“แค่ตอบคำถามเหรอครับ”
ผมโพล่งออกมาอย่างงงๆ ที่ภารกิจเลื่อนชั้นเป็ชั้นไดม่อนให้ตอบคำถามแค่ข้อเดียว ไม่ใช่กำจัดมอนสเตอร์หรือหาไอเทมแปลก ๆ อย่างที่จินตนาการไว้
“ถูกต้องไม่ยากเลยใช่ไหม” ผมเอามือตบหน้าผากอย่างปลงตก
นี่อาจารย์เมคินยังไม่เลิกนิสัยเดิมอีกเหรอเนี่ย ไอ้นิสัยชอบตั้งภารกิจแหวกชาวบ้านเขาแบบนี้น่ะ แล้วอย่างนี้มันจะไปมีลูกศิษย์เพิ่มได้ไง...
“เป็อะไร ทำไม่ได้เหรอ”
“เปล่าครับ แต่ขอเวลาหน่อยนะครับ”
ผมตัดสินใจนั่งลงกับพื้นห้อง พร้อมกับเกาคางตัวเองอย่างเคยชิน
ใครมันจะไปตอบได้กันกับไอ้คำถามปรัชญาแบบนี้ ให้ผมพิจารณาคดีฆาตกรรมซ่อนเงื่อน หรือไม่ก็หาช่องโหว่กฎหมายเพื่อพลิกสถานการณ์คดีกลับยังจะง่ายซะกว่า แล้วดูคำถามสิ อะไรคือสิ่งที่มองไม่เห็น แต่กลับััได้ด้วยความรู้สึก และมีความแข็งแกร่งกว่าใครในทั่วหล้า มิอาจฆ่าได้ด้วยคนนับหมื่น
ขอโทษเถอะแล้วผมจะรู้ไหม...
…30 นาทีผ่านไป...
ตอนนี้ผมเปลี่ยนจากนั่งกลายไปเป็นอนไปแล้ว เพราะว่าใช้ความคิดอย่างหนักแล้วก็ไม่ได้คำตอบสักอย่าง พอหันไปมองซ้ายทีขวาทีก็เจอแต่ผนังสีขาวโพลน เงยหน้าขึ้นก็เห็นอาจารย์เมคินนั่งหลับตานิ่ง ๆอยู่บนเก้าอี้ ซึ่งมันไม่มีอะไรให้เป็ตัวจุดประกายความคิดเลย
“ภารกิจนี้มีเวลาไหมครับ”
“ไม่” อาจารย์เมคินตอบสั้น ๆ แต่หนักแน่น ผมหน้าสลดลงทันที ถ้าเป็แบบนี้ก็หมายความว่าผมจะไม่มีวันออกไปได้จนกว่าจะตอบได้น่ะสิ ทำไงดีเนี่ย...
“ใบ้ให้หน่อยไม่ได้เหรอครับ อาจารย์” ผู้ที่ได้ชื่อว่าอาจารย์ลืมตาขึ้นช้า ๆ แล้วเหลือบตามองมาทางผม
“ไม่ใช่วัตถุ” แล้วอาจารย์เมคินก็หลับตาลงเช่นเดิม ปล่อยให้ผมงงกับคำใบ้ที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
“เฮ้อ!” ผมถอนหายใจอย่างปลงตก แล้วหลับตาใช้ความคิดต่อไป
ตอนนี้ที่ทำได้ก็คงแค่ปล่อยให้ภวังค์จิตไหลไปอย่างอิสระ เผี่อว่าจะมีอะไรดี ๆ ผุดขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็แค่ความคิดลม ๆ แล้ง แต่ผมก็ยังทำเพราะมันไม่มีทางอื่นแล้ว และเมื่อเริ่มปล่อยวางผมก็เริ่มไหลไปกับคำถามภายในใจช้าๆ
ไม่ใช่วัตถุอย่างนั้นเหรอ...แถมััได้แต่เฉพาะความรู้สึก...มองก็ไม่เห็นอีกต่างหาก...แล้วก็มีความแข็งแกร่งกว่าใครทั่วหล้า...คนนับหมื่นก็ฆ่าไม่ได้...
