ตอนที่ 22 ย้ายไปอยู่ในบ้านโทรมๆ (1)
เมื่อติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูเก็บข้าวของเตรียมจะย้ายไปอยู่ที่บ้านริมแม่น้ำจริงๆ หลินชิงอี้กลับรู้สึกอึดอัดขัดใจเป็อย่างมาก
ติงเสวี่ยเหม่ยไม่ไว้หน้าหรือให้เกียรติสามีของเธอเลยแม้แต่น้อย!
เมื่อติงเสวี่ยเหม่ยกำลังถือกระเป๋าเสื้อผ้าเตรียมตัวออกจากบ้านไปพร้อมกับหลินจิงซู จู่ๆหลินชิงอี้ก็รีบวิ่งตามออกมาจากบ้าน พุ่งเข้าคว้าท่อนแขนติงเสวี่ยเหม่ยไว้พร้อมกระชากหยุดไว้อย่างแรง
“นี่เธอคิดจะทำให้ครอบครัวเราแตกแยกไปถึงเมื่อไหร่? ทำไมถึงได้เห็นแก่ตัวขนาดนี้? เห็นครอบครัวพินาศไปต่อหน้าต่อตาแล้วมีความสุขนักรึไง?”
ติงเสวี่ยเหม่ยสะบัดมือของหลินชิงอี้ทิ้ง เค้นเสียงเย็นะเืเน้นย้ำสะกดคำต่อคำ
“หลินชิงอี้ คุณช่างกล้าพูดออกมาได้ ไม่อายปากบ้างรึยังไง? เป็คุณเองไม่ใช่เหรอที่ทำให้ครอบครัวของเราต้องแตกแยก? เหตุผลที่ฉันกับจิงซู้าแยกครอบครัวออกไป ก็เพื่อจะได้ใช้ชีวิตด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูก แต่คุณต่างหากที่ทำให้ทุกอย่างพังลงไม่เป็ท่า ถ้าจะโทษก็โทษตัวเองเถอะ!”
เดิมทีเธอยังแอบมีความหวังลึกๆว่า การที่หลินชิงอี้ออกมารั้งตนไว้เช่นนี้อาจเป็สัญญาณที่ดีก็ได้ แต่ที่ไหนได้ อีกฝ่ายก็ดีแต่โยนความผิดให้เธอ และพยามยามทำให้เธอต้องอับอายมากขึ้นเท่านั้น
หลินชิงอี้หน้าถอดสีดูมืดหม่นยิ่งกว่าเดิม เห็นว่าติงเสวี่ยเหม่ยกำลังเดินจูงมือหลินจิงซูออกไปด้วยกัน เขาจึงได้ร้องะโด่าหลินจิงซูด้วยความเดือดดาลว่า
“หลินจิงซู! ปากแกเป็ใบ้รึยังไง!? แม่แกเป็บ้าขนาดนี้แล้วแท้ๆ ไม่รู้สึกรู้สาหรือคิดจะพูดอะไรสักคำเลยรึไง?!”
ตรงกันข้าม หลินจิงซูที่อยู่ในอารมณ์อาฆาตแค้นอย่างมาก กลับสงบนิ่งใจเย็นกว่าที่คิด เธอตอบกลับสั้นๆเพียงไม่กี่คำเท่านั้น
“จากนี้ไป ครอบครัวของหนูมีเพียงแม่กับหนูเท่านั้น”
หลินชิงอี้ได้ฟังยิ่งโมโหเดือดดาลมากขึ้น เขาตะคอกสวนกลับอย่างเย้ยหยันว่า
“นังเด็กนรก! แกอย่าลืมล่ะว่าฉันกับแม่ของแกยังไม่ได้หย่ากัน!”
