เถียนซีใช้เวลาในวันแรกของการล่าสัตว์หมดไปกับการติดตามองค์ชายสามอยู่ห่างๆ ตามอยู่ทั้งวันก็เห็นแต่อีกฝ่ายล่าสัตว์อย่างจริงจัง ยิงได้ทั้งนกทั้งหมูป่า ถึงจะมีผู้ช่วยเยอะไปหน่อยแต่เทียบกับอายุ 13-14 ก็นับว่าไม่เลว เถียนซีกับโม่โฉวตามองค์ชายสามทั้งวันจนหิวท้องกิ่วเพราะไม่ได้เตรียมอะไรมากินด้วย สุดท้ายกลับคว้าน้ำเหลว องค์ชายสามกลับกระโจมในตอนที่ตะวันเกือบตกดินพร้อมกับสัตว์ที่ล่ามาได้ ส่วนเขากับโม่โฉวกลับมามือเปล่า
ตอนที่เถียนซีกำลังขี่ม้ากลับกระโจมยังเจออวิ๋นเซียงที่ล่าแมวป่าตัวใหญ่ได้ยิ้มให้เขา เถียนซียิ่งรู้สึกเจ็บใจที่หนึ่งวันของเขาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์เช่นนี้ หรือว่า...บางทีเขาอาจจะคิดมากไปเอง
เถียนซีโยนความคิดนั้นทิ้ง เย็นนั้นหลังกินข้าวเย็นหมดเขาก็กลับไปอาบน้ำแล้วเข้านอนไปด้วยความอ่อนเพลีย ไม่รู้เลยว่าหลังจากนั้นจื่อรั่วจะยื่นน้ำมันแก้ปวดเมื่อยเข้ามาให้ที่กระโจม ส่วนคนที่ทำหน้าที่นวดให้จนเขาสบายตัวขึ้นก็คือโม่โฉว
เช้าวันรุ่งขึ้นเถียนซีรู้สึกตัวเบายิ่งนัก ทั้งที่วิ่งขึ้นลงม้าอยู่หลายครั้งเพื่อแอบตามองค์ชายสาม คราวนี้เขาไม่ลืมให้ท่านแม่ห่อของกินพกไปกินระหว่างจับตาดูองค์ชายสามด้วย
“เถียนเถียน! หากวันนี้เ้าเข้าป่าพบพ่อเ้ารีบบอกให้เขากลับมากระโจมบ้าง...แม่เป็ห่วง..” ท่านแม่เหมยรีบเข้ามาบอกก่อนเขาจะออก
“เมื่อคืนท่านพ่อไม่ได้กลับมากระโจมหรือ?” เถียนซีย่นคิ้ว
“ใช่...แม่เป็ห่วงมากไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” เถียนซีหันไปจับมือท่านแม่เหมย ปลอบอยู่สองสามประโยคก่อนจะพาท่านแม่กลับเข้าไปในกระโจม
จากนั้นยังกำชับนางกำนัลให้คอยดูแลท่านแม่ให้ดี และอนุญาตให้แต่ละคนพกมีสั้นไว้กับตัวไว้ใช้ยามฉุกเฉิน จากนั้นยังเดินไปหาจื่อรั่วที่กระโจมหมอยา
“พี่สาว! วันสองวันนี่พี่ช่วยไปอยู่เป็เพื่อนท่านแม่ที่กระโจมใหญ่ทีได้หรือไม่?”
“ได้สิ ว่าแต่...มีเื่อะไรหรือเปล่า? เมื่อคืนข้าเห็นเวรยามข้างนอกเดินยามรอบกระโจมเราอยู่ทั้งคืนจนข้าแทบไม่ได้นอน” เถียนซีได้ยินจื่อรั่ว กล่าวเช่นนั้นสีหน้าก็เข้มขึ้น
หรือท่านพ่อจัดเวรยาวเข้มงวดขึ้นจริงๆ เมื่อคืนเขาเหนื่อยมากจนหลับไม่รู้เื่ จึงไม่ทราบจำนวนเวรยามที่ท่านพ่อวางไว้มาก่อน
“ข้ากลัวว่าจะเกิดการลอบปลงพระชนม์” เถียนซีพูดประโยคนั้นด้วยเสียงที่เบาลง
“พี่สาวพอจะมีอาวุธลับหรือผงยาอะไรไว้ป้องกันตัวเองหรือไม่?”
“พอมี...เ้าวางใจเถอะ ข้าจะปกป้องหวังเฟยเอง”
“ข้าจะไปเชิญองค์หญิงใหญ่กับองค์ชายเก้ามาพักด้วยชั่วคราว หากมีองครักษ์ของพวกเขามาอยู่ด้วยคนของเราจะได้มีคนช่วยเยอะขึ้น” จื่อรั่วพยักหน้า
เถียนซีจึงรีบไปกระโจมขององค์หญิงใหญ่กับองค์ชายเก้า และเชิญให้พวกเขาไปพักที่กระโจมของจิ้นอ๋อง องค์หญิงกำลังกังวลที่ฝ่าามิได้กลับมาเมื่อคืน พอได้ยินเถียนซีว่าท่านพ่อของเขาก็ไม่ได้กลับมาเช่นกันก็ยิ่งกังวลมากขึ้น ฉะนั้นตอนที่เขามาเชิญองค์หญิงใหญ่ให้ไปพักอยู่ด้วยกันที่กระโจม นางจึงมิได้ปฏิเสธ อย่างน้อยทางนั้นยังมีท่านแม่อีกคน
เมื่อจบเื่เถียนซีก็ะโขึ้นหลังม้าไปพร้อมกับโม่โฉวและองครักษ์ติดตามอีกสี่คน ส่วนคนที่เหลือถูกสั่งให้คุ้มกันคนในกระโจมอ๋องอย่างเข้มงวด ห้ามคนเข้าออกจนกว่าเขาจะกลับมายกเลิกคำสั่งด้วยตัวเอง ใครฝ่าฝืนให้ลากตัวออกไปได้ทันที
เนื่องจากเขาออกมาจากกระโจมช้าเพราะมัวแต่จัดการเื่ต่างๆอยู่ ทำให้คลาดสายตาไปจากองค์ชายสาม เถียนซีหันไปขอความเห็นโม่โฉวว่าควรจะออกตามหาทางไหนดี จากนั้นโม่โฉวก็ขี่ม้าขึ้นนำทาง
แต่แทนที่พวกเขาจะพบองค์ชายสาม กลับพบคนที่ไม่อยากพบมากที่สุด....องค์ชายห้า อู่อวิ๋นเซียง
“น้องเถียนซี” อีกฝ่ายเรียกเขาเสียงใส
“วันนี้เ้าออกมาสายนะ” เถียนซียิ้มแล้วกล่าวเสียงเรียบ
“ใครจะขยันเท่าองค์ชายห้ากันล่ะ”
“นกที่ตื่นเช้าย่อมจับหนอนได้ก่อนใคร” อวิ๋นเซียงชักม้าเดินเข้ามาใกล้เขา แต่โม่โฉวกระทุ้งสีข้างม้าให้เดินขึ้นหน้า กั้นพวกเขาไว้ให้รักษาระยะห่างจากกัน
เถียนซีปรายตามองไปที่อวิ๋นเซียงและผู้ติดตามที่หอบซากสัตว์ป่าที่ตายแล้วผูกติดหลังม้าได้หลายชนิด ทั้งสุนัขจิ้งจอกแดง เม่นั์ ไก่ฟ้าหลังเทา พังพอนเหลือง สัตว์แต่ละตัวล้วนหายากทั้งสิ้น
“ไม่รู้เพราะองค์ชายห้าเริ่มต้นไวกว่าคนอื่น...หรือเพราะสร้างเวรสร้างกรรมเก่งกว่าคนอื่นกันแน่” ทันทีที่พูดจบประโยค เหล่าผู้ติดตามขององค์ชายห้าก็ชักดาบออกมา โม่โฉวและองครักษ์ของเขาเองก็ชักดาบออกมาทำท่าป้องกันเหตุไม่คาดฝันเช่นกัน
“น้องเถียนซีเปลี่ยนไปนะ” อวิ๋นเซียงยกมือห้ามคนของตนแล้วกล่าว
“เวลาเปลี่ยน...สถานการณ์เปลี่ยน...คนย่อมเปลี่ยน”
อวิ๋นเซียงพินิจมองเขาก่อนจะเปลี่ยนเื่เมื่อไม่เห็นว่าเขายังล่าอะไรไม่ได้สักอย่าง
“พี่กำลังแกะรอยเสือดาว น้องเถียนซีอยากไปล่าด้วยกันหรือไม่?” เถียนซีกำลังจะอ้าปากพูดว่าไม่สะดวก แต่อยู่ๆ อวิ๋นเซียงก็ชี้มือไปที่โม่โฉวที่ชักม้ามายืนขวางพวกเขาเมื่อครู่
“ให้คนของน้องเถียนซีมาช่วยเป็เหยื่อล่อเสือดาวเป็ไร”
“องค์ชายห้า...ท่านจะล่าเสือดาวหรืออะไรก็ทำไปเถอะ แต่เหตุใดจึงมาใช้คนของข้าเป็เหยื่อล่อ หรือปกติชี้นิ้วสั่งคนอื่นจนเคยชินก็เลยคิดว่าจะสั่งใครก็ได้...องค์ชายห้าช่างได้รับการอบรมสั่งสอนมาดีจริงๆ”
“ท่านชายพูดอะไรกรุณาระวังด้วยพ่ะย่ะค่ะ! องค์ชายห้าถือเป็เชื้อพระวงศ์ลำดับสองถือว่ายศสูงกว่าท่านชายบุตรจิ้นอ๋องหนึ่งขั้น” ยังไม่ทันที่อวิ๋นเซียงจะเปิดปาก องครักษ์ข้างกายก็รีบสอดปากทันที
เถียนซีเคยคิดว่าตนละซึ่งความรักความแค้นของชาติที่แล้วมา ชาตินี้จะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับอวิ๋นเซียงอีก ดั่งน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง ต่างคนต่างเดิน เื่ที่เคยผ่านมาถือว่าเขาเป็ฝ่ายโง่เองที่เลือกคนผิด แต่ดูเหมือนว่าอวิ๋น เซียงจะชอบเข้ามาพัวพันเขาอยู่เรื่อย ทั้งยังมาหาเื่คนของเขาตลอด
“โม่โฉวเป็เหยื่อได้” โม่โฉวชักม้าลงมาเทียบข้างเขาแล้วเอื้อมมือมาแตะหลังมือเขาที่กำบังเหียนม้าแน่น
“เ้าไม่ต้องทำอย่างนั้นก็ได้โม่โฉว” เถียนซีร้องห้ามขณะที่โม่โฉว ะโลงจากหลังม้า อวิ๋นเซียงหันไปพยักพเยิดที่คนของตัวเองแล้วโยนเนื้อสดเปื้อนเืชิ้นใหญ่ใส่อกโม่โฉว โม่โฉวรับเนื้อแล้ววิ่งหายไปในป่าทันที
“เ้าอย่าได้รังแกกันให้มากนัก!” เถียนซีคำรามแล้วกระตุกม้าเข้าไปกระแทกม้าขององค์ชายห้าจนอีกฝ่ายเกือบหงายไปด้านหลัง
“ท่านชาย! หากท่านยังกระทำจาบจ้วงต่อองค์ชายห้าอีกครั้งกระหม่อมคงต้องลงมือ” องครักษ์ของอวิ๋นเซียงร้องพร้อมทำท่าจะชักดาบ
“ปกป้องท่านชาย!” องครักษ์ของเขาชักม้าขึ้นล้อมกลุ่มขององค์ชายห้าไว้แล้วชักดาบออกมาเช่นกัน เถียนซีรู้ว่าตนไม่สามารถลงมือกับองค์ชายห้าตรงๆได้ จึงได้แต่เก็บงำความโกรธเอาไว้
“ได้! ข้าจะจดจำเื่ในวันนี้ไว้” เถียนซีชักม้าไปใต้ร่มไม้แล้วะโลงจากหลังม้า เขาหาเศษกิ่งไม้มาขีดเส้นกั้นอาณาเขตแล้วสั่งองครักษ์เสียงดัง
“ใครกล้าล้ำเส้นเข้ามาเ้าจัดการได้ทันทีไม่ต้องเกรงใจ” เถียนซีปรายตาไปมองอวิ๋นเซียงอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะไปนั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้รอโม่โฉว
“พี่ได้ยินว่าคนของน้องเถียนซี ชื่ออะไรนะ...โม่โฉวคนนั้นเป็คนปัญญาทึบ” อวิ๋นเซียงลงจากหลังม้าเดินตรงเข้ามายังใต้ร่มไม้ แต่ถูกองครักษ์ของเขาชักดาบออกมาขวางจนอวิ๋นเซียงผงะถอยหลัง ส่วนเถียนซีได้แต่เมินเฉยราวกับไม่ได้ยินอีกฝ่ายพูด
“เหตุใดน้องเถียนซีต้องทำกับพี่เช่นนี้ด้วย? หรือว่าเ้ายังไม่หายโกรธพี่?” เถียนซีมองอีกฝ่ายแล้วพูดช้าๆ
“องค์ชายห้าช่างสำคัญตัวเหลือเกิน..เื่ของท่านข้าไม่สนใจเลยสักนิด” เถียนซีเบือนหน้าหนี รู้สึกว่าเขาจะติดอยู่ตรงนี้นานเกินไปแล้ว หาองค์ชายสามก็ไม่เจอ โม่โฉวยังถูกแยกออกไปอีก
“แต่เมื่อก่อน...”
“ข้าไม่รู้ว่าท่าน้าอะไรจากข้า แต่ท่านไม่มีวันสมหวังหรอก!” เถียนซีตะคอกเสียงดัง พลางรู้สึกว่าอวิ๋นเซียงกำลังถ่วงเวลาเขาไม่ให้ไปเจอองค์ชายสาม เสือดาวอะไรนั่นมีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้
“ข้าไม่รอแล้ว! เ้าสองคนรีบออกไปตามหาโม่โฉว” เถียนซีกำลังสั่งให้องครักษ์ออกไปตามหาโม่โฉว อยู่ๆ โม่โฉวก็โผล่พรวดออกมาจากป่าอีกด้าน โม่โฉววิ่งเร็วจี๋ไปทางม้าของอวิ๋นเซียงแล้วยัดบางอย่างใส่ใต้อานม้า
“รีบไปเร็ว!” โม่โฉวะโมาคำหนึ่งพร้อมกับดึงมือเถียนซีขึ้นม้าตัวเดียวกัน ก่อนจะควบม้าออกไปทันที องครักษ์ของเถียนซีตอบสนองไว ก็รีบขึ้นม้าวิ่งตาม
“เกิดอะไรขึ้นหรอ?” เถียนซีกอดเอวโม่โฉวแน่นแล้วร้องถาม เขายังใไม่หายที่อยู่ๆ โม่โฉวก็ดึงเขาขึ้นม้าได้ทันที แรงอีกฝ่ายไม่ใช่น้อยๆ เลย ทั้งที่โม่โฉวดูตัวเล็กกว่าเขา แต่เพราะฝึกยุทธิ์อย่างสม่ำเสมอหรือเปล่าถึงได้มีกำลังภายในเยอะกว่าที่ตาเห็น
“โม่โฉวล่อเสือดาวให้แล้วไง” โม่โฉวฉีกยิ้มกระจ่าง ทั้งที่ตามตัวยังมีเศษหญ้าและมีรอยขีดข่วน เสื้อผ้าก็ขาดวิ่น หรือว่า...
เถียนซีหันไปมองกลุ่มขององค์ชายห้าที่ได้หลัง ได้ยินเสียงคำรามของแมวั์และเสียงร้ององครักษ์ของอวิ๋นเซียง
“โม่น้อยของข้าเก่งกาจจริงๆ” เถียนซียิ้มแล้วกอดเอวโม่โฉวแน่นขึ้น
พวกเขาควบม้าออกมาจากกลุ่มอวิ๋นเซียงได้ครึ่งลี้ก็ได้ยินเสียงดาบปะทะกันและเสียงร้องะโขอให้ช่วย โม่โฉวไม่รอช้าก็ชักม้าไปทางต้นเสียง ไม่ช้าก็เห็นกลุ่มขององค์ชายสาม องครักษ์ของฝ่ายนั้นตายไปสามคน อีกคนที่เหลือสภาพย่ำแย่กำลังปกป้ององค์ชายสามจากกลุ่มคนชุดดำ ส่วนองค์ชายสามตอนนี้ถูกฟันตรง่ขาล้มนอนตะกายอยู่บนพื้น
“ปกป้ององค์ชายสาม!” เถียนซีร้องะโสั่งคนของตัวเอง
พวกคนร้ายที่เหลืออยู่สามคนหันมาทางพวกเขาแล้วตรงเข้าเล่นงานทันที โม่โฉวที่บังคับม้าอยู่ใช้มืออีกข้างปัดป้องปลายดาบที่พุ่งเข้าใส่พวกเขาอย่างชำนาญ เถียนซีไม่กล้าเป็ตัวถ่วง รีบเอาลูกดอกอาบยาพิษที่จื่อรั่วให้ ขึ้นมาใช้เล่นงานผู้ที่พยายามเข้ามาใกล้จากทางด้านหลัง จัดการไปได้หนึ่งคน พวกที่เหลือถูกองครักษ์ล้อมจับไว้ได้ก็เคี้ยวยาพิษที่ซ่อนไว้ทันที
“องค์ชายสาม!” เถียนซีกับโม่โฉวรีบลงจากหลังม้าเข้าไปช่วยองค์ชายสามกับองครักษ์ที่เหลือ
“เกิดอะไรขึ้น! คนพวกนั้นเป็ใคร?” เถียนซีถาม
“ข้าไม่รู้ อยู่ๆ พวกมันก็โผล่มา” ขณะที่เถียนซีสอบถามองค์ชายสาม โม่โฉวก็ใส่ผงยาห้ามเืให้องค์ชายสามแล้วพยุงอีกฝ่ายขึ้นม้า
“เถียนเถียน!” เถียนซีวิ่งออกไปหาเมื่อตาแก่พาคนกลุ่มหนึ่งขี่ม้ามาถึงที่เกิดเหตุพอดี
“ท่านพ่อ!” ตาแก่ลงจากหลังม้ามาได้ก็ดึงเขาเข้าไปกอด
“พ่อใหมดคิดว่าเ้าเกิดเื่ ที่กระโจมพักมีคนบุกเข้าไปทำร้ายเหล่าพระชายากับองค์หญิงองค์ชาย แต่ตอนนี้ฝ่าาก็จัดการเก็บกวาดคนพวกนั้นเรียบร้อยแล้วทว่ากลับหาพวกเ้าไม่พบ”
“โม่โฉวปกป้องอาเถียน...จิ้นอ๋องวางใจได้” ตาแก่ปรายตามองไปที่โม่โฉวแล้วเบ้ปาก
“สภาพเ้ายังขนาดนี้ข้าจะกล้าฝากชีวิตลูกชายไว้อีกเร๊อะ!” ท่านพ่อแม้จะตวาดใส่โม่โฉวเสียงดัง แต่กลับวางมือบนหัวอีกฝ่ายคล้ายกับว่ายอมรับในฝีมือ
“โม่โฉวถูกองค์ชายห้าใช้ให้ไปเป็เหยื่อล่อเสือดาว เขากลับมาได้ท่านยังจะว่าเขาอีกหรือ?”
“ห๊า?”
“เื่มันยาว ไว้คืนนี้ข้าจะเล่าให้ท่านฟัง” เถียนซีตัดบท
“เสด็จอา! เืข้าจะไหลจะหมดตัวอยู่แล้ว! ช่วยพาข้ากลับไปทำแผลก่อนเถอะ”
“อ๊ะ! องค์ชายสาม?” ท่านพ่อมองหน้าเขากับองค์ชายสามสลับกันไปมา ก่อนที่เขาจะย้ำว่าเื่มันยาวจริงๆ จากนั้นพวกเขาจึงได้พากันกลับกระโจมที่พัก
พอกลับไปถึงที่พัก เถียนซีจึงได้รู้ความจริงว่า ท่านพ่อของเขากับฝ่าาทราบเื่ลอบฆ่ามาพักหนึ่งแล้ว จึงวางแผนล้อมจับอยู่ใกล้ๆ กระโจม
แต่พวกคนร้ายหากไม่หลบหนีไปได้ก็ชิงฆ่าตัวตายหมด ที่จับมาได้เพียงคนเดียวก็คือคนที่เถียนซีเป่าลูกดอกอาบยาพิษใส่ แต่ตอนนี้อาการก็ย่ำแย่เต็มทน ไม่รู้ว่าจะทนการทรมานของฝ่าาไปได้หรือไม่
งานนี้โชคยังดีที่ท่านพ่อของเขาไหวตัวทัน วางเวรยามไว้แ่า ทั้งยังมีคนขององค์หญิงใหญ่กับองค์ชายเก้าเสริมอีกจึงไม่มีใครบุกเข้าไปในกระโจมได้ คนในกระโจมทุกคนจึงยังปลอดภัย
ส่วนกระโจมอื่นๆ ของเหล่าพระชายามีเพียงถูกทำให้ตกพระทัยเท่านั้น คนที่เืตกยางออกมีเพียงคนเดียวคืออู่ซูเฟย ซึ่งเถียนซีคาดไว้อยู่แล้ว ว่าคนร้ายต้องแสร้งทำเป็ถูกทำร้ายด้วยจึงพ้นข้อครหา
เทศกาลล่าปาจึงจบลงด้วยความหวาดกลัวของทุกฝ่าย ฝ่าาทรงขัดพระทัยมากที่ไม่สามารถสาวไปถึงตัวผู้บงการใหญ่ได้ เนื่องจากคนที่จับมาได้ยังไม่ทันสารภาพก็ถูกพิษจนตายเสียก่อน แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้พระองค์ทราบว่า ข้างกายพระองค์นั้นล้วนไม่มีใครที่สามารถเชื่อใจได้อีก
ส่วนท่านพ่อเองก็ยิ่งไม่อยากอยู่ที่นี่นานไปกว่านี้จึงกราบทูลลาเพื่อกลับแคว้นจิ้น วันเดินทางกลับแคว้นจิ้นไม่มีใครเอ่ยปากขอเที่ยวเล่นในเมืองหลวงอีก ท่านพ่อเห็นเด็กๆ ซึมลงไปถนัดตาจึงอนุญาตให้แวะพักเที่ยวเล่นที่ตลาดนอกเมืองหลวงได้
เถียนซีมองจื่อรั่ว หลี่ไป๋และโม่โฉวกำลังเดินเที่ยวอย่างสนุกสนานแล้วรู้สึกกลัว ตอนนี้พวกเขายังเด็กเหตุการณ์ต่างๆ ล้วนหนักหนากว่าเมื่อชาติที่แล้วของเขามาก
หรือชาติที่แล้วก็เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นโดยที่เขาไม่เคยรับรู้มาก่อน? ชาติที่แล้วเขามองสถานการณ์ไม่ออกจริงๆ
“อาเถียน...” โม่โฉวเรียกเขาแล้วยื่นถังหูลู่เสียบไม้มาตรงหน้า เถียนซีอ้าปากงับผลซานจาชุบน้ำตาลออกมาจากไม้ ความหวานอมเปรี้ยวแผ่ซ่านในปากทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
“หวาน!” โม่โฉวกัดผลซานจาบ้างก็ร้องอย่างอารมณ์ดี
“หวานเหมือนอาเถียน...หว๊านหวาน...” เถียนซีเบ้ปาก
“เ้าเคยชิมข้ารึถึงรู้ว่าหวาน!” เถียนซีย่นจมูกแล้วแย่งถังหูลู่ที่เหลือไปกินอย่างสบายใจ ไม่ทันเห็นแววตาที่เปลี่ยนเป็เข้มขึ้นของโม่โฉว
.................................................
