อาจารย์เฟิ่งวิ่งมาถึงพร้อมกลุ่มคนถือคบเพลิง ลมหายใจหอบกระชั้น ใบหน้าเหี่ยวย่นเปียกเหงื่อราวเพิ่งฝ่าเปลวไฟมา “เซี่ยหลิงเฟิง! ทั้งสถาบันตามหาเ้าทั้งคืน” เสียงเขาสั่นเครือ “เมื่อหัวค่ำ มีคนลอบเข้าคลังวิชา ทุบ ‘เสาหลักรักษาม่าน’ จนร้าว รอยแยกปริออกกลางลานชั้นใน หมอกเทาเถ้าทะลักเข้ามา ศิษย์าเ็นับสิบ อาจารย์ผู้ใหญ่สองท่านล้มทั้งยืน เรากั้นไว้ได้ชั่วคราว แต่—” เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาวาวขึ้นในแสงคบเพลิง “แต่พวกเ้าทั้งสามกลับหายไปจากกำแพงทั้งคืน ในคืนเดียวกับที่ม่านถูกเปิด”
ถ้อยคำสุดท้ายนั้นตกลงกลางวงเงียบราวก้อนหินทิ้งลงบ่อน้ำนิ่ง คนถือคบเพลิงรอบข้างหยุดชะงัก สายตาทุกคู่กวาดมายังหลิงเฟิง อาเดรียล และเซินหรู ที่ยืนอยู่นอกประตูในชุดเปื้อนฝุ่นทางและกลิ่นหมอกสันดิน หลิงเฟิงรู้สึกได้ทันทีว่าภาพที่ปรากฏนั้นเลวร้ายเพียงใด—สามคนที่หายตัวออกนอกกฎ กลับมาพอดีกับคืนที่สถาบันถูกเจาะ ไม่มีคำอธิบายใดฟังขึ้นโดยไม่ต้องเอ่ยถึงป๋ายเหอ และความลับที่เขายอมตายเพื่อรักษา
“ข้าไม่อยากเชื่อว่าเป็พวกเ้า” เฟิ่งทอดเสียงต่ำลง ราวกับเ็ป เขายื่นมือออกมา ในอุ้งมือมีเกล็ดผลึกสีครามขุ่นวาวแสงเย็น “แต่เราพบสิ่งนี้ตกอยู่ข้างเสาหลักที่ถูกทุบ” เขาพลิกผลึกให้แสงคบเพลิงจับ บนผิวมันมีรอยสลักเป็ตรามงกุฎใบโอ๊ก—ตราหลวงแห่งอาณาจักรแวร์นาธ “เครื่องสื่อสารของราชวงศ์ประจิม” สายตาเขาเลื่อนช้าๆ ไปหยุดที่ใบหน้าเ็าของอาเดรียล “เ้าชายเวทผู้นี้...ไม่เคยเป็พวกเรามาแต่ต้น มิใช่หรือ”
เสียงพึมพำลุกฮือเป็คลื่น เฟิ่งสาวต่อไม่หยุด “ข้าได้ยินมากับหู ว่าเ้าชายแวร์นาธมาสถาบันนี้พร้อมโองการลับ ให้สอดส่องและชิงตัว ‘ผู้ถือพลังสองพิภพ’ กลับประจิม” คำนั้นแม่นยำราวมีดผ่า เพราะมันคือความจริง—อาเดรียลเคยสารภาพคำสั่งนั้นด้วยปากตนเองในเขตหมอกรอยแยกหมายเลขเก้า แม้แต่เซินหรูยังหันมามองอาเดรียลด้วยแววลังเลวูบหนึ่ง และวับนั้นเองที่ทำให้อกหลิงเฟิงเย็นวาบ
ลางสังหรณ์ที่เขาขับไล่มาตลอดทางหวนกลับมาก้องในกะโหลก—‘ผู้ทรยศคือคนที่เ้ารัก’ หลิงเฟิงหันไปมองชายหนุ่มที่เขาเลือกเชื่อใจ คนที่เขาะโเรียกชื่อกลางศึก คนที่สาบานกับเขาใต้ศาลเก่าว่า ‘เลือกด้วยกัน’ หัวใจเขาหดเกร็งจนหายใจไม่ออก เพราะหากคำของเฟิ่งเป็จริง มันก็เท่ากับว่าทุกความไว้ใจที่เขามอบให้ คือมีดที่เขายื่นให้ศัตรูด้วยมือตนเอง