หลินจิงซูยิ้มเยาะอยู่ในใจ คิดจะจับปลาสองมือ ใช้ชีวิตอยู่อย่างเพลิดเพลินโดยไม่ต้องหย่าร้างใดๆอย่างนั้นรึ? แต่น่าเสียดายนะ เพราะถึงแม้แกจะ้าแบบนั้น แต่นังงูพิษอย่างอู๋ซิ่วเหลียนคงไม่ยอมให้เป็แบบนั้นแน่
“ไปกันเถอะ”
ติงเสวี่ยเหม่ยปรายหางตามองหลินชิงอี้ด้วยความรู้สึกผิดหวังอย่างสุดหัวใจ จากนั้น ก็พาลูกสาวเดินออกจากประตูบ้านตระกูลหลินไป มุ่งหน้าสู่บ้านร้างริมแม่น้ำ
รอบๆบริเวณบ้านหลังนี้ทั้งทรุดโทรมและรกร้าง ส่วนบ้านหลังอื่นๆในบริเวณใกล้ๆกัน ก็ไร้ซึ่งคนอยู่อาศัย
ติงเสวี่ยเหม่ยกวาดตามองสำรวจสถานที่ที่เรียกว่าบ้านในอนาคตของตนเอง ผนังสี่ด้านมีแต่ไม้เลื่อยเถาวัลย์ปกคลุมเป็ชั้นหนา และเนื่องด้วยความชื้น ทำให้เชื้อราสีเขียวเข้มเจริญเติบโตได้เป็อย่างดีที่วงกบประตู มิหนำซ้ำบนหลังคายังมีรูขนาดใหญ่อีกด้วย พื้นที่ใช้เดินก็ขรุขระหาจุดดีไม่ได้เลย
ติงเสวี่ยเหม่ยถอดถอนหายใจเฮือกใหญ่
“แม่ขอโทษนะซูซู ที่ต้องพาลูกมาเจออะไรแย่ๆแบบนี้”
“แม่คะ หนูไม่ได้รู้สึกเสียใจเลยสักนิด บ้านหลังนี้ค่อนข้างใหญ่ พรุ่งนี้จะลองไปหาช่างมาซ่อมหลังคาก่อนเป็อันดับแรก”
หลินจิงซูพูดในสิ่งที่ควรพูดและออกมาจากใจจริงของเธอ ั้แ่ก้าวเท้าออกมาจากบ้านตระกูลหลินได้ เธอก็ไม่เคยนึกเสียใจเลยแม้แต่เสี้ยววินาที เพราะอะไรน่ะเหรอ? เพราะในอนาคต ทันทีที่ถนนสายนี้ได้รับการบูรณะจนเสร็จ ราคาที่ดินบริเวณนี้จะพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวะโ!
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะมีองค์กรเชิงพาณิชย์เข้าร่วมประมูลโครงการทำถนนเพื่อการคมนาคมครั้งใหญ่ พื้นที่ทั้งหมดในบริเวณนี้จะถูกพัฒนาขึ้นตามลำดับ แม่น้ำสายนี้จะกลายมาเป็แม่น้ำสายหลักสำหรับการท่องเที่ยวในเวลาต่อมา ทางรัฐบาลจะยอมควักเงินก้อนโตเพื่อขอซื้อที่ดินทั้งหมดจากชาวบ้านทุกคนเพื่อเวนคืน และที่นี่จะกลายมาเป็หนึ่งในแหล่งท่อน้ำเลี้ยงเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ!
ในชีวิตก่อนหน้า บ้านโทรมๆหลังนี้ก็ถูกเวนคืนเช่นกัน และคนตระกูลหลินเองก็ได้รับค่าตอบแทนเป็จำนวนมหาศาล!
ดังนั้นแล้ว ในสายตาของหลินจิงซู สถานที่แห่งนี้จึงไม่ใช่บ้านร้างโทรมๆแต่อย่างใด แต่เห็นได้ชัดว่ามันคือูเาสมบัติต่างหาก!