“เดี๋ยวนะ” ผมอุทานอย่างลืมตัว แล้วลุกพรวดขึ้นนั่ง
คนนับหมื่นฆ่าไม่ได้อย่างนั้นเหรอ...งั้นก็หมายความว่าสิ่งนั้นจะแพ้ได้เพียงเพราะคนคนเดียวเท่านั้น...แล้วคนคนนั้นต้องรู้จักสิ่งที่มองไม่เห็นนั่นเป็อย่างดีด้วย...แถมเขาคนนั้นต้องััมันได้ด้วยความรู้สึก...และรับรู้ถึงความแข็งแกร่งของมันว่ามีเท่าไหน
ซึ่งคนๆ นั้นก็น่าจะคือ...
“ตัวเราเอง” ผมถึงกับตาสว่างวาบแล้วลุกขึ้นยืน พร้อมกับหันไปหาชายชราที่มีดีกรีเป็อาจารย์สอนดาบของตัวเองทันที
“อาจารย์ครับผมรู้คำตอบแล้ว” ผู้ถูกเรียกด้วยน้ำเสียงอันตื่นเต้น ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ
“ไหนลองว่ามาสิ”
“คำตอบคือ จิตใจของเราเอง ใช่ไหมครับ” เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ ในใจของผมตอนนี้กำลังสั่นระทึกด้วยความตื่นเต้น ลุ้นรอคำตัดสินจากริมฝีปากของอาจารย์เมคินอย่างใจจดใจจ่อ
“ถูกต้อง” ราวกับยกเทือกเขาตะนาวศรีออกจากอก ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างรู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที แล้วดูเหมือนเสียงของระบบจะย้ำเตือนความรู้สึกนี้ด้วย
‘ผู้เล่นเควินทำภารกิจเลื่อนชั้นสำเร็จ เลื่อนชั้นเป็...ชั้นไดม่อนค่ะ..
ผู้เล่นเควินบรรลุเงื่อนไข ทักษะประจำอาชีพ ทักษะดวงจิตดาบ ถูกปลดผนึกค่ะ
ผู้เล่นเควินบรรลุเงื่อนไข ทักษะประจำอาชีพ ทักษะกางเขนดาบ ถูกปลดผนึกค่ะ’
“ไหนลองอธิบายให้ฟังหน่อยซิ” ผมละความสนใจจากเสียงระบบ แล้วหันกลับมาทางอาจารย์เมคินอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้ว
“ได้ครับ...จากคำถามนะครับจิตใจไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เราสามารถรับรู้ว่ามันมีตัวตนอยู่จริงได้ด้วยความรู้สึกเท่านั้น อีกทั้งจิตใจยังเป็สิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดเพราะมันเป็ตัวที่อยู่เหนืุ์ทุกคน ซึ่งมันจะคอยบงการเราให้ทำสิ่งที่มันปรารถนา และจิตใจนั้นต่อให้ใช้คนเป็หมื่นก็ไม่สามารถจะกำจัดให้หายไปได้ แต่มันสามารถสยบได้ด้วยความตั้งใจของคนคนเดียวและคนคนนั้นก็คือตัวเราเองครับ”
“เยี่ยม...” อีกฝ่ายชมเสียงดัง
“เ้าเติบโตขึ้นมากจริงๆ จากเด็กเมื่อวานซืนที่มุทะลุใช้ดาบล้างบางดราเวนเกอร์(มอนสเตอร์ลักษณะครึ่งัครึ่งกิเลน) จะกลายเป็ผู้ใหญ่ที่มีเหตุผลอย่างไม่น่าเชื่อ ข้าภูมิใจในตัวเ้านะ”
“ขอบคุณครับอาจารย์ ที่ผมได้อย่างทุกวันนี้ก็เพราะคำสอนของอาจารย์เช่นกัน” ผมพูดจากใจจริงเพราะสิ่งที่ชายชราตรงหน้านี้สอนผมไป ผมไม่ได้แค่เอามาใช้ในเกม แต่ในชีวิตจริงผมก็นำมันไปประยุกต์ จนฟันฝ่าสามารถเป็ทนายความได้อย่างทุกวันนี้
