กองโจรหุบเขา ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพผีในชั่วเวลาข้ามคืน ตอนนี้ทุกๆคนในกองโจรหุบเขา ไม่เว้นแม้แต่ฉีเต๋อ เหิ่นเสี่ยวหรือกระทั้งหูหลี่ไป๋ พวกมันยินยอมทิ้งศักดิ์ศรี แม้จะถูกก่นด่า ถากถางก็ไม่มีผู้ใดแสดงความไม่พอใจออกมาแม้แต่น้อย พวกมันได้กลืนเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพผีอย่างรวดเร็ว
ในกลางดึกที่เงียบสงัด ใกล้เข้าสู่รุ่งเช้าของวันใหม่ พลันปรากฏเรื่องราวที่ไม่คาดคิดขึ้นมา
หนิงเทียนที่กำลังปิดเปลือกตา รื้อฟื้นวิธีการเคลื่อนย้ายพลังวัตร ก็ได้สัมผัสถึงเสียงของฝีเท้าที่ก้าวเข้าหาอย่างเร่งร้อน
พร้อมกันนั้น น้ำเสียงแตกตื่นของเอ้อตูเล่อหลางดังระส่ำ หนิงเทียนค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นมอง ก็พบกับใบหน้าถอดสีของอีกฝ่าย “กุนซือ ได้โปรดช่วยข้าด้วย ได้โปรด ข้าไร้ซึ่งหนทางแล้ว”
ได้ฟังเช่นนั้นหนิงเทียนเหลือบสายตามองด้วยคำถาม “เกิดเรื่องอันใดขึ้นรึ??”
เอ้อตูเล่อหลางรีบร้อนกล่าว “ท่านลุง ท่านลุงของข้ากำลังแย่แล้ว” จากนั้นบุรุษหนุ่มเริ่มอธิบาย
ขณะที่เอ้อตูเล่อหลางได้นำอาหารไปให้เอ้อหวินซาง แต่แล้วครั้งนี้ลุงของมันกลับไม่มีสัญญาณใดๆตอบรับกลับมาเลย แม้ว่ามันจะร้องเรียกสักเพียงใด ร่างของเอ้อหวินซางได้แต่นอนแน่นิ่งด้วยลมหายใจรวยริน
หนิงเทียนกล่าวถามกลับไป “เรื่องนี้ได้แจ้งแก่หัวหน้าหู หรือยัง??”
เอ้อตูเล่อหลางพยักหน้าขึ้นลง “หัวหน้าหู ช่วยออกหน้าขอร้องแก่ปรมะให้แล้ว ส่วนปรมะเองก็ไม่ต้องการให้ท่านลุงเป็นอะไรไปก่อนจะถึงเผ่าเอ้อหวินเค่อ พวกเขาได้ส่งคนที่มีทักษะวิชาแพทย์จากกองโจรหุบเขาและกองทัพผีเข้าช่วยเหลือ แต่ถึงตอนนี้ท่านลุงยังไม่ได้สติกลับคืนมาเลย”
เมื่อทราบเรื่องทั้งหมด หนิงเทียนจึงต้องลุกขึ้นไปดูอาการของเอ้อหวินซางด้วยตนเอง แน่นอนว่าหากเอ้อหวินซางเป็นอะไรไป เท่ากับว่าพวกมันจะไม่สามารถเข้าไปในชนเผ่าเอ้อหวินได้โดยสันติ และเกรงว่าความไว้ใจของปรมะจะหมดไปด้วย
คิดเช่นนั้นหนิงเทียนได้กล่าวชวนฮาจุนให้ไปด้วยกัน หากแต่อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยเสียงแผ่วเบา “ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไร หากแต่มนต์ของชาวตี้ ช่วยให้ลืมเลือนอาการเจ็บป่วยไปชั่วครู่เท่านั้น มิสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยได้ และตอนนี้ข้าก็ยังมีธุระของตนเองให้สะสางเหมือนกัน” กล่าวจบ คล้ายว่าหญิงสาวจะมีบางสิ่งในใจ นางได้ก้าวเดินหายไปจากมโนสายตาของอีกฝ่ายทันที