โม่โฉวมองแผ่นหลังเล็กๆ ของอาเถียนเดินกินถังหูลู่ด้วยความสบายใจก็คลี่ยิ้มน้อยๆ โม่โฉวหวังเพียงจะได้เห็นรอยยิ้มของอาเถียนแบบนี้เรื่อยไป ส่วนเื่อื่นๆ อาเถียนไม่จำเป็ต้องกังวลสักนิด ทั้งเื่องค์ชายห้า หรือองค์ชายสามล้วนมีเขาจัดการให้
องค์ชายสามผู้นั้นดูไม่เอาไหน ขนาดอายุ12-13 แล้วยังปล่อยให้ตัวเองถูกลอบทำร้ายจนต้องให้อาเถียนมาช่วย ช่างเป็องค์ชายที่ไร้ความสามารถสิ้นดี โม่โฉวนึกดูถูกอีกฝ่ายในใจ
องค์ชายสามนั้นแทบไม่อยู่ในสายตาโม่โฉวแม้แต่น้อย แต่หากเป็องค์ชายห้าก็อีกเื่ โม่โฉวมองไม่ออกว่าระหว่างอาเถียนกับองค์ชายห้านั้นเคยมีความสัมพันธ์อะไรกันมาก่อน แต่ที่แน่ๆ คืออาเถียนไม่ชอบองค์ชายห้า แต่องค์ชายห้ามักชอบเข้ามาวนเวียนใกล้ๆ อาเถียนเสมอ
ซึ่งโม่โฉวเองไม่ชอบเลย โม่โฉวรู้สึกว่าองค์ชายห้าพยายามจะแย่งอาเถียนไปจากเขา ั้แ่ตอนที่พบอีกฝ่ายที่ตำหนักอ๋องแล้ว สายตาที่องค์ชายห้ามองอาเถียนมันทำให้โม่โฉวรู้สึกกระสับกระส่าย ไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
ยิ่งตอนสิ้นปี อาเถียนกับครอบครัวต้องไปร่วมงานเลี้ยงในวังหลวง โม่โฉวอยากตามอาเถียนไปด้วยใจจะขาด แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป จื่อรั่วบอกว่า งานเลี้ยงในวังหลวงไม่ใช่ว่าคนธรรมดานึกจะเข้าก็เข้าไปได้ ต้องเป็ขุนนางตำแหน่งสูงเท่านั้นจึงเข้าไปได้ โม่โฉวจึงทำได้แต่ออกไปนั่งรอที่หน้าตำหนัก รอจนดอกไม้ไฟใหญ่ถูกจุดขึ้นอาเถียนก็ยังไม่กลับมา
โม่โฉวพาลนึกไปถึงองค์ชายห้า องค์ชายห้าเป็องค์ชายจะต้องอยู่ในงานเลี้ยงด้วยแน่ๆ แค่คิดขึ้นมาโม่โฉวก็รู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่อาเถียนสัญญาแล้วว่าจะกลับมาก่อนปีใหม่ แต่สุดท้ายอาเถียนก็ไม่กลับมา
โม่โฉวนั่งรออยู่ที่หน้าประตูตำหนักทั้งคืนจนขาแทบจะแข็งเป็หินเพราะความหนาว สุดท้ายอาเถียนก็ถูกท่านอ๋องอุ้มกลับมาโดยที่หลับไปแล้ว
ท่านอ๋องไล่ให้โม่โฉวรีบไปแช่น้ำร้อนก่อนที่แขนขาจะถูกหิมะกัดจนแขนขาขาด โม่โฉวกลัวไม่มีมือไว้กอดอาเถียน ไม่มีขาไว้เดินไปหาอาเถียน จึงเชื่อฟังท่านอ๋อง รีบไปแช่น้ำร้อนจนร่างกายอุ่นขึ้นแล้ววิ่งออกมาหาอาเถียนที่ห้องนอน
แต่เมื่อมาถึงอาเถียนก็นอนหลับไปแล้ว โม่โฉวปีนขึ้นไปบนเตียงแล้วนอนคว่ำลงมองอาเถียนใกล้ๆ อาเถียนนั้นช่างน่ารัก ตัวขาว ขนตายาวเป็แพแก้มแดงเป็ลูกผิงกั่ว ริมฝีปากชุ่มชื้น แม้ในห้องจะมืดและไม่ได้จุดตะเกียงโม่โฉวก็ยังนอนมองความงดงามของอาเถียนได้ไม่เบื่อ
โม่โฉวเอนกายลงนอนข้างๆ อาเถียนพยายามขยับตัวให้เบาและเงียบที่สุด เพื่อที่จะไม่ทำให้อาเถียนตื่น พอเห็นว่าลมหายใจของอาเถียนยังราบเรียบก็ได้แต่เมียงมองอาเถียน ยิ่งมองยิ่งนึกอยากจะััอาเถียน โม่โฉวค่อยๆ เอื้อมมือออกไปใช้นิ้วชี้จิ้มแก้มอาเถียน ไม่นึกว่านิ้วตัวเองจะจมหายเข้าไปในเนื้อแก้มที่ทั้งนุ่มทั้งหยุ่นเหมืนป้องก้อนขาวๆ
โม่โฉวเอานิ้วจิ้มแก้มอาเถียนแล้วอกหัวเราะชอบใจไม่ได้ อาเถียนแก้มนุ่มมากจริงๆ หลังจากใช้นิ้วจิ้มอยู่หลายครั้ง โม่โฉวก็เปลี่ยนมาลองใช้มือลูบๆ แก้มของอาเถียนดูบ้าง แก้มอาเถียนทั้งเนียนทั้งละเอียด แถมพออยู่ใกล้ๆ แบบนี้เหมือนว่าจะยิ่งได้กลิ่นหอมออกมาจากอาเถียนด้วย โม่โฉวนิ่วหน้าแล้วทำจมูกฟุดฟิด กลิ่นหอมนั้นให้ความรู้สึกสดชื่น เหมือนเดิมอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้ป่าหลายชนิด แต่โม่โฉวยังนึกไม่ออกว่ากลิ่นของอาเถียนเหมือนดอกอะไร
ขณะที่กำลังปล่อยความคิดลอยไป อยู่ๆ อาเถียนก็ขยับตัว โม่โฉวใจนต้องรีบล้มตัวลงนอน จากนั้นต้องรีบพลิกตัวหันหลังให้อาเถียน
คืนนั้นโม่โฉวนอนคิดทั้งคืนว่า ขนาดเขายังอยากอยู่ใกล้ๆ อาเถียน อยากััอาเถียนขนาดนี้ ไม่รู้ว่าอาเถียนนึกเหมือนกันหรือเปล่า หรือว่าจะปล่อยให้คนแตะง่ายๆ ยิ่งคิดโม่โฉวก็ยิ่งหงุดหงิด
ไม่ว่าอย่างไรเขาจะไม่อยากให้ใครเข้าใกล้อาเถียน อาเถียนน่ารักขนาดนี้โม่โฉวกลัวว่าจะถูกแย่งไป อาเถียนเป็ของโม่โฉวได้คนเดียว โม่โฉวเม้มปากแล้วนอนขดตัว
ในเวลาต่อมาเมื่อท่านอ๋อง้ากลับแคว้น แต่ฝ่าากลับไม่ยอมให้กลับ ต้องอยู่รอจนกว่าจะผ่านเทศกาลล่าปาไปก่อน อาเถียนเล่าให้ฟังว่าเทศกาลล่าปานั้นก็คือเทศกาลล่าสัตว์เพื่อบูชาเทพเ้า จะมีการกินโจ๊กล่าปาที่ทำจากธัญพืชแปดชนิด โจ๊กที่หวังเฟยทำนั้นอร่อยมาก
โม่โฉวชอบเทศกาลนี้ การล่าสัตว์ทำให้แข็งแกร่งขึ้น แต่ตลอดทั้งวันโม่โฉวได้แต่ตามอาเถียนดูองค์ชายสาม อาเถียนกลัวว่าองค์ชายสามจะถูกลอบทำร้าย แต่เฝ้ามาทั้งวันองค์ชายสามก็ยังไม่เป็อะไร อาเถียนเสียอีกที่ขี่ม้าไปมาจนเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวจนโม่โฉวต้องมานวดให้
โม่โฉวชอบนวดน้ำมันให้อาเถียน น้ำมันลื่นๆ หอมๆ นอกจากจะช่วยให้อาเถียนสบายตัวแล้ว โม่โฉวยังได้ลูบๆ อาเถียนทั้งตัวอีกด้วย ผิวอาเถียนทั้งนุ่มทั้งลื่นมือจนโม่โฉวไม่อยากหยุดนวดเลยด้วยซ้ำ
วันรุ่งขึ้นอาเถียนมัวแต่จัดการคนเฝ้ากระโจมจึงทำให้คลาดกับองค์ชายสาม แถมองค์ชายห้ายังดูเหมือนจะดักรออาเถียนอยู่กลางป่า โม่โฉวได้แต่จ้องหน้าองค์ชายห้าปะทะฝีปากกับอาเถียน อาเถียนเอาแต่เรียกชื่อขององค์ชายห้าทำให้โม่โฉวไม่พอใจมาก แม้อาเถียนจะทำไปเพื่อปกป้องเขา
ยิ่งพออาเถียนถูกองค์ชายห้ายั่วยุมากเข้าก็ะเิอารมณ์จนเข้าใกล้องค์ชายห้า โม่โฉวจึงยอมไม่ได้ หากองค์ชายห้าอยากให้โม่โฉวเป็เหยื่อล่อเสือดาวก็ไม่เป็ไร โม่โฉวไม่ยอมถูกรังแกเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