เป็ NPC ที่ผมนับถือมากที่สุด
“เอาเถอะ นี่คือของเล็ก ๆ น้อย ๆ จากข้า” กล่าวจบอาจารย์เมคินก็โยนดาบเล่มหนึ่งมาให้ผม
“นี่มัน” ผมเบิกตาค้างเมื่อรู้ว่ามันคือดาบของผมที่ได้จากภารกิจนายช่างเมื่อ 12ปีก่อน เป็ดาบที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุด
“ดาบนรกานต์” ผมหลุดคำพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ใช่...นั่นเป็ชื่อของมันที่ผมตั้งให้
ตอนนี้ผมรู้สึกได้ทันทีว่ามือของตัวเองกำลังสั่น สายตาของผมกำลังมองมันอย่างมีความหมาย ดาบนี่คือคู่หูของผมมันเป็ดาบที่ผมภูมิใจมากที่สุด เพราะมันคือดาบที่ทำให้ผมได้รับฉายาว่าจอมดาบสยบศาสตรา ผมเกือบจะลืมมันไปแล้วแต่ว่ามันมาอยู่กับอาจารย์เมคินได้ยังไง
“ข้าเก็บได้ตอนเ้าแพ้ให้กับดราก้อนฟิช”
“อาจารย์อยู่ที่นั่น”
“ข้าผ่านไปต่างหาก...เอาล่ะหมดเวลาแล้วเ้าไปได้” สิ้นคำพูดนั้น พลันรอบกายของตัวผมก็ดูเหมือนจะบิดเบี้ยวไปหมด ผมพยามจะเรียกอาจารย์เมคินไว้เพื่อถามเหตุผล แต่กลายเป็ว่าชายชราที่อยู่ตรงหน้าเพียงแค่ยิ้ม แล้วกล่าวอะไรบางอย่างเท่านั้น
“จนกว่าโชคชะตาจะเวียนมาอีกครั้ง เราจะได้พบกันอีก”
“ทำไม”
“เพราะเพลงดาบปัญจวชิรา ไม่ได้มีแค่นั้นน่ะสิ” จากนั้นทุกอย่างก็ดับแสงลง ผมกลับมายืนคว้างกลางความมืดมิดอีกครั้งพร้อมกับจับดาบนรกานต์ที่อยู่ในมือไว้แน่น เพียงครู่เดียวผมก็รู้สึกเหมือนหล่นวูบลงไปข้างล่าง แล้วทุกอย่างก็เป็แสงสีขาวจ้าแสบตาไปหมด
“พี่เควิน” เสียงของใครบางคนที่ผมคุ้นหูดังอยู่ใกล้ ๆ พอลืมตาขึ้นก็พบว่าเป็เทลเลอร์ ที่กำลังโบกมือผ่านหน้าผมเร็ว ๆ 2-3 ที ข้างหลังเขาเป็ผู้ติดตามของผมทั้ง2 คนที่ดูเหมือนกำลังจ้องผมเช่นกัน
“เทลเลอร์หรอกเหรอ” ผมเอ่ยขึ้นเสียงเบา เมื่อรู้ว่าใครเป็คนเรียก
“ครับ...พี่เควินเป็ไงบ้างผ่านไหม” ผมยังไม่ได้ตอบคำถามของคนที่เพิ่งจะเป็ลูกศิษย์ แต่กำลังปรับสายตาตัวเองอยู่
ให้ตายเถอะ...แสงสว่างจ้าเมื่อกี้ทำให้ผมแสบตาชะมัด
“ผ่าน” ผมกล่าวเบา ๆ
“เยี่ยม...ว่าแล้วเชียวตอนนี้พี่เควินก็เป็ชั้นไดม่อนแล้วสินะครับ ยินดีด้วย” ผมพยักหน้ายิ้มให้กับเทลเลอร์แทนคำขอบคุณในความยินดีของเขาเท่านั้น
“พี่นี่สุดยอดจริง ๆ มอนสเตอร์เป็พันหายเกลี้ยงไปเลย ทำได้ไงเนี่ย...อ้อ!” ตอนท้ายเทลเลอร์ทำเสียงเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “พี่อ่านข่าวในบอร์ดหรือยัง ตอนนี้น่ะเขาพูดถึงเื่พี่เต็มไปหมดเลย”
ผมกระพริบตาปริบๆ แบบงง ๆ ราวกับขอคำอธิบายเพิ่มเติมจากลูกศิษย์ อีกฝ่ายเห็นดังนั้นจึงเรียกหน้าต่างโฮโลแกรมขึ้นมาหน้าหนึ่ง แล้วพลิกให้มันมาอยู่ตรงหน้าผม ในนั้นเป็ข้อความกระทู้จากบอร์ดบอร์ดหนึ่งมันเขียนไว้ว่า...
