ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    ถอนคำสาปมังกร​ 1


    “จะไปไหนหรือ?” ซูเจินเอ่ยถามร่างโปร่งแสงที่ออกจากปิ่น และกำลังจะลอยออกไปจากห้องซูซูหันมามองอีกคนที่กำลังก้าวลงจากเตียง “ข้า...ข้าจะไปที่จวน”“เจ้านี่น้า...ช่างเถอะข้าจะไปเป็นเพื่อนก็แล้วกัน” แม้อยากจะห้ามไว้เพราะอยากจะให้นางได้ปล่อยวาง แต่ก็สุดที่จะเอ่ยปากได้จริงๆ ยิ่งเห็นแววตาเศร้าสร้อยนั้นแล้วด้วย“ไม่ต้องหรอกเจ้านอนเถอะ” ขาที่กำลังก้าวลงมาหยุดชะงัก คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะถอดถอนใจออกมาเอาเถิดนางเข้าใจ นางคงจะอยากจะอยู่คนเดียว ตลอดทางซูซูก็ดูเงียบมากมีอะไรก็ไม่บอกกัน ไหนว่าเราคือคนคนเดียวกันอย่างไรเล่า เหตุใดจึงต้องแบกทุกอย่างเอาไว้เพียงลำพังดูเหมือนว่าซูซูจะอ่านใจซูเจินได้ นางยิ้มออกมาเล็กน้อย “เจ้าอย่าห่วงเลย แม้จะเป็นเวลาไม่นานแต่การได้อยู่กับเจ้าข้าก็สนุกมาก จิตใจของข้าก็สงบลงมาก ข้าแค่จะไปดูเท่านั้นไม่นานก็กลับมาแล้ว” อยู่กับเจ้าแล้วใจที่มืดมนของข้าก็ดูจะสว่างไสวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“ซูซู อย่าลืมว่าเจ้ายังมีข้าอยู่นะ ข้าจะอยู่ข้างเจ้าเสมอ”ขอบใจมากนะ...อีกส่วนหนึ่งของข้าท่ามกลางราตรีอันเงียบสงบ คืนนี้เป็นคืนจันทร์เต็มดวงแสงสาดส่องนวลตาพาให้จิตใจสงบยิ่งนัก นางชอบที่จะเฝ้ามองพระจันทร์เช่นคืนนี้เพราะมันทำให้จิตใจอันร้อนรุ่มของนางนั้นบรรเทาลง แต่ก็ยังอบอุ่นและสว่างไสว ไม่เหมือนแสงของดวงอาทิตย์ที่แม้จะส่องแสงแรงกล้า แต่กลับดูร้อนแรงราวกับจะแผดเผาแคว้นโจวนั้นในยามราตรีมักจะเงียบมาก แม้จะเป็นเมืองหลวงก็มีเพียงถนนบางสายที่เป็นร้านรวงที่เปิดทำการในยามค่ำคืน นอกนั้นชาวบ้านก็จะปิดประตูหน้าต่างอย่างมิดชิดซูซูล่องลอยผ่านบ้านเรือนหลายหลังตรงไปยังส่วนที่อยู่ใกล้วังหลวง ส่วนนั้นจะเป็นเขตที่ตั้งของวังอ๋อง จวนขุนนาง และจวนเศรษฐีผู้ร่ำรวยไล่เรียงกันมาตามลำดับนางหยุดลงหน้าจวนแห่งหนึ่งที่ดูเก่าเป็นอย่างมาก พื้นที่ของจวนนั้นกินอาณาเขตกว้างขวาง บ่งบอกว่าต้องเป็นจวนของขุนนางใหญ่อย่างแน่นอน บริเวณโดยรอบเงียบสงัดไร้วี่แววผู้คนอยู่อาศัย นั่นเพราะเป็นจวนที่ถูกทิ้งร้าง ป้ายที่ติดอยู่หน้าประตูจวนเขียนเอาไว้ว่า ‘จวนแม่ทัพเว่ย’แม้ป้ายจะดูเก่าซีดแต่ก็สะอาดเอี่ยม เสมือนว่ามีการทำความสะอาดอยู่ตลอดเวลา ทั้งป้ายก็ดีทั้งตัวจวนก็ดี ทั้งหมดยังคงอยู่ในสภาพที่ดีมากแม้ถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลาเกือบพันปี ดูไม่ทรุดโทรมตามกาลเวลาเท่าที่ควรนิ้วมือขาวผ่องที่ติดจะโปร่งแสงลูบไล้ยังบานประตูจวนด้วยความคะนึงหาตลอดเวลาอันยาวนานนางไม่เคยกลับมาที่นี่เลยสักครั้ง ไม่คาดคิดว่ามันจะยังคงอยู่ไม่โดนรื้อทำลายทิ้ง เหมือนนางที่ยังคงอยู่ไม่จากไปคิดถึงเหลือเกิน...ท่านพ่อ…ท่านแม่...ทุกคน...ข้าคิดถึงพวกท่านเหลือเกิน เวลาอันยาวนานนี้ช่างเปล่าเปลี่ยวเงียบเหงายิ่งนัก ข้าเจ็บปวด ข้าทรมาน ข้าอยากจะพบพวกท่าน อยากจะกอดซบอกอุ่นของท่าน ข้าอยู่ที่นี่ช่างมืดมิดและหนาวเหน็บนี่คงเป็นผลของการสาปแช่งผู้อื่นใช่หรือไม่? เขาทุกทรมานเท่าไหร่ข้าก็ยิ่งทรมานมากกว่าเป็นร้อยเท่าพันทวีข้าเหนื่อยแล้ว...จะเป็นไปได้หรือไม่หากตอนนี้ข้าอยากจะหยุด?เป็นไปได้หรือไม่ที่ข้าจะปลดเปลื้องเสีย?มันยังไม่สายไปใช่หรือไม่เจ้าคะ?หยาดน้ำตาหลั่งไหลลงมาเป็นสายยามหวนรำลึกทุกอย่างที่ผ่านมา ราวกับจะชโลมหัวใจบรรเทาความเจ็บปวดให้จางหายไปได้บ้าง จะเป็นความเศร้าก็ดี ความสุขก็ดี ความเคียดแค้นชิงชังก็ดี...ตอนนี้ข้าอยากจะพอแล้ว...ข้าเหนื่อยแล้วจริงๆซูเจินนั่งเคาะนิ้วกับโต๊ะเป็นจังหวะ ยิ่งเวลาผ่านไปจังหวะก็ยิ่งเร็วขึ้นแรงขึ้น เสียงก็ดังมากขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าเริ่มแสดงความไม่พอใจออกมาปัง!เสียงทุบโต๊ะดังขึ้น พร้อมๆกับอีกสามคนที่วิ่งเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้านางพอดี ทั้งสามคนพยายามยืนตรงทั้งๆที่หายใจหอบจนตัวโย่ง เสื้อผ้าก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ“มะ...มาแล้วขอรับ/เจ้าค่ะ” จือเหลียงนั้นทนไม่ไหวถึงกับก้มตัวลงเอามือยันหัวเข่าไว้ ห้องพักของเขานั้นอยู่ที่ชั้นสามต่ำลงไปจากห้องนี้หนึ่งชั้น เขาจึงต้องวิ่งลงไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่นั่นโอ๊ย...เหนื่อยเขาเป็นผู้ใช้เวทร่างกายอ่อนแอกว่าผู้ฝึกยุทธ์อยู่แล้ว ขนาดสองสาวยังเหนื่อยหอบแล้วเขาจะเหลือหรือ? แถมเขายังวิ่งไกลกว่าด้วย...“ชักช้า!”ซูเจินจิ๊ปากใส่ทั้งสามคน อารมณ์ดีๆของนางต้องหายแวบ เมื่อเห็นทั้งสามคนในตอนเช้า คนยังเป็นคนเดิมแต่ที่เปลี่ยนไปคือการแต่งกายของคนทั้งสาม อาภรณ์ดูหยาบและเรียบง่ายขึ้น เครื่องประดับที่เคยห้อยเคยประดับก็หายไป พอถามก็ได้ความว่า เป็นเพราะว่าพวกตนนั้นแต่งกายหรูหราเกินไป บ่าวเช่นพวกเขาไม่ควรจะสวมใส่ของเหล่านั้น เกรงว่าจะเป็นเป้าสายตาแก่คนอื่นเอาได้ชิชะ...เหตุใดต้องสนใจสายตาผู้อื่น?คนของข้าจะแต่งตัวอย่างไรก็อยู่ที่ความพอใจของข้า ผู้อื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างหัวมันสิ ตวาดด่าไปหนึ่งรอบแล้วก็ไล่ให้พวกนั้นไปเปลี่ยนเป็นชุดเดิมที่เคยสวมใส่ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสิ่งใดทั้งนั้นเพราะคนหงุดหงิดไม่ว่าสิ่งใดก็ดูจะขัดหูขัดตาชักช้าไปเสียหมด กวาดสายตามองทั้งสามคนแล้วก็พอใจขึ้นมาเล็กน้อย จะกลับไปเยือนสถานที่อันเป็นความทรงจำ ยังจะไปแต่งตัวมอซอให้พวกมันหัวเราะหรืออย่างไร นางมาที่นี่ก็ถือว่าเป็นบุญของพวกมันแล้ว!“ไปกันได้แล้ว!” ซูเจินสะบัดแขนเสื้อก้าวเดินนำไปฉับๆอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้บ่าวทั้งสามคนมองตากันอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก ว่าพวกเขาทำผิดที่ตรงใด พวกเขาคิดถึงหน้าตาของนายหญิงแล้วไม่ดีหรืออย่างไร? ไม่เข้าใจนายหญิงเลยจริงๆ“อะ...นายหญิงอย่าวิ่งเจ้าค่ะ”เสวี่ยซูรีบวิ่งตามออกไปหนิงจูเหลือบเห็นผ้าปักลายผืนงามที่ถูกวางทิ้งไว้ก็รีบคว้ามา “นายหญิงเจ้าขา ผ้า...ผ้าปิดหน้าเจ้าค่ะ ท่านจะออกไปเช่นนั้นไม่ได้นะเจ้าคะ!”