เห็นดังนั้น หนิงเทียนถอนหายใจยาวและเดินตามเอ้อตูเล่อหลางที่กำลังร้อนรนไปอย่างเงียบๆ ทั้งสองคนได้มาถึงกรงขังนักโทษของค่ายกองทัพผี พบเห็นผู้คนกำลังรุมล้อม หนึ่งในนั้นคือหูหลี่ไป๋ คล้อยหลังหนิงเทียนไม่ถึงอึดใจ จงขุยได้นำกำลังทหารพร้อมด้วยอาวุธครบมือตามมาติดๆ
จงขุยจ้องมองไปที่ร่างไร้สติของเอ้อหวินซางก่อนจะกล่าว “หากมันผู้นี้ตาย อุปสรรคในการบุกเผ่าเอ้อหวินจะเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้พวกเจ้ากองโจรหุบเขาจะต้องรับผิดชอบในผลที่ตามมา”
ได้ยินเช่นนั้น เหิ่นเสี่ยวที่อยู่ข้างกายของหูหลี่ไป๋กัดฟันแน่น เสียงแผ่วเบารอดไรฟันดังกระซิบ “บัดซบ เห็นชัดๆว่าพวกมันเป็นฝ่ายที่ทรมานเอ้อหวินซางจนสาหัสขนาดนี้ แต่แล้วมันกลับมาโทษว่าเป็นความผิดของเรา”
หูหลี่ไป๋กระซิบตอบ “สั่งการคนของเราให้เตรียมพร้อม หากเอ้อหวินซางไม่ฟื้น พวกเราคงต้องตีฝ่าวงล้อมออกไป” จากนั้นสายตาของหูหลี่ไป๋มองไปที่หนิงเทียน มันรีบกล่าวถามด้วยความหวัง “กุนซือ ท่านมีวิธีช่วยเอ้อหวินซางหรือไม่??”
หนิงเทียนรีบเข้าไปตรวจดูอาการของอีกฝ่าย เอ้อหวินซางต้องเกาทัณฑ์ที่กลางหลัง แม้ไม่ถูกอวัยวะสำคัญ แต่ด้วยบาดแผลขนาดใหญ่กอปรกับเมื่อถูกจับเป็นเฉลย ต้องรับทัณฑ์ทรมานสารพัดอย่าง คนปกติทั่วไปต่อให้มีร่างกายที่แข็งแรงกำยำ เป็นผู้ฝึกยุทธก็ยังล้มผับได้โดยง่าย หากแต่เอ้อหวินซางยังโชคร้ายไปกว่านั้น บาดแผลในตัว เกิดแปรเปลี่ยนสภาพเป็นพิษ
ในโลกใบก่อนของหนิงเทียน อาการเหล่านี้บัญญัติไว้ว่า พิษจากแผลฉกรรจ์ ใช้เพียงลมปราณหนึ่งฝ่ามือ ปัดเป่าพิษ ร่างกายของผู้ป่วยก็จะฟื้นคืนมา แต่ทว่าในตอนนี้พลังลมปราณ เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่บนโลกใบนี้ สิ่งเดียวที่หนิงเทียนทำได้ คือการจ่ายยาตามอาการ
หนิงเทียนกล่าว “หญ้าวิญญาณอสูรขั้น2 และ รากไม้พันปี ใช้สองสิ่งบดให้ละเอียด”
ทันทีที่หนิงเทียนกล่าวออกไป ความเงียบเข้ามาปกคลุมผู้คนทั้งหมด มันหันมองไปยังคนรอบตัว เหมือนว่าหนิงเทียนเริ่มรู้สึกตัว จึงได้ยิ้มแห้งๆออกไป
เอ้อตูเล่อหลางรีบกล่าวถาม “กุนซือ ข้าไม่เคยได้ยินชื่อของทั้งสองสิ่ง มันหาได้จากที่ใดกันหรือ??”
หนิงเทียนส่ายหน้า ปฏิเสธ “โทษที โทษที ข้าพูดผิดไป” จากนั้นมันได้เปลี่ยนสาสน์ที่สื่อเล็กน้อย “หญ้าอ่อนที่เป็นอาหารของสัตว์ขนาดใหญ่ และ รากไม้ที่มีลำต้นสีน้ำตาลเข้ม รีบไปหาของสองสิ่งนี้มา”
เหิ่นเสี่ยวมองหนิงเทียนด้วยความแปลกใจ มันกล่าวถามด้วยความสงสัย “หญ้าอ่อนที่เป็นอาหารของสัตว์ใหญ่ มันเป็นอาหารสัตว์และเป็นสมุนไพรรักษาโรคด้วยงั้นรึ??”