‘คลิบผู้เล่นหน้าใหม่ ทักษะระดับเทพ ทลายฝูงมอนสเตอร์ของระบบด้วยตัวเองจนราบเป็หน้ากลองมาดูกันว่าพลังของเขาเทียบเท่ากับอันดับที่เท่าไหร่ของปัจจุบัน’
ผมเลื่อนสายตาลงมาจากข้อความ ก็เห็นว่ามีภาพคลิบขณะผมใช้ทักษะดับโลกันตร์ฉายซ้ำไปซ้ำมาอยู่ จากนั้นผมจึงพลิกหน้าต่างนั่นกลับไปให้กับเทลเลอร์
“ทำไมมันเร็วจังข่าวของพี่”
“พี่ไม่รู้อะไร ถ้าเป็เื่แบบนี้ ไม่เร็วไม่ได้หรอก” เทลเลอร์ตอบหน้าตาย แล้วปิดหน้าต่างกระทู้นั่นลงก่อนจะหันกลับมาหาผม
“ว่าแต่พี่เถอะ...ดังใหญ่แล้วนะครับ” ผมก้มหน้าสลด อุตส่าห์ว่าจะไม่ให้มันเอิกเกริกแล้วเชียว กลายเป็ว่าเป็การสร้างกระแสซะงั้น แล้วคราวนี้ผมจะปิดเื่ที่ตัวเองเป็ จอมดาบสยบศาสตราได้ซักกี่วันกี่สัปดาน์กันล่ะเนี่ย...
“พี่ไม่ต้องห่วงหรอก...ยังไม่มีใครรู้ว่าพี่จอมดาบสยบศาสตราแน่ๆ ” เหมือนกับเทลเลอร์จะรู้ว่าผมคิดอะไรจึงให้กำลังใจ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรขึ้นมามากนัก
“เฮ้อ! ช่างมันเถอะเทลเลอร์” ในที่สุดผมก็ปลงตก และมันก็สมควรจะเป็แบบนั้น ถึงปิดไปสักวันก็ต้องมีคนรู้อยู่ดีแต่ขออย่าให้มันยุ่งยากก็แล้วกัน
“แล้วทีนี้...พี่จะไปไหนต่อล่ะ”
“ยังไม่รู้เลย” แล้วผมก็ทิ้งตัวเองนั่งลงกับพื้น ที่ตอนนี้มันกลายเป็พื้นหญ้านุ่ม ๆ ไปซะแล้ว ผมมองดูทัศนียภาพที่เขียวชอุ่มไปทั่วอย่างสบายตาไม่นึกเลยว่าก่อนหน้านี้มันจะมีหลุมรัศมีขนาด 500 เมตรอยู่
ฟุบ!