แต่น่าเสียดายอยู่อย่างเดียว เพราะโฉนดที่ดินของบ้านหลังนี้ยังอยู่ในกำมือของย่าอู๋
เดิมที บ้านหลังนี้ถูกจัดสรรไว้สำหรับเป็บ้านของคนตระกูลอู๋ แต่ผู้ที่มาอยู่ก็มีสิทธิ์เป็เพียงแค่คนอาศัยเท่านั้น เพราะย่าอู๋เป็คนถือโฉนดที่ดินของบ้านหลังนี้ไว้ และเธอก็ค่อนข้างหวงแหนมากด้วย
ติงเสวี่ยเหม่ยแอบสังเกตเห็นท่าทีแปลกๆของหลินจิงซู ที่ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียวั้แ่เมื่อครู่แล้ว ราวกับว่ากำลังเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็กองสมบัติอย่างนั้นล่ะ รอยย่นปรากฏขึ้นบนหว่างคิ้วของเธอ ขณะร้องถามออกไปอย่างไม่สู้จะสบายใจนัก
“ซูซู ลูกไม่สบายตรงไหนรึเปล่าจ๊ะ?”
หลินจิงซูส่ายหน้าตอบกลับไปว่า
“หนูไม่เป็อะไรค่ะแม่ พรุ่งนี้หนูจะไปขอให้ลุงหลี่มาช่วยซ่อมแซมบ้านหลังนี้ให้ เขานี่ล่ะเป็ช่างก่ออิฐที่เก่งที่สุดแล้ว”
“แต่การจะจ้างคนมาซ่อมแซมบ้านต้องใช้เงินเยอะพอสมควร หนำซ้ำยังต้องตระเตรียมอาหารไว้ให้พวกเขาถึงสามมื้อด้วย นี่ยังไม่รวมค่าบุหรี่กับค่าเหล้าเป็สินน้ำใจเล็กๆน้อยๆตามมารยาทอีก เดี๋ยวแม่ซ่อมเองดีกว่า”
“แม่คะ ลืมไปแล้วเหรอ? ตอนนี้เรามีเงินเก็บตั้ง3,200หยวนนะคะ แค่จ้างช่างก่ออิฐรวมๆก็ยังไม่ถึงสิบหยวนด้วยซ้ำ การจะซ่อมหลังคาต้องปีนขึ้นที่สูง ถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นกับแม่จนต้องเข้าโรงพยาบาล ถึงตอนนั้นจ่ายค่ารักษาคงมากกว่านี้ เื่นี้ปล่อยให้เป็หน้าที่หนูจัดการเองดีกว่า แม่ไม่ต้องห่วง เอาแบบนี้ดีมั้ยคะ?”
ทันทีที่ได้ยินลูกสาวตัวเองร้องสั่งการเป็ฉากๆเช่นนี้ ติงเสวี่ยเหม่ยถึงกับะเิเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น เกินกว่าที่เธอจะอดกลั้นไว้ได้อีก
“แม่สาวน้อย นี่ฉันหรือเธอกันแน่ที่เป็แม่?”
“แม่ เชื่อหนูนะคะ แล้วทุกอย่างจะค่อยๆดีขึ้นเอง”
หลินจิงซูยกมือขึ้นเท้าสะเอว สีหน้าจริงจังไม่รู้สึกขบขันไปกับมุขตลกของแม่
ติงเสวี่ยเหม่ยพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว แม่จะไม่ดื้อ”
ความจริงแล้ว ตอนนี้ติงเสวี่ยเหม่ยเองยังแอบรู้สึกเศร้ากับพฤติกรรมของหลินชิงอี้ ทั้งที่เธอเป็ภรรยาของเขาแท้ๆ แต่ทำไมอีกฝ่ายถึงได้เืเย็นได้ถึงเพียงนี้? โชคดีแค่ไหนที่เธอยังมีลูกสาวที่เฉลียวฉลาดและสามารถพึ่งพาได้ ไม่เช่นนั้น ชีวิตนี้ที่เหลืออยู่ของเธอคงจะไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง