ตอนที่ 59 แบ่งเครื่องประดับ
“เสี่ยวฮั่ว เธอเป็นคนหามันเจอ ฉะนั้นเธอก็สมควรที่จะเลือกก่อน”ฉือหมิ่นบอกให้ฟู่เยี่ยนเลือกเครื่องประดับก่อน
“อย่ากังวลไปเลยค่ะ หนูจะจัดการเรื่องนี้เอง หนูขอออกไปเรียกพี่สาม ลี่ลี่ และเฟินเฟินก่อนนะคะ”ฟู่เยี่ยนได้แบ่งเครื่องประดับต่าง ๆ ออกเป็นหลายประเภทก่อนที่เธอจะออกไปและเรียกฟู่เหมี่ยวเข้ามา
เมื่อฟู่เหมี่ยวและคนอื่น ๆ เข้ามาแล้วทันทีที่พวกเธอเห็นเครื่องประดับวางอยู่ตรงหน้าดวงตาของพวกเธอก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที
“ลี่ลี่ เฟินเฟิน ทั้งสองคนเลือกก่อนสิ พวกหนูสามารถเลือกได้ตามใจชอบเลยนะแต่จะหยิบได้คนละ 2 ชิ้นเท่านั้นส่วนเสี่ยวฉุ่ยและเสี่ยวฮั่ว ค่อยเลือกหลังจากที่น้อง ๆ เลือกเสร็จก็แล้วกัน”หลังจากที่หวังซู่เหมยพูดจบลี่ลี่และเฟินเฟินก็ได้เดินเข้าไปเลือกเครื่องประดับทันที
ท้ายที่สุดแล้วลี่ลี่และเฟินเฟินต่างก็เลือกหยิบเอาเครื่องประดับตามที่พวกเธอชอบ เด็ก ๆมักจะชอบสิ่งของที่ดูแวววาวอยู่แล้วทั้งสองจึงเลือกที่จะหยิบสร้อยข้อมือไข่มุกไปคนละชิ้นและไม่สนใจของอย่างอื่นอีกเลยดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้เลือกกำไลหยกสีเขียวแอปเปิลให้กับน้องสาวทั้งสองของเธอคนละชิ้นแทน
ส่วนฟู่เหมี่ยวก็ได้หยิบสร้อยคอทองคำที่มีจี้หยกและกำไลหยกสปริงที่ลงยาตกแต่งด้วยสีสันต่าง ๆ
เมื่อมาถึงคิวของฟู่เยี่ยนเธอก็ได้บอกให้หวังซู่เหมยและคนอื่นเลือกก่อนได้เลยเพราะเครื่องประดับทุกชิ้นล้วนเป็นเครื่องประดับของดีและมีมูลค่าสูงอยู่แล้ว
ฟู่ต้าอันเองก็ได้ขอให้ฟู่เยี่ยนเลือกเครื่องประดับ2ชิ้นให้กับหลี่โม่ลี่ด้วย โดยเขาตั้งใจที่จะมอบให้เธอหลังจากแต่งงานดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้เลือกกำไลข้อมือหยกแกะสลักและสร้อยคอทองคำที่มีจี้เป็นหยกเหอเทียนให้กับเธอ ซึ่งมันดูเข้ากันได้เป็นอย่างดี
ฉือหมิ่นสะดุดตากับกำไลหยกสีแดงอยู่นานแล้วเธอตั้งใจว่าจะเก็บมันไว้สวมให้ลูกสาวในอนาคตของเธอจากนั้นเธอก็ได้เลือกเครื่องประดับให้ตัวเองโดยเลือกแต่ละชิ้นที่มีสไตล์แตกต่างกัน
ส่วนฟู่ต้านีนั้นไม่รู้ว่าควรจะเลือกอย่างไรดีดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงต้องเป็นคนจัดการเรื่องนี้ให้กับอาหญิงของเธอแทนฟู่ต้านีเป็นคนที่มีผิวพรรณดี ทั้งยังเป็นคนที่มีผิวขาวอีกด้วยจึงเหมาะกับสร้อยคอทองคำที่ประดับด้วยทับทิมแดงแต่ด้วยมูลค่าของทับทิมนั้นไม่ค่อยแพงเท่าไหร่ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงเลือกสร้อยข้อมือที่ทำจากมรกตสีเขียวให้กับอาหญิงของเธออีกเส้น
เมื่อถึงคิวของหวังซู่เหมยหลังจากที่เฝ้ามองทุกคนเลือกเครื่องประดับที่ต้องการกันครบแล้วเธอจึงได้หยิบสร้อยข้อมือหยกเหอเทียน และกำไลหยกอีกหนึ่งชิ้น
ส่วนเครื่องประดับที่เหลือก็ได้กลายเป็นของฟู่เยี่ยนไปโดยปริยายซึ่งดูจะเป็นเรื่องบังเอิญอยู่เล็กน้อยเพราะเธอได้รับสร้อยคอทองคำแบบเดียวกับของฟู่เหมี่ยว แต่มีจี้เป็นรูปน้ำเต้าส่วนของฟู่เหมี่ยวเป็นรูปค้างคาว
ทั้งยังมีกำไลหยกอีกคู่หนึ่งซึ่งทำมาจากหยกเหอเทียนที่ถูกแกะสลักอย่างสวยงามส่วนอีกชิ้นหนึ่งเป็นสร้อยข้อมือที่มีหลากสีสันที่ให้ความรู้สึกสดใสสมวัยและชิ้นสุดท้ายที่ฟู่เยี่ยนชอบมาก ๆ ก็คือกำไลคู่หนึ่งที่ถูกฝังด้วยหินตาแมวซึ่งหินแต่ละก้อนนั้นมีขนาดใหญ่เท่ากับนิ้วหัวแม่มือเลยทีเดียว
ในตอนนี้ เหล่าผู้หญิงในตระกูลทุกคนต่างก็รู้สึกพึงพอใจกับสิ่งที่ตัวเองได้รับเป็นอย่างมาก
ส่วนเรื่องทองคำแท่งนั้นก็ได้มีการตกลงแล้วเช่นกันโดยทองคำแท่งในส่วนของเด็ก ๆ ที่ยังไม่เกิดมาจะถูกเก็บเอาไว้ที่ฟู่เยี่ยนก่อนและหลังจากที่ทายาทของครอบครัวคลอดแล้วก็ให้มารับทองคำแท่งไปส่วนเหรียญห้าจักรพรรดิทั้ง 3 เหรียญนั้นก็ได้ตกเป็นของฟู่เยี่ยนด้วยเช่นกัน
เพราะเธอเป็นคนเดียวในครอบครัวที่ต้องใช้สิ่งนี้นั่นเอง
“หากทุกคนออกจากประตูบานนี้ไป ช่วยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับด้วยห้ามบอกเรื่องนี้กับใครอย่างเด็ดขาด แม้ว่าจะกลับไปที่บ้านของพ่อแม่สะใภ้ก็ตามส่วนต้าอัน นายเองก็อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับภรรยาของนายด้วยล่ะแค่บอกว่าแม่ของเราได้ทิ้งมันเอาไว้ให้ก็พอ” หลังจากที่ฟู่ต้าหย่งพูดจบทุกคนต่างก็พยักหน้าเพื่อบ่งบอกว่าตนเข้าใจ
เงินนั้นเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจของผู้คนมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลแล้วและในยุคนี้ทองคำแท่งนั้นก็สามารถแลกเปลี่ยนเป็นที่ดินหนึ่งผืนได้อย่างสบาย ๆเลยด้วยซ้ำ ซึ่งหากเรื่องราวของทรัพย์สมบัติมหาศาลเช่นนี้รั่วไหลออกไปทุกคนอาจจะตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตเลยก็เป็นได้
“เสี่ยวฮั่ว ฉันขอฝากทองคำแท่งของฉันเอาไว้กับเธอก่อนก็แล้วกันเอาไว้หากฉันต้องการจะใช้มันเมื่อไหร่ ฉันจะมาหาเธอเอง”ฟู่ต้าอันเชื่อใจหลานสาวของเขาจึงได้นำทองคำแท่งในส่วนของเขาฝากเอาไว้ที่ฟู่เยี่ยนแทน
“อาสามคะ ทำไมอาสามไม่ให้อาสะใภ้สามเป็นคนเก็บมันเองล่ะคะ ? ” ฟู่เยี่ยนรู้สึกงุนงงกับการกระทำของเขาเล็กน้อยทำไมเขาถึงเอามันมาฝากในดินแดนต่างมิติของเธอกัน
“เธอยังเด็ก ไม่เข้าใจเรื่องนี้หรอก หากอามีเงินมากมายขนาดนั้นทุกคนก็จะต้องมาขอยืมเงินจากอาน่ะสิ และหากอาไม่ให้แบบนั้นทุกคนก็จะพาลโกรธอาไม่ใช่เหรอ ? ” ฟู่ต้าอันพูดพร้อมกับมองไปที่เธอ
“พี่ใหญ่ พี่รอง ในเมื่อตอนนี้ฉันมีทองคำแท่งแล้วถ้าอย่างนั้นฉันจะเอาทองคำแท่งไปแลกเงินที่ตลาดมืดสักแท่งก็แล้วกันจะได้ใช้เงินก้อนนั้นมาซื้อบ้านพี่ทั้งสองคนจะได้ไม่ต้องจ่ายเงินส่วนนั้นให้กับฉัน ! ”ฟู่ต้าอันตัดสินใจเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งก็รู้สึกโมโหขึ้นมาทันทีก่อนจะเตะไปที่ก้นของน้องชายตัวเอง “นายจะทำแบบนั้นได้อย่างไร ? อยากถูกเป็นเป้าสายตาหรือไง ! ”
“เอ๋ ? ” ฟู่ต้าอันรู้สึกสับสนขึ้นมาทันทีนี่เขาไม่สามารถเอาทองคำแท่งไปแลกเป็นเงินได้อย่างนั้นหรือแล้วแบบนี้มันจะมีประโยชน์อะไรกันล่ะ ?
“เอาอย่างนี้ดีไหมคะ หนูคิดว่าในวันพรุ่งนี้จางเหว่ยน่าจะมารับยันต์แคล้วคลาดจากหนูพอดีเลยค่ะเอาไว้หนูจะถามเรื่องนี้กับเขาตอนที่เขามาถึงก็แล้วกันหากให้เขาเป็นคนจัดการเรื่องนี้ให้ คงจะไม่มีปัญหาอะไร”ฟู่เยี่ยนลูบไปที่คางของตัวเอง พลางครุ่นคิดถึงคนที่พอจะไว้ใจได้ในเรื่องนี้
“เราไว้ใจเขาได้ใช่ไหม ? ” ฟู่ต้าจวงเองก็อยากจะเอาทองทำแท่งไปแลกเป็นเงินด้วยเช่นกัน
“จางเหว่ยเป็นลูกชายของนายกเทศมนตรีจาง ดังนั้นทองคำแค่นี้ เขาคงจะเคยเห็นมันมานักต่อนักแล้วล่ะค่ะพ่อมีความคิดเห็นอะไรเพิ่มเติมบ้างไหมคะ ? ”
“พ่อตาของนายกเทศมนตรีจางเป็นคนตระกูลใหญ่ก่อนหน้านี้ฉันกับเสี่ยวฮั่วได้ไปส่งเหล้าหมักที่บ้านของพวกเขาซึ่งในบ้านมีทองคำแท่งอยู่มากมายเลยล่ะ”ฟู่ต้าหย่งเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาได้เจอมาให้กับทุกคนฟัง