อะไรบางอย่างทรุดลงนั่งข้าง ๆ ผม พอหันกลับไปก็พบว่าเป็เวียร่าและเ้าไคน์ที่กำลังนั่งปั้นหน้าหลับตาอยู่ ผมเห็นเ้าหมาบ้าหน้าเ็าทำท่าแบบนั้นแล้วอดยิ้มไม่ได้ อย่างกับมันกำลังนั่งเฝ้าหวงกระดูกอยู่อย่างนั้นแหละ
เห็นแล้วนึกขำจริงๆ นะ
“ว่าแต่ผมเพิ่งรู้นะครับ...ว่าพี่มีผู้ติดตามอีกคน” เทลเลอร์พูดแล้วนั่งลงตรงหน้าผมบ้าง
“อ่อ...เวียร่าน่ะเหรอ”
“ครับ...ผมทำความรู้จักกับเธอแล้ว” ผมพยักหน้ารับรู้
“นายท่านค่ะ...ดาบนั่น” จู่ ๆ เวียร่าก็ถามแทรกอย่างสงสัย
ผมก้มดูดาบนรกานต์ในมือตัวเอง ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาบาง ๆ น่าแปลกที่ผมมีความรู้สึกว่าไม่้ามันอีกแล้ว ทั้ง ๆ ที่มันเคยเป็เหมือนคู่หูที่ฟันฝ่าอุปสรรค์กับผมมานาน แต่กลับมีอะไรบางอย่างในใจผมบอกว่าให้ทิ้งมันไปเสีย เพราะวัตถุที่มีความแข็งแกร่ง มันรังแต่จะทำให้ตัวเองหลงระเริง จนไม่อาจไขว่คว้าหาความแข็งแกร่งที่อยู่เหนือกว่านี้ได้ หากจะไปต่อต้องทิ้งสิ่งที่มีเพื่อมองหาสิ่งใหม่ แต่ก็ไม่ลืมที่จะใช้สิ่งที่เคยมีให้เป็บันไดเหยียบข้ามไป
“ผมเริ่มเข้าใจแล้วครับ...อาจารย์” เป็การพึมพำที่ทำให้คนรอบข้าง ไม่ได้เข้าใจความหมายในคำพูดเลย
“เทลเลอร์” ผมเงยหน้ามองดูผู้เป็ลูกศิษย์
“พี่ให้” ผมยื่นดาบนรกานต์ที่ถืออยู่วางบนมือของเทลเลอร์ เขารับมาอย่างงง ๆ ก่อนจะเปิดหน้าต่างของระบบเพื่อดูรายละเอียดของดาบ
ดาบนรกานต์ (ระดับ 7 ดาว)
(แรร์ไอเทม ชิ้นที่ 13)
พลังโจมตี 2,100 ~ 2,600 จุด
พลังโจมตีด้วยทักษะ 3,200 ~ 3,800 จุด
ความทนทาน 100/100
=================================
คุณสมบัติพิเศษ
1. ใช้ทักษะคลื่นลมดาบได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียกใช้
2. สามารถสะสมพลังโจมตีได้สูงสุด 10,000 จุด
3. ดาบชำรุดสามารถคืนสภาพได้เองโดยทันที
“นี่มัน” เทลเลอร์ถึงกับมือสั่นเมื่ออ่านรายละเอียดของดาบจบ ก่อนจะจับดาบนรกานต์ไว้แน่นราวกับว่ากลัวมันจะผุพังก็ไม่ปาน
“แรร์ไอเทม” ปากของเทลเลอร์ยังคงสั่นไม่หยุด “แต่ทำไมเป็ชิ้นที่ 13 ไม่ใช่ในโลกเซียมีแค่ 12 ชิ้นเหรอครับ”
“ก็ถูก...ในเกมเซียออนไลน์น่ะระบบสร้างแรร์ไอเทมขึ้นมาแค่12 ชิ้น ไว้ให้ผู้เล่นตามหา แต่ชิ้นที่ 13 พี่เป็คนสร้างขึ้นมาเอง พอสร้างเสร็จระบบก็เข้ามาตรวจสอบ แล้วปรากฏว่าพลังโจมตีของมันมากเกินไอเทมธรรมดา ระบบจึงอนุญาตให้มันเป็แรร์ไอเทมชิ้นที่ 13”
