“พอแล้วๆ พวกเ้ากลับไปเสียเถอะ!” ยามสายนี้ไท่ไท่ผู้เฒ่าฉินโดนปั่นหัวจนมึนไปหมด ผู้ที่อยู่รอบข้างต่างเก็บอาการ ก้มศีรษะแล้วถอยออกไป
“หลานฟางกับม่ออิ๋นอยู่ก่อน” ไท่ไท่ผู้เฒ่าฉินเอ่ยขึ้นอีก
หลานฟางกับม่ออิ๋น คนหนึ่งเป็คนของไท่ไท่ใหญ่เฉินซื่อ อีกคนนั้นเป็คนของไท่ไท่รองฟางซื่อ นางคงจะให้พวกเขาอยู่รอปรึกษาเื่ของไท่ไท่สามหยวนซื่อ
ฉินหนิงจือใจเต้นหวิว หูผึ่งขึ้นทันที แต่กลับได้ยินเฉินซื่อเอ่ยขออภัย
“ท่านแม่เ้าคะ ตอนนี้ลูกเพ่ยน่าจะตื่นแล้ว หากข้าไม่กลับไปเกรงว่านางจะอาละวาดเอาได้”
‘ลูกเพ่ย’ ที่เฉินซื่อเอ่ยถึงนั้นคือฉินเพ่ยจือ ทายาทคนที่สามของจวนตระกูลฉิน น้องสาวฝาแฝดของฉินอวี้จือ
พูดถึงฉินเพ่ยจือคนนี้ นับว่านางเป็คนที่น่าสงสาร ทั้งที่ตอนเล็กๆ นั้นฉลาดหลักแหลม เป็คุณหนูตัวน้อยที่ร่าเริงแจ่มใส พออายุถึงห้าขวบ ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงได้เกิดป่วยหนักขึ้น ทำเอาสมองพิการ จากนั้นนางก็เป็เป็คนสติไม่สมบูรณ์ เวลาที่นางอาการดีขึ้นก็พอพูดคุยกับผู้อื่นได้ประโยคสองประโยค แต่พออาการกำเริบก็จะทุบตีผู้คนและทำลายข้าวของ ไม่เว้นแม้กระทั่งทำร้ายตนเอง
เฉินซื่อเป็แม่ที่ดี ไม่เคยทอดทิ้งนาง จัดให้นางอยู่ที่เรือนเล็กในสวนด้านหลังและไปเยี่ยมดูทุกวัน
พอเอ่ยถึงฉินเพ่ยจือ ไท่ไท่ผู้เฒ่าฉินก็หน้าเศร้า ก่อนที่นางจะโปรดปรานฉินอวี้จือ คนที่นางชื่นชอบนั้นเป็ฉินเพ่ยจือที่ฉลาดและน่ารัก
เล่าลือกันในจวนว่าที่ไท่ไท่ผู้เฒ่าฉินรักใคร่คุณหนูรองก็เพราะว่าคุณหนูรองนั้นมีหน้าตาที่เหมือนกับคุณหนูสามอย่างกับแกะ แต่เหตุผลที่แท้จริงเป็เช่นไรก็ไม่อาจรู้ได้
“ท่านแม่ ข้าไปดูน้องหญิงสามด้วยคนนะเ้าคะ” ฉินอวี้จือเอ่ย ตอนนี้นางสงบสติอารมณ์ได้แล้ว เมื่อครู่นางถูกฉินหนิงจือเอาคืนจนหลุดกิริยา ไม่หลงเหลือมารยาทที่เคยมีท ต้องโทษฉินหนิงจือที่ไม่ให้โอกาสนางได้ตอบโต้เลย
ไท่ไท่ผู้เฒ่าฉินโบกมือทว่าไม่เอ่ยอันใด แสดงออกเพียงว่ารับทราบ หลังจากทุกคนออกไปหมดแล้ว ก็เหลือแต่ฟางซื่อที่อยู่ในเรือน
ฉินหนิงจือออกจากเรือนแล้วหันไปเอ่ยกับชิงเหยาที่อยู่ด้านข้าง “เ้ารออยู่ตรงนี้ พอท่านแม่ออกมาเ้าก็พานางไปที่เรือนชิงหนิงย่วนเลย”
ชิงเหยาได้แต่นิ่งอึ้ง ฉินหนิงจือจึงอธิบาย “ข้ามีเื่สำคัญจะเอ่ยกับท่านแม่”
“คุณหนู ท่านเพิ่งจะหายดี ข้างนอกนั้นอากาศหนาว จะออกไปวิ่งเล่นไม่ได้นะเ้าคะ” ชิงเหยาขมวดคิ้วมองด้วยสายตาไม่เห็นด้วย...คุณหนูคงไม่ทิ้งนางไว้คนเดียวแล้วออกไปวิ่งเล่นข้างนอกหรอกนะ เมื่อครู่ในเรือนของไท่ไท่ผู้เฒ่าฉิน คุณหนูแสดงออกได้ดีมาก นี่เป็ครั้งแรกที่นางในฐานะสาวใช้ของคุณหนูร้องไห้เพราะความภูมิใจ ไม่ใช่เพราะใกลัว
หรือว่านางจะเสแสร้ง...
