เสียงร้องไห้ดังประสานกันภายในเรือนใหญ่ทำให้จ้าวลู่ชิงชะงักเท้า นางยังยืนยันคำเดิมว่าตนเองไม่ชอบเสียงร้องไห้ฟังแล้วมันหดหู่ใจ จึงหมุนเท้าเตรียมพร้อมเดินขึ้นไปบนสวนผลไม้
“น้องหญิงเจ้าจะไปไหน” โหลวเจินจูออกมาทันเห็นหลังของจ้าวลู่ชิงพอดี
“ข้าจะขึ้นไปบนสวนผลไม้เจ้าค่ะ”
“ข้าขอไปด้วยสิ”
“พี่หญิงจะพักอยู่ที่เรือนใดหรือเจ้าคะ”
“ท่านยายให้พักที่เรือนใหญ่”
“พี่หญิงไปพักที่เรือนของข้าก็ได้นะเจ้าคะ”
“ดียิ่ง กลับมาข้าค่อยไปบอกท่านยายว่าจะไปพักที่เรือนเจ้าก็แล้วกัน”
ระหว่างทางเดินขึ้นเขาไปบนสวนผลไม้ตลอดทางจ้าวลู่ชิงทักทายกับชาวบ้านไม่ขาดสาย
“เสี่ยวชิง เจ้ามากับผู้ใด”
“พี่สาวข้าเองเจ้าค่ะท่านป้า นางเป็นบุตรตรีของท่านอาหญิงข้า”
“อ้อ พวกเจ้าช่างหน้าตางดงามเสียจริง”
“ขอบคุณที่เอ่ยชมเจ้าค่ะ” โหลวเจินจูยิ้มเขินอายเมื่อถูกเอ่ยชม
“มารยาทงามนัก ไม่เหมือนคนตามป่าตามเขาอย่างพวกเรา” เสียงกระซิบกระซาบกันของชาวบ้านดังมาเข้าหูพวกนางทั้งสองพอดี
“น้องหญิงช่างเป็นมิตรกับชาวบ้าน”
“พวกเราล้วนพึ่งพาอาศัยกัน ชาวบ้านที่นี่ค่อนข้างเป็นมิตร”
“นี่คือสวนผลไม้หรือ” โหลวเจินจูอ้าปากค้างเมื่อก้าวผ่านประตูเข้ามาภายในสวน
“ใช่เจ้าค่ะ”
จ้าวลู่เสียนกำลังวุ่นอยู่กับการสำรวจผลผิงกั่วจึงไม่รับรู้การมาถึงของน้องสาว
“พี่รอง!” ตะโกนเสียงดังแกล้งพี่ชายเล่น
“หืม กลับมาแล้วหรือ น้องหญิงเจินจูก็กลับมาด้วยหรือ” เขาพอจะรู้ว่าเกิดเรื่องกับครอบครัวท่านอาหญิงแต่งานบนสวนรัดตัวจึงต้องมาขลุกอยู่ที่นี่
“ข้ากลับมาด้วยเจ้าค่ะ” ส่งยิ้มทักทาย นางไม่คิดเลยว่าจะเห็นภาพที่ญาติผู้พี่ทำงานตากแดดอยู่ในสวนผลไม้ ผิวที่เคยขาวเนียนบัดนี้ดูหมองคล้ำทว่าใบหน้าก็ยังคงหล่อเหลาดังเดิม
“พวกเจ้าเข้าไปอยู่ในร่มเถิด วันนี้แดดร้อน”
“ผิงกั่วเก็บเกี่ยวได้แล้ว” จ้าวลู่ชิงเด็ดผิงกั่วผลใหญ่จากต้น เช็ดมันกับเสื้อจากนั้นก็กัดชิม
“อร่อยมาก เก็บขายได้”
มองดูน้องสาวเคี้ยวกรวม ๆ อย่างเอร็ดอร่อย “ข้าก็คิดว่าจะเก็บเกี่ยวอยู่เหมือนกัน” ยามนี้สวนเหลือเพียงผิงกั่วกับผูเถาที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว
“พรุ่งนี้จ้างชาวบ้านมาเก็บก็แล้วกัน” แหล่งขายของพวกนางคือภัตตาคารหย่งเล่อที่อยู่สาขาใกล้เคียง
“พี่หญิงลองกัดดูสิ” เด็ดผิงกั่วผลใหญ่ส่งให้โหลวเจินจู
“อืม อร่อยมาก” โหลวเจินจูไม่เคยกินผิงกั่วผลใหญ่เท่านี้มาก่อน นางจึงกัดกินไม่หยุดปาก
จ้าวลู่ชิงพาโหลวเจินจูเที่ยวชมสวนผลไม้รวมไปถึงโรงเลี้ยงสัตว์ ทั้งสองเที่ยวชมกันอย่างเพลิดเพลิน จากนั้นก็วิ่งหยอกล้อกันลงเขา
“พวกเจ้าไปที่ใดกันมา” เฝิงเหล่าฮูหยินถามหลานสาวทั้งสอง
“พวกเราไปบนสวนผลไม้กันมาเจ้าค่ะ” โหลวเจินจูเป็นคนตอบคำถาม
“ท่านพ่ออยู่ที่ใดเจ้าคะ”
“พ่อของเจ้าไปดูคนงานสร้างสำนักศึกษา”
“ใช่สิ ยามที่นั่งรถม้าผ่านมาข้าเห็นสำนักศึกษาเหมือนจะสร้างเสร็จแล้ว”
“ชาวบ้านรีบเร่งมือให้แล้วเสร็จ อาทิตย์หน้าก็จะเข้าสู่ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว”
“นาข้าวของชาวบ้านออกรวงสวยมากเลยเจ้าค่ะ” นางเดินผ่านทุ่งนาผืนสีทองของชาวบ้านที่พร้อมเก็บเกี่ยว แม้ที่อื่นจะแห้งแล้งแต่ผืนนาของคนในหมู่บ้านซานเป่ยกลับอุดมสมบูรณ์
“พวกท่านไปไหนกันมา” น้ำเสียงไม่พอใจของเด็กชายตัวน้อยทำให้พี่สาวทั้งสองต่างส่งยิ้มให้กัน
“พวกเราขึ้นไปเที่ยวเล่นบนสวนผลไม้มา”
“ทำไมไม่พาข้าไปด้วย” โหลวมู่หรงกอดอก โกรธพี่สาวทั้งสองที่ทิ้งตนไว้ ไม่ยอมพาไปเที่ยวเล่นด้วย
“พรุ่งนี้หรงหรงของเราก็จะได้ขึ้นไปแล้ว” จ้าวลู่ชิงอุ้มเด็กชายตัวน้อย
“พี่หญิงลู่ชิงดีกับข้าที่สุด” มือน้อยลูบใบหน้าเรียวงาม ส่งยิ้มเบิกบานเมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้จะได้ขึ้นไปเล่นบนเขา
“ท่านย่าเห็นท่านแม่หรือไม่เจ้าคะ” จ้าวลู่ชิงถามหามารดา
“ย่ายังไม่เห็นแม่เจ้าเลย ตั้งแต่ท่านอาหญิงของเจ้ากลับมาไม่รู้ว่านางหายไปที่ใด”
คิ้วของหญิงชราขมวด ไม่พอใจลูกสะใภ้เล็กน้อย บุตรสาวคนเล็กของนางกลับมาอยู่บ้านแต่ลูกสะใภ้หายหน้าหายตา ทำแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร มิใช่ว่าไม่พอใจที่บุตรสาวและหลานของนางกลับมาอยู่ที่บ้านหรอกหรือ
อย่าบอกนะว่าท่านแม่นางยังนอนเฝ้าในห้องเก็บทรัพย์สิน!
ท่านแม่นะท่านแม่!