“ถึงงั้นก็เถอะครับ ขนาดผู้เล่นที่มีอาชีพผู้สร้างอาวุธยังทำไม่ได้ขนาดนี้นะครับ แถมพี่ก็ยังเป็นักดาบอีกต่างหาก”
“ภารกิจลูกศิษย์นายช่างไง”
“หา...ไอ้ภารกิจที่ผู้เล่นส่วนใหญ่บอกว่าไม่มีวันเจอนั่นหรือครับ”
“ไม่ใช่ไม่มีวันเจอซะหน่อยก็แค่...ภารกิจมันจุกจิกน่ารำคาญก็แค่นั้น” เทลเลอร์มองผมราวกับขอคำตอบ
“เธอจะทำไหมล่ะฆ่าัทั้ง 6 ธาตุธาตุละ 10 ตัวเพื่อเอาเกล็ดมัน , ฆ่ากิเลน 100ตัวเพื่อเอาเล็บมัน , ตามหาดอกบัวทิพย์อีก 3 ดอก , ไปเอาเืซาตานที่นรกอีก 6 หยด, ต่อด้วยไปเอาน้ำทิพย์ที่เมืองบาดาลจากมอนสเตอร์ระดับ 13 อีก 1 ขวด , แล้วจบลงด้วยการขุดแร่เหล็กในตำนานจากเหมืองแร่อาถรรพ์อีก 100 ก้อน อันหลังนี้ยากสุดเพราะในเหมืองแร่มีแต่มอนสเตอร์ระดับ 11-12 เพียบ”
กล่าวจบเทลเลอร์ถึงกับอ้าปากค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ว่าภารกิจมันจะโหดขูดเนื้อกันแบบนี้ แต่ที่น่าตลึงยิ่งกว่าก็คงเพราะผู้ที่เป็อาจารย์ของเขาทำมันได้ แถมยังบอกแค่ว่าจุกจิกน่ารำคาญอีกทั้ง ๆ ที่ นี่มันภารกิจสำหรับคนทั้งกิลด์แล้ว
“ที่จริงยังไม่จบนะ หลังจากเอาไปให้นายช่างที่อยู่เมือง อนาริซ่าแล้วก็ต้อง...”
“พอ พอ ครับผมไม่ทำมันหรอกไอ้ภารกิจเสี่ยงลดเลเวลเพื่อแรร์ไอเทมชิ้นเดียวเนี่ยครับ” เทลเลอร์เบรกผมไม่ให้พูดต่อ ก่อนจะมองหน้าผมราวกับตัวประหลาด “สรุปพี่คิดดีแล้วเหรอครับว่าจะเอาดาบนี่ให้ผม”
“ก็ถือซะว่า...เป็ของขวัญจากอาจารย์”
“ถึงงั้นก็เถอะครับ...มันมากไปนะครับ ผมรับไม่ได้หรอก”
“เอาน่า...เอาไปเถอะพี่ไม่้าใช้มันหรอก เธอยังต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้” เทลเลอร์มองผมอย่างไม่เข้าใจความหมาย
“พี่มีดาบัพิโรธอยู่แล้ว ถึงมันจะมีพลังโจมตีต่ำไปหน่อย แถมปากมากอีกต่างหากแต่ก็พอจะถูไถไปได้ละนา อีกอย่าง...” ผมเว้นวรรคพูดแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าช้าๆ
“เคยมีคน ๆ หนึ่งบอกกับพี่ไว้น่ะ...ว่าไร้ดาบแข็งแกร่งที่สุด”
เทลเลอร์ค่อยๆ คลี่ยิ้มบาง ๆ แล้วจับดาบอย่างเบามือ เขาคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่ขอให้ชายตรงหน้านี้เป็อาจารย์ หากเป็คน ๆ นี้ละก็เขาต้องบรรลุเป้าหมายของการเล่นเกมนี้อย่างแน่นอน เทลเลอร์เชื่อเช่นนั้น แม้ว่าความเป็จริงในอนาคตข้างหน้า เขาอาจจะไม่มีวันก้าวผ่านชายที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้ไปได้ก็ตาม
“หมอนั่นนิสัยไม่เคยเปลี่ยนเลยจริง ๆ ชอบทำเื่เอิกเกริกอยู่เรื่อย”
ไมร่าทำสีหน้าเหนื่อยใจนิดๆ หลังจากอ่านข้อความในกระทู้ ที่เกี่ยวกับผู้เล่นหน้าใหม่ทลายกองทัพมอนสเตอร์ได้จนจบ พลางพ่นลมหายใจอย่างปลงตกปิดท้าย
“ปล่อยไปก่อนแล้วกัน” เธอได้แต่พึมพำบอกกับตัวเองแบบนั้น
อันที่จริงไมร่า แทซอน กับเอกอนนั้นจะช่วยกันฆ่ามอนสเตอร์ที่ยกทัพมาไม่ให้เหลือก็ย่อมได้ถ้าใช้พลังขั้นสูงสุด แต่ที่ต้องปล่อยให้พวกมันหนีไปนั้นก็เพราะว่าไม่อยากให้เื่มันดัง
ฉะนั้นข่าวของพวกเธอจึงไม่ค่อยมีใครสนใจนัก และตอนนี้เธอ้าอะไรบางอย่างจากกิลด์ ที่เธอเคยเป็หัวหน้ามากกว่า จึงต้องจัดการเื่มอนสเตอร์บุกกะทันหันให้จบเร็วๆ
“ข้างในจะยังเหมือนเดิมไหมนะ”
ไมร่าเงยหน้ามองดูป้ายชื่อกิลด์นักแสวงบุญ ที่ติดเด่นหราอยู่บนซุ้มโค้งลายดอกไม้สีขาว
กิลด์นักแสวงบุญตั้งอยู่ที่เมืองแอลเฟสต้า ติดกับกำแพงเมืองด้านในสุดซึ่งเป็ที่ที่เธอเลือกเอง ไมร่าค่อยๆ มองลอดผ่านซุ้มโค้งนั่นไปเห็นตึกสามชั้นที่ใช้ศิลปะของคนจีนในการตกแต่ง ซึ่งเธอจำได้ว่าเคยใช้เงินจากการรวบรวมของคนในกิลด์ ซื้อมันมาจากระบบเพื่อเป็ที่ตั้งของกิลด์
“คิดถึงจังเลย” เธอเผลอมองมันอย่างเป็สุขแล้วคลี่ยิ้มออกอย่างไม่รู้ตัว นานแล้วสินะที่เธอไม่ได้กลับมาที่นี้ อาจจะเป็10 กว่าปีได้กระมังั้แ่ที่เธอจากไปโดยไม่อำลา เพราะเธอต้องสอบเข้ามหาลัยแล้วไปเรียนต่อต่างประเทศ
“จะมีคนจำฉันได้ไหมนะ” เธอบอกกับตัวเองเบา ๆ แล้วเริ่มเดินทอดน่องผ่านซุ้มโค้งนั่นไปอย่างไม่เร่งรีบ แต่มันก็ได้แค่ 10กว่าก้าวเท่านั้นเพราะซักพักก็มีผู้เล่นประมาณ 10 คน วิ่งเข้ามาล้อมเธอซึ่งอยู่หน้าลานกว้างตรงหน้าตึกที่ตั้งของกิลด์พอดี
“คุณเป็ใคร...ตามกฎของกิลด์คนนอกเข้าไม่ได้นะครับ” หนึ่งใน 10 คนนั้นเอ่ยออกมา ซึ่งมันทำให้คิ้วของไมร่าขมวดเข้าหากัน
“มีกฎแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่ ไม่ใช่ว่ากิลด์ต้อนรับคนทุกคนหรอกรึ”
“ต้องขออภัย...แต่พวกเราไม่เคยได้ยิน”
“ฉันขอพบหัวหน้ากิลด์นี้หน่อย” ไมร่าเริ่มขึ้นเสียงกร้าว ถ้าเธอจำไม่ผิดเธอไม่เคยกีดกันคนจากกิลด์อื่นหรือผู้เล่นคนอื่นไม่ให้เข้ามา และที่เธอตั้งกิลด์นี้ขึ้นมาก็เพื่อช่วยเหลือผู้เล่นที่เริ่มต้นใหม่ที่อาจโดนรังแกได้ ไม่ใช่รุมกันขับไล่แขกที่มาเยือนแบบนี้ นี่มันหมายความว่ายังไงเธอไม่ได้เล่นเกม 10กว่าปีกิลด์นี้เปลี่ยนกฎกันตามใจชอบแล้วเหรอ
“หัวหน้าเราไม่้าพบใครทั้งนั้น...เชิญคุณออกไปได้ หากมีเื่ต้องแจ้งเดี๋ยวผมจะนำไปบอกเอง”
“ไม่ต้อง...ฉันจะเข้าไป”
“ถ้างั้นเราก็ต้องขอล่วงเกิน”
ยังดีว่าพวกนี้พอมีมารยาทที่บอกคู่ต่อสู้ก่อนจะโจมตี
ไมร่าตัดสินใจแผ่พลังออร่ากระจายไปทั่วบริเวณลานกว้างทั้งยังเสริมด้วยทักษะจิตสังหาร ซึ่งเป็ทักษะประจำอาชีพข่มผู้เล่น 10คนที่กำลังกรูเข้ามาให้ชงักเท้าจนไม่กล้าเข้าใกล้ พร้อม ๆ กับที่จี้รูปไม้กางเขนสีทองที่ห้อยอยู่บนคอของวรรณภาก็เปล่งแสงสว่างจ้า
“ข้าแต่เสียงกระซิบของิญญาแห่งเทพผู้ปกครองสายลม ข้ามิอาจหายใจอยู่ได้ หากปราศจากพลังแห่งสายลมรำพัน จงมอบลมหายใจให้แก่ข้า ทวยเทพแห่งวายุ”
ทักษะมนตราเทพวายุบทที่ 7
เอโดรันเรมัลดิอา (คลื่นลมอัดกระแทก)
สิ้นสุดการร่ายบทสวดของไมร่า บังเกิดลมกรรโชกหนักพัดวนรอบตัวเธอ จนกลายเป็เหมือนบอลลมขนาดเท่าแท้งก์น้ำ และชั่วพริบตานั่นเองมันะเิพัดกระจายกระแทกปะทะผู้เล่น10 คนที่ล้อมตัวเธอจนปลิวไปติดกำแพงกิลด์กันถ้วนหน้า ไมร่าเห็นดังนั้นจึงรีบพลิกมือตัวเอง แล้วรวบรวมพลังออร่าให้ห่อหุ้มตัวอีกครั้งก่อนจะร่ายบทสวดต่อไป
“ข้าแต่เสียงกระซิบของิญญาแห่งเหล่าภูตผู้ปกครองพฤกษา ข้ามิอาจจรรโลงใจตัวเองให้สะอาดได้ หากปราศจากพลังแห่งพฤกษาชาติ จงมอบสถานที่อันเงียบสงัดให้แก่ข้า ภูตแห่งพฤกษา”
ทักษะมนตราเทพพฤกษา บทที่ 4
ไซโตเรคิวลัส (พันธนาการเถาวัลย์)
ปรากฏเถาวัลย์ขนาดเท่าแขนผุดขึ้นจากพื้นดินแล้วรัดตัวผู้เล่นทั้ง10 พริบตาที่บทสวดร่ายจบลง ไมร่ามองอย่างไม่สนใจ ก่อนจะจ้ำอ้าวเพื่อจะเข้าตึกแต่ต้องหยุดทันควัน เมื่อมีใครบางคนเควี้ยงหอกตัดหน้าของเธอ
“เดี๋ยวก่อน”
ไมร่าหันไปทางต้นเสียง ก็พบหญิงคนหนึ่งที่คลุมผ้าด้วยสีครีมสวมหมวกไบเล่สีเทา แล้วะโลงจากกำแพงของกิลด์ ก่อนจะร่อนกายลงตรงหน้าของเธอห่างไปเพียงแค่2-3 เมตรเท่านั้น
“ต้องขออภัย...ที่ผู้เล่นสังกัดกิลด์นี้เสียมารยาท แต่ทางเรามีกฎไม่ให้ผู้เล่นท่านอื่นเข้ากิลด์จริง ๆ ”
“ฉันไม่สน...ฉันแค่้าของบางอย่างจากกิลด์นี้ และ้าพบหัวหน้ากิลด์คนปัจจุบันด้วย”
“เห็นทีจะไม่ได้” อีกฝ่ายที่มาใหม่ทำเสียงต่ำจงใจขู่
“งั้นก็ถอยไป” ไมร่ากล่าวสั้น ๆ แล้วหรี่ตาอย่างหาเื่
“ถ้าอย่างนั้น...ก็ข้ามศพฉันไปก่อนเถอะ”