกรธมาก นี่พวกเขาวางนางในสถานะที่ไม่มีความชอบธรรมและไร้ความเมตตาหรือ?
นี่หากให้คนในหมู่บ้านรู้เข้า นางคงมีความผิดติดตัวเพิ่มอีกเรื่องแล้ว
อีกทั้งเด็กกลุ่มนี้ก็ยังเล็กเพียงนี้ จะทนทำงานหนึ่งวันแปดเก้าชั่วยามได้ที่ไหน?
โจวเหลียงคิดไม่ถึงว่าจู้เจียงเจียงจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ใหญ่โตแบบนี้ พวกเขาช่วยนางทำงานไม่ดีหรือ?
“แม่นาง...”
“กลับไปเลย!”
จู้เจียงเจียงไม่ให้โอกาสโจวเหลียงพูด แย่งเคียวในมือเขามา เหมือนเป็นการสั่งให้พวกเขาหยุดแล้วกลับไปพักผ่อน
คนในทุ่งนารวมถึงเผยเสี่ยวอวี๋ล้วนตกใจกับท่าทางโกรธขึ้งของนาง
พวกเขาไม่เคยเห็นจู้เจียงเจียงโมโหขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ถูกคนในหมู่บ้านนินทาต่อหน้า หรือถูกคนตระกูลจู้มาหาเรื่อง นางก็ไม่เคยเสียงดังแบบนี้มาก่อน
“น้องรอง พวกเรากลับ” พักใหญ่ โจวเหลียงถึงเอ่ยปากด้วยเสียงเศร้า
พวกเด็ก ๆ ที่มากับเขาวางต้นข้าวในมือลงอย่างระมัดระวัง ค่อยเขยิบไปหลบด้านหลังโจวเหลียง ก้มหน้าไม่กล้าส่งเสียง
ในตอนที่โจวเหลียงกำลังหมุนตัวพาคนจากไป จู้เจียงเจียงถึงเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง
“ใครให้พวกเจ้ากลับไปในเมือง ดึกแบบนี้กลับบ้านข้า!”
ฟ้ามืดหมดแล้ว แสงพระจันทร์คืนนี้ก็สู้สองวันก่อนไม่ได้ แม้แต่ถนนก็มองไม่ชัดจะกลับไปยังไง?
ภายใต้ใบหน้าบูดบึ้งและข่มขู่ของจู้เจียงเจียง โจวเหลียงแม้แต่ปฏิเสธยังไม่กล้า ทุกคนทำได้เดินตามหลังนางกลับตระกูลเผยเงียบ ๆ
“ตัวเจ้าพาเด็กซนสองสามคนนี้ไปอาบน้ำริมแม่น้ำ ส่วนเด็กผู้หญิงสามคนรออยู่ในบ้าน ข้าดูแลเอง”
ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาแอบทำงานล่วงเวลาแบบนี้มากี่วัน เอาเป็นว่าคืนนี้ให้ทำต่อไม่ได้แล้ว พวกเขาต้องพักผ่อนให้เพียงพอ
หลังจู้เจียงเจียงไล่โจวเหลียงและเด็กผู้ชายไม่กี่คนนั้นไปริมแม่น้ำ นางก็ยืนขึ้น กลับห้องไปหาเสื้อผ้าของตัวเองและเผยเสี่ยวอวี๋ นำมาให้เด็กผู้หญิงสามคนโตหนึ่งเล็กสองที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จได้ผลัดเปลี่ยน
โจวเหลียงดูแลเด็กผู้หญิงไม่เป็น เส้นผมของเด็กผู้หญิงสามคนทั้งเหม็นและสกปรก หวีอยู่หลายรอบถึงจะเรียบลื่น
จู้เจียงเจียงจุดเชิงเทียน สระผมให้พวกนางจนสะอาดสะอ้านทีละคนในตอนกลางดึก
ตอนสระให้คนสุดท้าย พวกโจวเหลียงก็กลับมาจากริมแม่น้ำแล้ว