เช้าตรู่วันต่อมา ทางขึ้นไปยังสวนผลไม้เต็มไปด้วยชาวบ้านที่กำลังเดินขึ้นไปรับจ้างเก็บผิงกั่ว
เจ้าของสวนจ้างชาวบ้านเก็บผิงกั่วอยู่ที่สองจินต่อหนึ่งเหวิน แรงงานที่ว่างต่างพากันขึ้นไปรับจ้างหาเงิน ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กเล็กที่ต้องการเก็บเงินเพื่อเข้าสำนักศึกษาที่กำลังจะสร้างเสร็จ
จ้าวเหม่ยอิงที่เพิ่งหายป่วยก็ขึ้นไปบนเขาพร้อมกับคนอื่น ๆ นางรู้สึกว่าร่างกายตัวเองกลับมาแข็งแรงดังเดิม บอกผู้ใดก็ไม่มีใครเชื่อหาว่านางฝืนทำตัวเข้มแข็ง แต่มีคนหนึ่งที่เชื่อนางก็คือหลานสาวอย่างจ้าวลู่ชิง นางจึงระบายให้หลานสาวฟังจนเมื่อยปาก
ใช้เวลาเพียงวันเดียวผิงกั่วบนสวนก็ถูกเก็บจนเกือบหมดเหลือเพียงผลที่ยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว
จ้าวลู่เสียนกระจายผลไม้ไปขายตามภัตตาคารหย่งเล่อสาขาต่าง ๆ ภายในวันนั้นทั้งหมด โดยมีม้าเร็วที่รับจ้างขนส่งมารอรับตามที่นัดหมาย
วันต่อมาผูเถาบนเขาก็ถูกเก็บเกี่ยว จ้าวลู่ชิงยอมให้พี่ชายขายผูเถาเพียงครึ่งเดียวอีกครึ่งนางนำมาหมักสุรา
ชาวบ้านจำนวนหนึ่งถูกจ้างวานให้มาช่วยจ้าวลู่ชิงหมักสุราจากผูเถา โรงงานจึงเริ่มงานผลิตอีกครั้ง
ใช้เวลาเพียงวันเดียวห้องใต้ดินขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นก็เต็มไปด้วยไหสุราวางเรียงรายกันอยู่
ยามนี้ผลไม้บนสวนเหลือเพียงผลที่ยังไม่แก่เต็มที่เล็กน้อยเท่านั้น
“เจ้ากำลังคิดจะทำอันใดอีก” จ้าวฮูหยินเห็นบุตรสาวนั่งเหม่อสีหน้าเหมือนครุ่นคิดอะไรสักอย่างจึงเอ่ยถามขึ้น
“เปล่าเจ้าค่ะ”
“เหนื่อยมาหลายวันแล้ว เจ้าควรพักผ่อนบ้าง” บุตรสาวนางชอบคิดค้นอะไรใหม่ ๆ อยู่เรื่อย นางทำนั่นทำนี่ไม่ยอมหยุดพักทั้งที่อายุเพียงสิบสี่
“ข้าไม่เหนื่อยเลยเจ้าค่ะ สนุกด้วยซ้ำ” หยิบลูกพลับแห้งเข้าปากแล้วเคี้ยว
แง๊! แง๊!
เสียงร้องไห้พร้อมกับเสียงร้องตกใจทำให้จ้าวลู่ชิงสะดุ้งรีบวิ่งไปบริเวณลานหน้าเรือนของนาง
เด็กชายตัวน้อยบริเวณแขนเต็มไปด้วยเลือด
“เกิดอันใดขึ้น”
“ลูกสิงโตข่วนแขนหรงหรง” โหลวเจินจูตกใจหน้าซีด เมื่อสักครู่นางยกมือขึ้นตีลูกสิงโตอย่างแรงจนรู้สึกผิด
จ้าวลู่ชิงรีบอุ้มโหลวมู่หรงไปยังห้องเพื่อทำแผล เด็กชายตัวน้อยร้องไห้ไม่หยุด ปลอบอย่างไรก็ไม่ฟังจนนางต้องเอาลูกพลับแห้งหลอกล่อถึงได้หยุดร้อง
ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด ๆ เช็ดเลือดออกจากแขน แผลไม่ลึกทว่าเป็นทางยาวปรากฏอยู่บนแขนเล็ก
“หรงหรงเก่งอยู่แล้ว ถ้าไม่งอแงพี่สาวจะให้ลูกพลับเป็นรางวัล”
ดวงตากลมโตจ้องมองอย่างน่าสงสาร ขนตามีรอยชุ่มฉ่ำของน้ำตาเกลือกกลิ้งทำให้ผู้พบเห็นใจอ่อนยวบ
“หรงหรงช่างน่ารักเสียจริง มาเป็นบุตรของป้าดีหรือไม่” จ้าวฮูหยินหยอกล้อกับเด็กน้อย
จ้าวลู่ชิงจึงรีบทำแผล ใช้เวลาไม่นานแขนเล็กก็มีผ้าพัน ไม่รู้ว่าพอกลับไปเรือนใหญ่ท่านย่าจะตำหนิพวกนางหรือไม่
“ลูกสิงโตตัวไหนทำร้ายหรงหรง”
“ตัวนั้น” นิ้วป้อมชี้ไปยังลูกสิงโตที่กำลังเล่นกับก้อนกลม ๆ อยู่บนพื้น
จ้าวลู่ชิงถอนหายใจ ต้าอวี้กับต้าจินกำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต พวกมันเป็นสัตว์ป่า จะเลี้ยงไว้ที่บ้านก็เป็นอันตรายกับผู้อื่น ถ้าปล่อยมันเข้าป่าในตอนนี้ก็กลัวว่าพวกมันจะถูกสัตว์อื่นทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต นางควรทำอย่างไรกับสัตว์ทั้งสองดี
โหลวมู่หรงขยับขึ้นมานั่งตักจ้าวฮูหยิน ใบหน้าเล็กช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก มือลูบศีรษะแผ่วเบามองปากจิ้มลิ้มกัดลูกพลับ
จ้าวลู่ชิงเห็นมารดาพูดคุยกับเด็กตัวเล็กเสียงอ่อนเสียงหวาน พลันนึกถึงพี่ชายทั้งสองที่ยังไม่มีแม้กระทั่งคู่หมาย อย่าว่าแต่คู่หมายเลยสตรีที่ชื่นชอบยังไม่มี
ซูเซียงกับซูเจินอุ้มลูกสิงโตไว้ข้างกายไม่ห่าง พวกนางลูบศีรษะปลอบใจพวกมัน คุณชายน้อยมู่หรงไปแหย่พวกมันก่อนจึงโดนข่วน
“ต้าอวี้ ต้าจิน” รับลูกสิงโตทั้งสองจากสาวใช้ เสียงครางหงิง ๆ ดังขึ้น แววตาออดอ้อนที่ส่งมาไม่เหมือนสัตว์ป่าดุร้ายเลยสักนิด
นางหลงใหลกับความน่ารักของพวกมัน ทุกวันก่อนนอนต้องเล่นกับพวกมันจนเหนื่อย ดูเหมือนว่ามันจะเชื่อฟังนางเป็นอย่างมาก
“ต้าอวี้กับต้าจิน ชอบทำหน้าตาน่าสงสารเวลาอยู่กับคุณหนู”
ซูเจินเอ่ยฟ้อง หมั่นไส้สัตว์หน้าขนขี้ประจบ ประจบเก่งกว่ามนุษย์เสียอีก
“พวกเจ้าเป็นสัตว์ขี้ประจบจริงหรือ?”
เสียงครางหงิง ๆ ราวกับสุนัข นี่คือลูกของสัตว์ที่ได้รับฉายาว่าเจ้าป่าเลยนะ เหตุใดมาทำตัวอ่อนปวกเปียกเช่นนี้ หากแม่ของทั้งสองเห็นว่านางเลี้ยงลูกของมันให้กลายเป็นสัตว์ขี้ขลาดจะไม่กล่าวโทษนางหรอกหรือ
โหลวมู่หรงเหมือนจะไม่จดจำกับบาดแผลที่ลูกสิงโตฝากไว้ ลุกขึ้นมาจดจ้องพวกมัน พยายามยื่นมือจับขาหน้า
“ยามที่อยู่ลำพัง หรงหรงห้ามจับต้าอวี้กับต้าจินแบบนี้นะ”
จ้าวลู่ชิงบอกเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พอเห็นโหลวมู่หรงพยักหน้ารับก็ย่อกายลงให้สัมผัสกับขาหน้าของพวกมัน
“อย่าทำร้ายข้าอีกนะ” โหลวมู่หรงก้มลงกระซิบแผ่วเบา
ทุกคนในห้องต่างระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินถ้อยคำที่เด็กชายตัวน้อยกระซิบข้างหูลูกสิงโต