เอ้อตูเล่อหลางพึมพำอย่างไม่เข้าใจ “รากไม้ สีน้ำตาลเข้ม ของพวกนี้คือสมุนไพรจริงๆสินะ??”
แม้โลกใบนี้และโลกที่หนิงเทียนจากมา ความพิสดารมากมายจะแตกต่าง หากแต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ชีวิต ประกอบไปด้วยธาตุทั้งห้า ไม้แทนตับ ไฟแทนหัวใจ ดินแทนม้าม ทองแทนปอดและน้ำแทนไตอวัยวะภายใน เป็นโครงสร้างเดียวกันหมด ด้วยเหตุนี้ทักษะวิชาการแพทย์ของสองโลกจึงสามารถประยุกต์เข้าร่วมกันได้ เมื่อสั่งยาแล้ว หนิงเทียนจึงใช้วิธีการฝังเข็มรักษาต่อไป
ทุกๆการลงเข็ม สร้างอาการตกตะลึงให้แก่ผู้ที่กำลังมองดู เนื่องจากวิธีการฝังเข็มเหล่านี้มีเพียงแพทย์จากวังหลวงเท่านั้นที่สามารถใช้ได้
แต่สำหรับจงขุยที่มองดูเหตุการณ์ตรงหน้า คร่าแรกมันตกตะลึงในความรู้ทางการแพทย์ที่ได้เห็น แต่ยิ่งหนิงเทียนลงเข็มไปบนร่างของเอ้อหวินซางมากเท่าไร แววตาตะลึงงันเริ่มจะเปลี่ยนเป็นความสมเพศและเย้ยหยัน จงขุยเองแม้ไม่มีความรู้ด้านการแพทย์ แต่มันก็พอจะได้ยินถึงทักษะวิชาฝังเข็มอยู่บ้าง
ทักษะเหล่านี้แม้แต่ในหมู่แพทย์ด้วยกันยังเรียกได้ว่าเป็นวิชาที่หาได้ยากยิ่ง คนทั่วไปฝังหนึ่งเข็มเรียกได้ว่าเป็นแพทย์รักษาคน แพทย์ที่โรงหมอ เรียนรู้การฝั่งสองเข็มได้นับว่ามีชื่อเสียงมากโข แพทย์ในตระกูลใหญ่ สามารถฝังเข็มรักษาได้สามถึงห้าเข็ม ส่วนแพทย์ในวังหลวงของหวู่และสุ่ยสามารถฝังเข็มบนร่างของจักรพรรดิได้ถึงสิบเข็ม และปรมาจารย์ยุทธแห่งฉินใช้วิชาฝังเข็มสร้างความตกตะลึงแก่โลกหล้าได้ถึงสิบสามเข็ม
แต่แล้วกับชายตรงหน้าที่ลงเข็มบนร่างของเอ้อหวินซางมากกว่ายี่สิบเข็ม คำตอบเดียวที่อยู่ในใจของจงขุย คืออีกฝ่ายลงเข็มไปอย่างมั่วๆเท่านั้นเอง คิดเช่นนั้น สองมือกระชับดาบคู่ในมือแน่น เมื่อใดที่เอ้อหวินซางสิ้นลม มันจะสังหารชายตรงหน้าทันที
หนิงเทียนยกยิ้มขึ้นมา ความคิดที่อยู่ด้านหลังและคมดาบที่พร้อมจะลงมาที่มัน ทุกสิ่งเหล่านี้แม้จงขุยจะคิดอยู่ในใจ หากแต่หนิงเทียนรับรู้จากจิตสังหารที่ผ่านอากาศได้อย่างชัดเจน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ตอบโต้ อย่างไรก็ตามในสายตาของหนิงเทียน เอ้อหวินซางผู้นี้ ไม่ได้มีอาการใดที่น่าเป็นห่วงเลยแม้แต่น้อย
แต่คงจะเพียงตำแหน่งที่หนิงเทียนทำการรักษาอยู่ ที่ยังคงตั้งตา มองอย่างตั้งใจ และพวกมันก็ไม่รู้ได้เลยว่า มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเกิดขึ้น กองทัพผีมากกว่าหนึ่งพันชีวิตคล้ายต้องมนต์สะกดให้ตกอยู่ในห้วงนิทราไม่รู้ตื่น
ท่ามกลางความมืดและความเงียบ เงาร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นต่อหน้านักบวชผีปรมะ เงาร่างนั้นหาใช่ใครอื่น นางคือฮาจุน
หนิงเทียนอาจจะใช้แผนการที่มากเรื่อง แต่สำหรับฮาจุนผู้นี้แล้ว การเค้นคอถามเรื่องราวเกี่ยวกับมหาโจรครองฟ้าด้วยกำลังคือวิธีที่ง่ายที่สุด และตอนนี้นางได้ใช้มนต์แห่งตี้ สะกดกองทัพศัตรูให้ตกอยู่ในห้วงนิทรา
แม้แต่ปรมะเองก็ไม่อาจพ้นมนต์ของนางได้ เวลานี้นักบวชผีปรมะ นั่งขัดสมาธิหลังผิงต้นไม้ใหญ่ เปลือกตาปิดลงไม่ไหวติงใดๆ
ฮาจุนจ้องมองอีกฝ่าย เพื่อคล้ายมนต์นิทรา ปรมะจึงค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นและมีสีหน้าตกใจ สายตาสลับมองไปรอบๆพบว่าลูกน้องของมันพากันหลับทั้งหมด ก่อนจะหยุดสายตาจับจ้องไปที่ตัวของหญิงสาวอย่างระมัดระวัง“เกิดบ้าอะไรกันขึ้น!!!??”