เมื่อรวมเผยเสี่ยวอวี๋เข้าไป ก็เป็นเก้าคนนั่งเรียงอยู่บนกระดานระเบียง มองจู้เจียงเจียงสระผมให้น้องเก้าคนเล็กสุด
ฉากนี้ ทำให้โจวเหลียงทั้งซาบซึ้งใจและละอายใจอย่างมาก
เขาเป็นพี่ชายคนหนึ่งที่ไม่ผ่านเกณฑ์จริง ๆ แม้แต่น้องสาวยังดูแลไม่ดี ยังต้องพึ่งผู้มีพระคุณของพวกเขามาช่วยเหลือ
“เสร็จแล้ว อยู่ในลานบ้านให้ลมพัดสักหน่อย พรุ่งนี้ข้าถักเปียให้พวกเจ้า”
จู้เจียงเจียงนับได้ว่ายุ่งเสร็จแล้ว สระผมให้คนช่างเหนื่อยจริง ๆ หนักไม่ต่างกับการที่นางไปเกี่ยวข้าว
พวกเด็กอาบเสร็จแล้ว ต่อไปก็ควรถึงตาตัวเองแล้ว
นางให้โจวเหลียงพาพวกเขารออยู่ที่ชั้นหนึ่งห้ามไปไหน ส่วนตัวเองก็ยกน้ำสามถังขึ้นชั้นสองกลับไปอาบห้องตัวเอง
ไม่รู้ว่าดึกแค่ไหนแล้ว
ตอนจู้เจียงเจียงลงมาอีกครั้ง พวกเขานอนพิงกันหลับไปหมดแล้ว
ได้ยินเสียงนางลงมา โจวเหลียงก็ตื่นทันที เขาตื่นแล้วพวกน้องชายน้องสาวแปดคนที่พิงเขาอยู่ก็ตื่นด้วยเช่นกัน
“นี่คือผ้าห่มทั้งหมดที่บ้านข้าหาได้ คืนนี้พวกเจ้าก็ใช้ชั้นหนึ่งนอนกันสักคืนเถอะ” จู้เจียงเจียงยัดของในอ้อมกอดออกไป
โจวเหลียงลังเลอยู่พักหนึ่ง จึงพยักหน้าแล้วเอาผ้าห่มยัดให้น้องรอง
หลังจากดูแลเด็กกลุ่มนั้นและเผยเสี่ยวอวี๋กลับห้อง เขาถึงมีโอกาสพูดคุยส่วนตัวกับจู้เจียงเจียง
“แม่นาง ครั้งก่อนท่านถามข้าว่าพวกเขาเป็นใคร ข้าไม่ได้บอกท่าน เพราะกลัวท่านจะดูถูกพวกเรา...”
แปลกที่โจวเหลียงไม่ได้พูดคำพูดขอบคุณอะไรกับจู้เจียงเจียง แต่เป็นการเปิดบทสนทนาคุยเรื่องเกี่ยวกับเด็กข้างกายเขากลุ่มนั้นขึ้นด้วยตัวเอง
ที่แท้รวมเขาอยู่ด้วย เด็กกลุ่มนี้ล้วนเคยถูกคนขายไปในหอ เพียงแต่ปีก่อนเจ้าของหอป่วยตายอย่างไม่คาดฝัน เวลาคืนหนึ่งในหอก็แยกย้ายกันไปหมด
คนแบบพวกเขา ไม่เพิ่งถูกขายมา ก็เป็นคนระดับล่างสุดในหอ ยังไม่ทันที่ตัวเองจะเก็บเงินได้เจ้าของหอก็ตายไปเสียแล้ว
ดังนั้น ในตอนที่คนในหอล้วนมีสถานที่ให้แยกย้ายกันไป พวกเขาเก้าคนนี้ไม่มีที่ไป และไม่รู้ว่าสมาชิกครอบครัวของตัวเองอยู่ที่ไหน จึงทำได้เพียงอาศัยอยู่ในวัดร้างนอกเมืองแห่งหนึ่ง
การอยู่นี้ก็คือสองปี
“ที่เจ้าบอกว่าในหอก็คือหอนางโลมหรือ?” จู้เจียงเจียงถาม
“ถูกต้อง ออกมาจากหอนางโลม ขออาหารยังถูกคนรังเกียจ” โจวเหลียงก้มหน้าเยาะเย้ยตัวเอง
“แต่พวกเจ้าล้วนรู้หนังสือไม่ใช่หรือ?”
จากการอยู่ร่วมกันหลายวันนี้ จู้เจียงเจียงบังเอิญพบว่ากลุ่มของพวกเขา รวมถึงเด็กผู้หญิงที่เด็กที่สุดคนนั้นต่างก็รู้หนังสือ
ในเมื่อรู้หนังสือ ทำไมถึงได้ตกอับถึงเพียงนี้?