ฉินหนิงจือมองความคิดของชิงเหยาออกจึงเอามือลูบหน้าเบาๆ แล้วเอ่ย “ข้าไม่ออกไปวิ่งเล่นข้างนอกหรอก จะกลับไปเรือนชิงหนิงย่วน”
“จริงหรือเ้าคะ” ชิงเหยามองนางด้วยสายตาระแวง เห็นชัดว่ายังคงไม่เชื่อ
ฉินหนิงจือเลิกคิ้ว นางไม่น่าเชื่อถือตรงไหนหรือ
“พี่หญิง ท่าน...ตอนนี้ท่านจะกลับเรือนชิงหนิงย่วนหรือ”
จู่ๆ ก็มีเสียงถามขึ้นอย่างไม่มั่นใจ ฉินหนิงจือหันไปก็ประสานสายตากับฉินอวี้จือพอดี แววตาคู่นั้นดูไม่มีความรู้สึกใดๆ ทว่าฉินหนิงจือยังจับความรู้สึกได้ว่าเจือร่องรอยโกรธแค้นอยู่
นางแสยะยิ้มมุมปากแล้วเบนสายตาไปอย่างไม่ไยดี มองฉินซิ่วจือที่ยืนห่อไหล่อยู่ด้านหลังฉินอวี้จือซึ่งกำลังมองมายังนางอย่างไม่แน่ใจ เห็นแล้วเ็ปใจแต่ก็ไม่เอ่ยอันใด หลุบตามองเหวินเกอร์ที่อยู่ตรงหน้า ก่อนพยักหน้าและเอ่ย “ใช่แล้ว ข้าจะกลับเรือนชิงหนิงย่วน เหวินเกอร์เล่าจะอยู่รอท่านแม่กับชิงเหยาที่นี่ หรือจะไปดูปลาจิ๋นหลี่31 กับพี่หญิงรองของเ้า”
ฉินอวี้จือมีนิสัยรักความสุนทรีย์ ในห้องจึงปลูกเหลียนฮวา32ไว้บ่อหนึ่ง ในนั้นมีปลาจิ๋นหลี่อยู่หลายตัว เหวินเกอร์ชอบมาก มักไปที่ห้องของนางเพื่อดูว่าพวกมันโตขึ้นหรือยัง เคยขอให้ฟางซื่อซื้อให้สองตัว แต่เลี้ยงไม่กี่เดือนก็ตาย จากนั้นเหวินเกอร์ก็ไปศาลาอวี้ไล่เก๋ออยู่บ่อยๆ ถือเป็การแลกเปลี่ยนความรู้เื่การปลูกดอกไม้และเลี้ยงปลา โดยจะไปทุกเช้า
เพราะเห็นว่าเป็บุคลิกแบบพวกบัณฑิต ฟางซื่อจึงพูดอะไรไม่ได้ เห็นเหวินเกอร์วิ่งโร่ไปบ้านใหญ่นางก็ถึงกับถอนหายใจ
ทว่าครานี้เหวินเกอร์กลับเอ่ยอย่างอึกอัก “ข้า...ข้าต้องกลับไปคัดอักษร”
‘...ฉะนั้น ก็จะกลับไปกับท่านด้วย’ เหวินเกอร์เอ่ยประโยคนี้ต่อในใจ
ฉินหนิงจือประหลาดใจ
เหวินเกอร์ก้าวเดินมาเบื้องหน้านางช้าๆ และเอ่ย “ไปกันเถอะ”
ฉินหนิงจือแอบยิ้ม “จะให้พี่จูงเ้าไปไหม” นางยื่นมือไปตรงหน้าเหวินเกอร์ มือนางไม่อ่อนนุ่มเหมือนมือเด็กหญิงอื่นเพราะฝึกวรยุทธ์ ฝ่ามือจึงค่อนข้างหยาบกระด้าง หนังมือด้านเป็ชั้นๆ
เหวินเกอร์ไม่นึกรังเกียจ แต่กลับอิจฉามากกว่า ‘ดีจัง! พี่หญิงสี่ไม่ต้องท่องตำรา ทั้งยังได้ทำในสิ่งที่นางอยากจะทำ’
พอคิดถึงตรงนี้เขาก็รู้สึกโดดเดี่ยว จึงยื่นมือปัดมือฉินหนิงจือลง “ข้าไม่เอา!”
