จะมีใครรู้บ้างไหมว่าเธอขมขื่นแค่ไหนที่ต้องบากหน้ามาขอเป็นางบำเรอของผู้ชาย แล้วเขาก็ทำท่าไม่แยแสใส่อย่างนี้ หน้ามันชายิ่งกว่าถูกตบหลายทีซ้อนๆเสียอีก
เ็ปมากๆที่ต้องเอาศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิงมาประเคนให้เขาใช้เท้าขยี้เล่นอย่างนี้
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“เขาว่ายังไงบ้างจ๊ะ หนูหลิน”
นางจันทร์เพ็ญสตรีวัยสี่สิบเศษผู้เป็แม่เลี้ยงเอ่ยถามขึ้นทันทีเมื่อเห็นหญิงสาวเดินเข้าบ้านมา
“เขายังไม่พูดอะไรเลยค่ะ น้าเพ็ญ”
มาลาลินตอบพลางก็เดินเข้าไปนั่งลงที่เก้าอี้ภายในห้องรับแขกด้วยความรู้สึกเหมือนอ่อนแรงจริงๆทั้งๆที่ก็ไม่ได้ออกไปทำอะไรที่หนักหนามาเลย แต่คงเป็เพราะความเหนื่อยใจมากกว่ามันจึงทำให้หญิงสาวที่มีวัยแค่ยี่สิบสี่ปีต้องทำท่าเหมือนเป็คนแก่อย่างนี้
“โธ่เอ๋ย ทำไมเขาถึงยังไม่ยอมพูดอะไรอีกล่ะ วันเวลาหรือก็ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว แล้วนี่ถ้า ถ้า...”
เสียงของนางจันทร์เพ็ญขาดหายไปเมื่อถูกทับด้วยอาการถอนสะอื้น น้ำตาของหญิงวัยกลางคนไหลพรากออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ มันยิ่งทำให้มาลาลินรู้สึกถึงความหนักอึ้งของภาระที่แบกอยู่มากขึ้นไปอีกหลายเท่า
มาลาลินเป็บุตรสาวคนเดียวของนายเมธากับนางนุจรีซึ่งมีฐานะนับว่าพอมีอันจะกิน นายเมธาเป็เ้าของบริษัทขนาดกลางแห่งหนึ่งซึ่งผลิตสินค้าด้านเฟอนิเจอร์และของตกแต่งบ้านแต่มารดาของเธอก็ได้เสียชีวิตไปั้แ่ที่เธอมีอายุได้ไม่ถึงสิบปีหลังจากนั้นไม่นานพ่อของเธอก็แต่งงานใหม่กับนางจันทร์เพ็ญก่อนจะมีลูกด้วยกันเป็ชายหนึ่งคนกับหญิงหนึ่งคนและเมื่อมาลาลินเรียนจบชั้นมัธยมปลายที่เมืองไทยแล้วก็ได้ขออนุญาตบิดาไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ซึ่งเธอก็ได้รับการอนุญาตและสนับสนุนเป็อย่างดี
และหลังจากที่เรียนจบระดับปริญญาตรีแล้วหญิงสาวก็ทำงานอยู่ที่นั้นต่ออีกสองปี ก่อนจะถูกบิดาเรียกตัวกลับให้มาช่วยบริหารงานในบริษัทที่เริ่มมีปัญหาแต่เมื่อหญิงสาวเดินทางกลับมาถึงเมืองไทยก็พบว่ากิจการของพ่อไม่ใช่แค่เริ่มจะมีปัญหาเท่านั้น แต่ปัญหานั้นมันได้ลุกลามไปใหญ่โตจนเกินกว่าจะแก้ไขแล้ว
พ่อของเธอบริหารงานผิดพลาดจนเกิดการขาดทุนมาหลายปีซ้อนๆจนทำให้ต้องเอาบ้านไปจำนองกับธนาคารและกู้เงินจากธนาคารเพิ่มเพื่อเอาเงินมาหนุนบริษัทไว้ไม่ให้ล้ม แต่ก็ยังไม่พอพ่อจึงต้องไปหาขอร้องเ้าของกิจการใหญ่ๆที่มีศักยภาพน่าเชื่อถือให้เข้ามาร่วมถือหุ้นเพื่อไม่ให้บริษัทของพ่อต้องล้มละลายลง
ซึ่งพ่อก็ได้เข้าไปหาขอร้องอยู่หลายคน และผู้ที่ตกลงรับปากช่วยพ่อก็คือนายปริวัฒน์ จิรันณัฐกุลเ้าของฉายาพยัคฆ์หนุ่มไฟแรงคลื่นลูกใหม่แห่งวงการธุรกิจเมืองไทยนั้นเอง
เขาเป็ทายาทของครอบครัวนักธุรกิจชื่อดังก้องประเทศและเมื่อบิดาของเขาเสียชีวิตไป เขาก็ต้องเข้ามารับสืบทอดกิจการมูลค่าหลายพันล้านนี้ต่อั้แ่ตอนที่เขามีอายุเพียงยี่สิบสี่ปีเศษๆพึ่งจบปริญญาโทมาหมาดๆเท่านั้น แต่ถึงแม้เขาจะมีประสบการณ์น้อยแต่ความสามารถของเขาก็ไม่ได้น้อยตามคนที่ประมาทเขาถึงกับล้มไม่เป็ท่ามานักต่อนักแล้ว ซึ่งพ่อของมาลาลินก็เป็หนึ่งในนั้น
ปริวัฒน์ต้องเข้ามาใช้เงินอุดช่องโหว่ในบริษัทของนายเมธาเป็จำนวนมหาศาลจึงช่วยพยุงบริษัทของพ่อเอาไว้ได้และมันก็ทำให้เขาได้มีหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทของนายเมธามากถึงหกสิบเปอเซ็น มากกว่าผู้เป็เ้าของที่ทำการก่อตั้งบริษัทนั้นขึ้นมาเสียอีกแต่เขาก็ยังไว้วางใจให้นายเมธาเป็ผู้ดูแลและบริหารกิจการแต่เพียงผู้เดียวต่อไปโดยที่เขาแทบจะไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวอะไรกับบริษัทเลย และปัญหามันก็เกิดขึ้นอีกเมื่อนายเมธาประเมินค่าความสามารถของนักธุรกิจรุ่นลูกผู้นั้นต่ำเกินไป เห็นว่าเขาพึ่งก้าวเข้ามาในวงการธุรกิจนี้ได้ไม่นานเท่าไหร่นัก ทำให้นายเมธาเริ่ม....
มันเป็เื่ลำบากใจมากที่คนเป็ลูกจะต้องทำใจยอมรับกับสิ่งที่พึ่งจะรับรู้นั้นให้ได้ แต่มันก็คือความจริงที่มาลาลินต้องจำ