“เอาล่ะเสี่ยวฮั่วฉันเองก็อยากจะเอาทองคำแท่งไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินสักแท่งด้วยเหมือนกัน”ฟู่ต้าจวงมีเงินออมอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นแม้ว่าเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงของเขาจะค่อนข้างสูงแต่มันก็เพียงพอแค่สำหรับใช้จ่ายในครอบครัวตลอดหลายปีที่ผ่านมาเท่านั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว
“ได้เลยค่ะ เอาไว้วันพรุ่งนี้หากทุกคนได้พบกับเขาก็ลองพูดคุยกับเขาดูก่อนดีกว่าคะ จะได้รู้ว่าเขาน่าเชื่อถือหรือเปล่าด้วย”ฟู่เยี่ยนพูดอย่างเป็นกลางและไม่ได้ชี้นำใด ๆ เลย
“ต้าจ้วง แล้วนายจะทำยังไงกับเก้าอี้เหล่านี้กันล่ะ ? นายจะเอามันกลับไปด้วยหรือเปล่า”ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับมองไปยังเก้าอี้ทั้งสองตัวที่วางอยู่ตรงหน้าของเขา
“ฉันคนต้องฝากมันเอาไว้ที่นี่ก่อน ฉันยังคงต้องกลับไปที่กองทัพดังนั้นของที่มีขนาดใหญ่แบบนี้คงจะยังเอากลับไปด้วยไม่ได้”ด้วยลักษณะงานของฟู่ต้าจวงนั้นจะต้องได้ออกไปปฏิบัติหน้าที่อยู่บ่อยครั้งดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยได้อยู่บ้านเท่าไหร่
“เอาล่ะ หากฉันมีเวลาว่าง จะซ่อมและทาสีมันให้ก็แล้วกัน”ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับพยักหน้ารับเบา ๆ
ส่วนฟู่เซินที่เฝ้าประตูอยู่ด้านนอกก็รู้แล้วว่าเขาได้รับทองคำแท่ง2แท่งที่ย่าทิ้งเอาไว้ให้ ดังนั้นเขาจึงดูกระตือรือร้นเป็นอย่างมากและอยากจะเก็บมันเอาไว้เอง แต่ทว่าเขาก็ต้องถูกหวังซู่เหมยดุเข้าเสียก่อน !ยิ่งไปกว่านั้นฟู่เหมี่ยวเองก็ได้ฝากสมบัติที่เธอได้ทั้งหมดเอาไว้กับแม่ของเธอด้วยเช่นกันดังนั้นหวังซู่เหมยจึงได้บอกกับทั้งสองไปว่าเธอจะมอบมันให้กับพวกเขาหลังจากที่พวกเขาแต่งงานมีครอบครัว
ในตอนนี้ฟู่เซินรู้สึกไม่พอใจน้องสาวฝาแฝดของเขาเป็นอย่างมาก ทั้งยังแอบก่นด่าเธอในใจอีกด้วย
ท้ายที่สุดหวังซู่เหมยก็ได้นำสมบัติทั้งหมดไปฝากเอาไว้ในดินแดนต่างมิติของฟู่เยี่ยนอยู่ดีเพราะไม่มีที่ไหนจะปลอดภัยเท่ากับที่แห่งนั้นอีกแล้ว
ส่วนฟู่ต้าอันก็ได้ขอให้ฟู่เยี่ยนและพี่ใหญ่ของเขาจัดการเรื่องการแลกเปลี่ยนทองคำแท่งให้ก่อนจะกล่าวคำลาและปั่นจักรยานจากไปทันที เพราะพรุ่งนี้เขาต้องกลับไปทำงานแล้วอีกอย่างเขาเองก็ต้องไปดูที่ทางเพื่อจะสร้างบ้านอีกด้วยแต่ตอนนี้เขามีเงินอยู่ในมือแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รู้สึกกังวลอีกต่อไป
เนื่องจากที่ดินแปลงเล็ก ๆที่เขาได้ดูไปก่อนหน้านี้ยังไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่เขาจึงลองไปดูที่ดินผืนใหญ่กว่านั้นอีกหน่อยซึ่งก่อนหน้านี้เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงมันเลยด้วยซ้ำ
ส่วนเครื่องประดับของลี่ลี่และเฟินเฟินก็ได้ถูกฟู่ต้านีเก็บเอาไว้ด้วยเช่นกันซึ่งเธอเองก็ตั้งใจที่จะมอบให้ลูก ๆ ตอนที่ทั้งสองคนโตกว่านี้และฟู่ต้านีเองก็ยังคงยืนกรานว่าเธอจะไม่รับค่าตอบแทนจากพี่ใหญ่ของเธอในตอนนี้เธอได้มีเงินเพียงพอที่จะใช้จ่ายแล้ว ส่วนทองคำแท่งในส่วนของเธอนั้นเธอตั้งใจจะเก็บมันเอาไว้เป็นหลักประกันให้กับลูกสาวทั้งสองคนของเธออีกด้วย
ในช่วงเย็น ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนหวังซู่เหมยจึงได้มาคุยกับฟู่ต้าหย่งโดยเธอลูบไปที่ท้องของตัวเองที่ตอนนี้เริ่มขยายขึ้นมาเล็กน้อยแล้วพร้อมกับพูดออกไปว่า
“ที่รัก ตั้งแต่เสี่ยวฮั่วได้เรียนรู้วิธีทำนายดวงชะตา ฉันคิดว่าครอบครัวของเราโชคดีมาโดยตลอดเลยนะอีกอย่างเจ้าตัวน้อยคนนี้โชคดีมาก ๆ ที่มีพี่สาวแบบนี้”
“ใช่แล้วล่ะ บางครั้งเสี่ยวฮั่วก็ทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีกว่าผมเสียอีกให้ตายเถอะ ต่อจากนี้ไปเราไม่มีอะไรให้ต้องกังวลอีกแล้วชีวิตของพวกเราหลังจากนี้จะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน ! ตอนนี้เหล้าหมักของเราขายดีมากเราจะต้องร่ำรวยเหมือนแม่ในอดีตและจะส่งต่อมันให้กับลูกหลานสืบไปเรามาช่วยกันสร้างเนื้อสร้างตัวเพื่อคนรุ่นหลังกันเถอะ”ฟู่ต้าหย่งพูดด้วยความมุ่งมั่น
“จริงสิ ? หากพ่อของคุณรู้ว่าสิ่งที่เขาตามหามานานหลายปีนี้ถูกซ่อนเอาไว้ใต้จมูกของเขาเขาคงจะโกรธจนแทบกระอักเลือดแน่ ! ” หวังซู่เหมยคิดถึงพ่อสามีที่ไร้ยางอายของเธอโชคดีที่ตอนนี้ปัญหาทุกอย่างได้ถูกคลี่คลายไปแล้วมิเช่นนั้นหากเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุก ๆ สามวันอาจจะเกิดการนองเลือดขึ้นในครอบครัวของเธอก็เป็นได้
ซึ่งสิ่งที่หวังซู่เหมยพูดนั้นไม่ได้ผิดเลยในตอนนี้ฟู่เหล่าชวนก็ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับเขายังคงสงสัยว่าเสิ่นซู่ฉีนั้นแอบซ่อนทรัพย์สินต่าง ๆ เอาไว้ที่อื่นหรือเปล่า
หลังจากที่พยายามคิดถึงเรื่องนี้มาตลอดทั้งวันทั้งคืนฟู่เหล่าชวนก็ยังคิดอะไรไม่ออกเลย และเขาก็ทำได้เพียงกลับไปทำงานเท่านั้น