โม่โฉวรู้วรยุทธ์ โม่โฉวเดินลมปราณเป็ และตรากตำฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา กำลังภายในล้วนไม่แพ้ผู้ใด แม้แต่อาจารย์ยังเอ่ยชมว่าโม่โฉวมีพร์ และั้แ่เริ่มฝังเข็มจนผ่านมานานหลายเดือน สมองโม่โฉวก็ปลอดโปร่งขึ้น ทั้งยังดื่มยาขับพิษของหมอจื่อลู่มิได้ขาด ทำให้ร่างกายเบาขึ้น สมองโล่งและรับรู้สิ่งต่างๆ ได้ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ
เพียงแต่โม่โฉวยังคงปฏิบัติต่อคนอื่นเช่นเดิมมิได้เปลี่ยน และเพราะแบบนี้เองถึงได้มองออกว่าแต่ละคนมองโม่โฉวด้วยสายตาแบบไหน และแม้จะถูกคนบางคนนึกดูถูกก็ไม่เป็ไร
คนฉลาดเท่านั้นจึงรู้จักเก็บงำประกาย...เขี้ยวเล็บล้วนไม่เปิดเผย
ในเมื่อองค์ชายห้าอยากได้เสือดาว โม่โฉวก็จะหาเสือดาวขี้หงุดหงิดที่สุดมาให้ โม่โฉวไม่ได้ใช้เนื้อที่องค์ชายห้าให้มา แต่อาศัยวิธีแกะรอยเท้าตามไปจนถึงโพรงใต้ต้นไม้ ขโมยลูกเสือดดาวออกมาได้ตัวหนึ่งก็บีบคอจนมันร้อง แม่เสือดาวน่าจะอยู่ใกล้ๆ เพราะลูกของมันยังคลานต้วมเตี้ยม น่าจะเพิ่งลืมตามาได้ไม่นาน เสือแม่ลูกอ่อนจะไม่ทิ้งรังไปไกล
จากนั้นโม่โฉวก็จงใจทำให้ลูกเสือดาวร้องดังขึ้น พอเห็นว่าแม่เสือดาวกำลังตามมาก็รีบวิ่งกระโจนออกจากป่า โม่โฉวเห็นองค์ชายห้าลงจากหลังม้าแล้ว และมีท่าทีคุกคามอาเถียน โม่โฉวจึงเอาลูกเสือดาวไปยัดไว้ใต้อานม้าขององค์ชายห้าแล้วดึงแขนอาเถียนให้ขึ้นหลังม้าก่อนจะควบหนีทันที
หากองค์ชายห้าโชคดีคงรอดชีวิต เพราะแม่เสือดาวนั้นท่าทางจะหวงลูกมาก หลังจากหนีออกมาได้ไม่ไกลโม่โฉวกับอาเถียนก็พบองค์ชายสามกำลังถูกล้อมจึงเข้าช่วย หลังจบเื่ทุกคนกลับมาที่กระโจม โม่โฉวทันได้เห็นองค์ชายห้ากับพรรค์พวกมีร่องรอยต่อสู้ แขนอีกฝ่ายเป็แผลใหญ่
น่าจะมาจากการถูกกัดตอนหนีแน่ๆ โม่โฉวแอบอมยิ้มลับหลัง เมื่องานเทศกาลจบลง เหตุการณ์วุ่นวายดูเหมือนจะจบลงด้วย เพราะหลังจากกลับตำหนัก ไม่นานท่านอ๋องก็พาพวกเขาออกเดินทางกลับแคว้นจิ้น ระหว่างทางยังได้แวะเดินตลาดและซื้อของกิน
ถังหูลู่ไม้นั้นรสชาติหวานอมเปรี้ยว ความหวานนั้นไม่ต่างจากแก้มของอาเถียน โม่โฉวจึงหลุดปากพูดออกไป
“เ้าเคยชิมข้ารึ...ถึงรู้ว่าหวาน!”
ท่าทางยียวนของอาเถียนทำให้โม่โฉวนึกอยากดึงอีกฝ่ายมากอด แต่จำต้องห้ามตัวเองไว้
ไว้คืนนี้โม่โฉวแอบชิมแก้มและริมฝีปากของอาเถียนอีกครั้ง ค่อยมาบอกว่าหวานแค่ไหน
---------------------------------
To Be Con
โม่โฉวในชาตินี้ได้รับการรักษาแล้วนะคะ ไม่ได้ปัญญาทึบเหมือนชาติก่อน
ขอบคุณที่สนับสนุนกันค่ะ
นามิ