ฮาจุนหาได้สนใจในอาการของอีกฝ่าย นางรีบกล่าวถามสิ่งที่ใคร่รู้ออกไป “หัวหน้ามหาโจรครองฟ้ามีนามว่าอะไร จงบอกรูปลักษณะของมันให้แก่ข้า มิเช่นนั้นเจ้าจะไม่มีโอกาสได้พูดอีก”
ปรมะหดสายตาจ้องมอง มันเองก็ไม่ใช่คนโง่ สถานการณ์รอบตัวพอที่จะบอกได้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ใช่เด็กสาวธรรมดาทั่วไป แต่เพื่อความแน่ใจ มันยังคงสถานการณ์ให้เป็นปกติและกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ “แม่สาวน้อย ข้ามีความจำเป็นด้วยหรือที่ต้องตอบคำถามของเจ้า”
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะช่วยบอก ความจำเป็นให้แก่เจ้าเอง” สิ้นเสียงกล่าว ดวงตาของฮาจุนดำมืด พร้อมกันนั้นมือซ้ายของปรมะ หักงอไปด้านหลัง หลังมือแนบชิดไปกับข้อมือด้วยลักษณะผิดรูป
ปรมะร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่ก็ไม่มีผู้ใดแสดงทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาดูหัวหน้าของพวกมันแม้แต่น้อย
“ที่นี่เจ้ามีความจำเป็นแล้วหรือยัง??” ฮาจุนกล่าวถามอีกครั้ง
ปรมะใช้มือขวาบีบกุมไปที่มือซ้ายที่หักเพื่อลดความเจ็บปวด มันกล่าวออกไปด้วยสีหน้าและสายตาของคนหวาดกลัว “จะ..เจ้า เจ้าเป็นผู้ใช้คุณไสย!!!”
....
ในเวลาเดียวกัน หนิงเทียนที่กำลังทำการรักษาเอ้อหวินซางอยู่นั้น มันเป็นคนเดียวที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ สายตามองไปด้านหลังก่อนจะดึงกลับคืน จากนั้นมันได้สั่งการแก่เอ้อตูเล่อหลาง “เมื่อได้สมุนไพรทั้งสองอย่างมาก ให้เจ้าบดทั้งสองเข้าด้วยกัน และใช้ชำระบาดแผลกลางหลัง”
หนิงเทียนยังได้กระซิบกล่าวแก่หูหลี่ไป๋ “หัวหน้า อย่าพึ่งถามคำใด ขอให้ท่านช่วยรั้งจงขุยเอาไว้ที่นี่และอย่าให้ผู้ใดออกไปได้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นแผนการของเราพังแน่”
แม้ว่าหูหลี่ไป๋จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดทำสิ่งใด แต่ด้วยสีหน้าและน้ำเสียงแล้วนั้น ทำให้หูหลี่ไป๋พยักหน้าตอบรับกลับไปอย่างรวดเร็ว
จงขุยที่เห็นหนิงเทียนกำลังเดินจากไป มันร้องตะโกนออกมาเสียงดัง “หยุด!! นั้นเจ้าจะไปที่ใด??”...