ฉินหนิงจือส่ายหน้าพลางยิ้มขำ...เขายังเด็กจริงๆ! เด็กที่กำลังดื้อกับนาง นางปราบได้อยู่แล้ว
ต่างจากในภายภาคหน้า พอโตขึ้น คำที่เขาพูดก็ไม่ใช่อารมณ์แบบเด็กดื้อแล้ว ถึงเวลานั้นนางก็ปราบไม่อยู่อีกแล้ว
ฉินหนิงจือกลับเรือนซีย่วน พาเด็กน้อยที่เดินอย่างไม่เป็ธรรมชาติมาตลอดทางไปส่งที่ห้องม่อเซียงของฟางซื่อก่อน จากนั้นก็กลับไปเรือนชิงหนิงย่วน
ไม่ใช่นางไม่อยากผูกมิตรกับเหวินเกอร์ แต่เพราะยังลังเลอยู่ เื่ความรู้สึกนั้นเป็เื่ต้องที่ค่อยๆ เป็ ค่อยๆ ไป ไม่ใช่จะร้องขอกันในวันเดียวได้ นางได้รับรู้มาจากในภพก่อนแล้ว
หลังจากฝึกวรยุทธ์จนเหงื่อโซมไปทั้งกาย สลัดทิ้งความรู้สึกที่ไม่ดีออกไปจนหมด นางถึงได้เดินกลับเข้าไปในเรือนแล้วเอ่ยสั่ง “ซีจ้าว เ้าช่วยไปต้มน้ำหน่อย ข้าจะอาบน้ำ”
สาวใช้จึงไปทำตามคำสั่ง ส่วนฉินหนิงจือไปนั่งดื่มน้ำชา
ในตอนนั้นชิงหยาสาวใช้คนสนิทก็เดินเข้ามา ในมือถือแผ่นกระดาษขลิบทองที่พับเป็สี่เหลี่ยม
ฉินหนิงจือขมวดคิ้ว เริ่มไม่ค่อยสบายใจ เวลานี้ใครมาส่งจดหมายให้นางกัน ไม่มีซองด้วย
ชิงหยาถือจดหมายมาด้วยท่าทีสงบนิ่ง มองดูแล้วจดหมายนั้นน่าจะเป็ของคนที่สนิทกับนาง
ในภพก่อนนางสนิทกับใครกันหนอ...
ขณะกำลังคิดอยู่นั้นก็ได้ยินชิงหยาเอ่ยรายงาน “คุณหนูเ้าคะ ซูเสียนจวิ้นจู่แห่งจวนจิ้นกั๋วกงส่งจดหมายมาให้ท่านเ้าค่ะ”
ถ้วยชาในมือฉินหนิงจือร่วงลงพื้นแตกกระจาย ชิงหยาเห็นดังนั้นก็ใ ฉินหนิงจือหน้าซีดเผือด!
“คุณหนูเป็อะไรไปเ้าคะ!” ชิงหยารีบถามอย่างกังวลใจ
ฉินหนิงจือกลับสมองว่างเปล่า ไม่ได้ยินอะไรอีก นอกจากคำว่า ‘ซูเสียนจวิ้นจู่’ กับ ‘จวนจิ้นกั๋วกง’ ที่ผุดขึ้นมาในสมองเท่านั้น!
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/e8c39af2eb995c5d8c97da730cbb055e
31 ปลาคาร์ปแฟนซี
32 ดอกบัว