จุดยืนคนรู้หนังสือที่นี่อยู่สูงกันมิใช่หรือ?
โจวเหลียงอธิบายว่า “นั่นคือกฎในหอของพวกเรา ระดับสูงอย่างเถ้าแก่ร้าน ระดับล่างอย่างขัดล้างถังน้ำล้วนต้องรู้หนังสือ พวกเราถูกขายมาในหอวันแรกก็ต้องเริ่มเรียนหนังสือแล้ว ”
“นับว่าเจ้านายของพวกเจ้ายังมีวิสัยทัศน์ที่ดี” จู้เจียงเจียงอดไม่ได้จะชื่นชมเจ้านายที่เล่าถึงนั้นเล็กน้อย
คนคนนั้นมีหรือไม่มีวิสัยทัศน์ โจวเหลียงมิได้ใส่ใจ เขาสนใจแต่จู้เจียงเจียงจะไล่พวกเขาไป เพราะสถานะเก่าของพวกเขาหรือไม่
“แม่นาง พวกน้องเก้าและคนอื่น ๆ ล้วนเป็นเด็กดี พวกเขามีบางคนยังไม่รู้อะไร ท่าน...”
เขาอยากแก้ต่างบางอย่าง กลับไม่กล้าขอร้อง
เด็กอายุน้อยไม่กี่คนนั้นเพิ่งถูกขายเข้ามาในหอได้ไม่นานเจ้าของก็ตายจากไปเสียแล้ว พวกเขามีบางคนถึงกลับยังไม่รู้ว่าตัวเองถูกขายเข้าไปในสถานที่อย่างหอนางโลมที่น่าอายแบบนี้
โจวเหลียงก็ไม่เคยบอกพวกเขาว่านั่นเป็นสถานที่อะไร ดังนั้นพวกเขายังคงไร้เดียงสา
“เช่นนั้นพวกเจ้าไม่คิดจะลองกลับบ้านหรือ?”
“บ้าน?”
โจวเหลียงเหมือนได้ยินคำพูดน่าขันบางอย่าง “บ้านข้าถูกยึดแล้ว พวกน้องเก้าส่วนใหญ่ก็ถูกลักพาตัวมา พวกเขาไม่รู้เลยว่าบ้านตัวเองไปทางไหน จะกลับบ้านได้อย่างไร?”
พวกเขาต้องอนาถขนาดนี้เลย!
หลังรู้ประวัติชีวิตอันน่าสลดใจของพวกเขา จู้เจียงเจียงก็พูดอะไรต่อไม่ได้อีก ความโชคร้ายในใต้หล้าของแต่ละคนแตกต่างกันไปจริง ๆ “รีบพักผ่อนเถอะ”
นางไม่ได้ถามต่อ สิ่งนี้ทำให้โจวเหลียงงงงวย
นางไม่อยากรู้ชีวประวัติของเขารึอย่างไร?
เขาบอกใบ้ว่าบ้านเขาถูกยึดแล้ว และการยึดทรัพย์ ก็มีแค่ราชสำนักถึงจะมีอำนาจนั้น ครอบครัวที่ถูกยึดหากไม่ใช่เศรษฐีก็เป็นผู้สูงศักดิ์ นางไม่รู้หรือ?
ก็จริงลักษณะของเขาในตอนนี้ ฐานะก่อนหน้านี้จะสูงศักดิ์แค่ไหน ตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว
คืนนี้ มีสองคนในบ้านเผยนอนไม่หลับ
คนหนึ่งคือโจวเหลียงที่กังวลใจว่าพรุ่งนี้จะโดนไล่ อีกคนคือจู้เจียงเจียง
หลังจากรู้เรื่องคนกลุ่มชั้นล่างนี้ จู้เจียงเจียงก็ยากที่จะมองพวกเขาเป็นแค่ขอทานธรรมดา
ถ้าเห็นเป็นขอทานธรรมดา หลังทำงานเสร็จ ชะตาของพวกเขาก็คือต้องกลับไปขอทานและเร่ร่อนต่อ
แต่ตอนนี้ พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนเป็นเด็กหลงทาง ยังมีความเป็นไปได้ที่จะได้กลับบ้าน ถ้าทำได้นางหวังเป็นอย่างยิ่งให้พวกเขาได้กลับไปอยู่ข้างกายคนที่ตัวเองรัก
แต่นางจะช่วยให้พวกเขากลับบ้านได้อย่างไร?