อาเดรียลไม่ก้มหน้า ไม่อ้อนวอน ไม่แม้แต่จะแก้ต่าง เขายืนตรงด้วยสันหลังของเ้าชายผู้ไม่เคยรู้จักการคุกเข่า ปล่อยให้สายตาเหยียดหยามของคนทั้งลานกระหน่ำใส่โดยไม่กระดิก ทว่าดวงตาสีครามเย็นนั้นกลับเคลื่อนมาหยุดที่หลิงเฟิงเพียงคนเดียว ในนั้นไม่มีคำว่า ‘เชื่อข้าสิ’ มีเพียงคำถามเงียบงันคำเดียว—เ้าจะเลือกอย่างไร
มือของหลิงเฟิงสั่นระริก เหรียญทองแดงในย่ามยังเย็นเยียบแนบเนื้อ เย็นแบบที่ป๋ายเหอบอกว่าหมายถึงอันตราย แต่อันตรายอยู่ตรงไหนกันแน่ ในห้วงที่ความคิดปั่นป่วนนั้น สายตาเขาบังเอิญตกลงบนเกล็ดผลึกในมือเฟิ่งอีกครั้ง—แล้วบางสิ่งก็สะดุด มันผิดที่ผิดทาง ผิดอย่างที่เขาบอกไม่ถูกในวินาทีแรก
เครื่องสื่อสารของอาเดรียลที่หลิงเฟิงเคยเห็น ล้วนเรืองแาอ่อนเหมือนมานามีชีวิต แต่ผลึกในมือเฟิ่งกลับ ‘ตาย’ สนิท เย็นขุ่นไร้ลมหายใจ เย็นแบบเดียวกับซากที่นกกาเถ้าทิ้งไว้ และทันใดนั้นคำถามที่ไม่มีใครเอ่ยก็ผุดขึ้นชัดเจน—ในเมื่อไม่มีผู้ใดรู้ว่าพวกเขาสามคนออกนอกกำแพงคืนนี้ แล้วศัตรูล่วงรู้การพบป๋ายเหอได้อย่างไร เว้นแต่จะมี ‘ดวงตา’ คอยจับจ้องอยู่เหนือหัวพวกเขามาตลอด
หลิงเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วก้าวออกหนึ่งก้าว—ก้าวเข้าไปยืนขวางหน้าอาเดรียล หันหลังให้คนที่ทั้งลานกล่าวโทษ “ไม่ใช่เขา” เสียงเขาเรียบนิ่งแต่หนักแน่นจนคลื่นพึมพำเงียบลง “ข้าเลือกเชื่อเขา และข้าจะเชื่อเขาแม้ไม่มีหลักฐานสักชิ้น” การเลือกในวินาทีนั้นเอง—ไม่ใช่หลักฐาน ไม่ใช่เหตุผล แต่คือการเลือก—ที่กลายเป็จุดพลิกของทั้งคืน
แล้วเขาก็หันกลับไปหาเฟิ่ง ดวงตาคมกริบ “อาจารย์เฟิ่ง ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเราสามคนออกนอกกำแพงคืนนี้” คำถามนั้นเรียบง่าย แต่มันแล่นผ่านลานราวสายฟ้า “ในเมื่อไม่มีใครรู้แม้แต่คนเดียว...นอกจากตัวเราเอง แล้วเหตุใดท่านจึงรู้”
ความเงียบที่ตามมาหนักหน่วงกว่าเสียงระฆังเตือนภัยใดๆ คนถือคบเพลิงค่อยๆ หันมามองเฟิ่ง รอยยิ้มเ็ปบนใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นแข็งทื่อไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ คลายลง—ไม่ใช่คลายด้วยความใ แต่คลายราวหน้ากากที่สวมมานานเนิ่นถูกถอดออกอย่างเชื่องช้า เผยสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใต้
“เฉลียวฉลาดกว่าที่ข้าคิดไว้นิดหน่อย” เสียงเฟิ่งเปลี่ยนไป เย็นเรียบ ไร้ความหอบที่แสร้งทำ “ข้าเฝ้ามองเ้ามาั้แ่คืนดวลใต้หอคอย เซี่ยหลิงเฟิง นกกาเถ้าที่วนอยู่เหนือยอดหอคอยทุกค่ำคืน—มันคือดวงตาของข้า ข้าเป็ผู้ส่งมันข้ามม่านไป และข้าเองที่จัดให้เ้ากับเ้าชายผู้นี้ไปรอยแยกหมายเลขเก้า โดยหวังว่าคาลวินจะคาบตัวเ้ากลับมาให้ทั้งเป็ น่าเสียดายที่มันทำพลาด”
“ท่านไม่ใช่อาจารย์าุโของสถาบัน” หลิงเฟิงเค้นเสียง “ท่านคือ...” “คือมือข้างหนึ่งของ ‘เ้าผู้ตัดม่าน’” เฟิ่งกล่าวจบประโยคให้ ราวภูมิใจ “ข้าฝังตัวในสถาบันแห่งนี้มาสิบกว่าปี รอวันที่แก่นสองพิภพจะตื่นในผู้ถือคนใหม่ที่เอื้อมถึง และคืนนี้—แสงดาวของเ้าวาบมาหลายครั้งจนเพียงพอแล้ว นายเหนือเมฆเืของข้ารอมานานเกินไป”
เสียงหินแตกครืนดังขึ้นจากกลางลานชั้นใน เฟิ่งสะบัดแขนเสื้อ “เสาหลักรักษาม่านมิได้ถูกศัตรูภายนอกทุบ—ข้าทุบมันเอง” รอยแยกกลางลานที่ถูกกั้นไว้ชั่วคราวสั่นะเื รอยร้าวบนอากาศถ่างกว้างขึ้น หมอกเทาเถ้าพ่นทะลักออกมาเป็เกลียว “ที่นี่คือจุดที่ม่านบางที่สุดทั้งสองพิภพ ทุกครั้งที่แสงดาวของเ้าวาบ ม่านก็บางลง การฉีกรอยแยกตรงนี้จึงคุ้มค่ายิ่งกว่าที่ใด และในความโกลาหลนี้เอง ข้าจะพาเ้าไป”
พลังที่เฟิ่งปลดปล่อยออกมามิใช่ของอาจารย์เฒ่าธรรมดา—มันคือพลังปนเปื้อนสองสีเช่นเดียวกับคาลวิน ทว่าถูกขัดเกลาจนนิ่งคม สีเทาเถ้าของความเสื่อมพันเกลียวกับชี่ทองและมานาครามอย่างวิปริต รอบกายเขาหมอกหนาขึ้น เงาดำของอสูรรอยแยกเริ่มคืบคลานออกมาจากรอยปริ กรงเล็บขูดพื้นหินดังแสยง ศิษย์หนุ่มสาวกรีดร้องแตกตื่นวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง
เฟิ่งพุ่งเข้าหาหลิงเฟิงในพริบตา หมายคว้าตัวท่ามกลางความอลหม่าน—แต่กำแพงมานาครามเข้มผุดขึ้นขวางทันควัน อาเดรียลปรากฏข้างกายหลิงเฟิง ดาบเวทในมือเรืองวาว สองคนที่เมื่อครู่ถูกทำให้หันหลังใส่กัน บัดนี้ยืนประจันหลังชนกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำ ไม่้าคำขอโทษหรือคำอธิบายใด ความไว้ใจที่ร้าวไปชั่วขณะหลอมกลับคืนแ่ากว่าเดิมในวินาทีเดียว
“เ้าหันหลังให้ข้าโดยไม่ลังเล” อาเดรียลเอ่ยเสียงต่ำ ดวงตาจับจ้องเฟิ่ง “แม้คนทั้งลานชี้ว่าข้าคือคนทรยศ” “เพราะข้ารู้จักหลังของเ้าดีกว่าหน้าของพวกเขา” หลิงเฟิงตอบ มือกระชับกระบี่ ชี่ทองพวยพุ่ง “สู้ก่อน คุยทีหลัง” มุมปากเ็าของเ้าชายกระตุกขึ้นเล็กน้อย—รอยยิ้มแรกที่หลิงเฟิงเคยเห็นกลางสมรภูมิ
เฟิ่งหัวเราะเครือ พลังปนเปื้อนสองสีถาโถมเข้าใส่ “เ้าคิดว่าเ้าพิเศษนักหรือ ที่เดินได้สองสาย” เขากวัดแกว่งมือ ชี่และมานาเสื่อมหลอมรวมเป็คลื่นเทาทมิฬ “ข้าก็เดินสองสายเช่นกัน นายข้าประทานให้ เ้าเป็เพียงเมล็ดที่ยังไม่ได้รับการฝึก ส่วนข้า—คือต้นไม้ที่เติบโตเต็มที่แล้ว” คลื่นพลังซัดใส่จนหินลานแตกกระจาย หลิงเฟิงกับอาเดรียลถูกผลักถอยร่นไปด้วยกัน
แสงดาบทองวาบเข้าจากด้านข้าง—เซินหรู ศิษย์พี่ตราทอง กระโจนเข้าร่วมวง ดาบของเขาแม่นและหนัก “ข้ารู้มาตลอดว่ามีบางอย่างเน่าเฟะในหมู่อาจารย์ผู้ใหญ่” เขาเค้นเสียงระหว่างปะดาบ “อาจารย์ของข้าส่งข้ามาสถาบันนี้ก็เพราะเหตุนี้—ให้คอยจับตา ‘เงาของเซวียนตู’ ที่อาจฝังอยู่ในนี้ ข้าเฝ้ารอคืนนี้มานานแล้ว เฟิ่ง” คำนั้นล้างมลทินทุกหยดที่เคยแปดเปื้อนตัวเขาในสายตาหลิงเฟิงจนสิ้น
แต่ราคาของการต่อสู้เริ่มทวงถาม รอยแยกกลางลานถ่างกว้างขึ้นทุกขณะ ฝูงอสูรหลั่งไหลออกมาไล่ขย้ำศิษย์ที่หนีไม่ทัน เสียงกรีดร้องดังระงม ในมุมหนึ่งของลาน อาจารย์เฉวียน หญิงชราผู้ดูแลคลังวิชา—คนเดียวที่เคยเมตตายอมให้เด็กตราเทาไร้สำนักอย่างหลิงเฟิงเข้าไปยืมตำราอ่านโดยไม่รังเกียจ—กางแขนทั้งสองออกขวางหน้าศิษย์เยาว์กลุ่มหนึ่งที่ตัวสั่นงันงก
อสูรเทาตัวหนึ่งพุ่งใส่ พลังเฒ่าแก่ของนางต้านไว้ได้เพียงอึดใจ ก่อนกรงเล็บจะฉีกผ่านร่างชราลงกับพื้น “เฉวียน!” เซินหรูะโ แต่สายเกินจะไปถึง หลิงเฟิงเห็นภาพนั้นเต็มตา—ที่แห่งแรกในชีวิตที่เคยทำให้เขารู้สึกว่าอาจมีที่พักพิงได้ กำลังเืไหลนองอยู่ตรงหน้า มือที่เคยยื่นตำราให้เขาด้วยรอยยิ้ม บัดนี้ทอดนิ่งไร้ลมหายใจ
เฟิ่งฉวยจังหวะที่หลิงเฟิงใจสั่น พุ่งเข้าหมายคว้าตัวอีกครั้ง คลื่นพลังเทาทมิฬพุ่งตรงเข้าใส่—แต่ร่างหนึ่งกระโจนเข้าขวางก่อน เซินหรูรับพลังนั้นเต็มแผ่นหลังแทนหลิงเฟิง เืพุ่งกระฉูด ร่างตราทองกระแทกล้มลงในอ้อมแขนของหลิงเฟิงที่คว้ารับไว้ทัน “เ้า...อย่าเพิ่งตาย” หลิงเฟิงเสียงสั่น มือเปื้อนเือุ่นของมิตรแท้คนแรกในสถาบัน เซินหรูฝืนยิ้มผ่านริมฝีปากซีด “ข้า...บอกแล้วว่าจะปกป้องเ้า”
บางสิ่งในอกหลิงเฟิงแตกออก ไม่ใช่ความควบคุมที่หลุดมือ แต่คือกำแพงสุดท้ายของความลังเล ความโศกและความแค้นหลอมเป็ไฟเย็น เขาวางเซินหรูลงอย่างแ่เบา ลุกขึ้นยืน แล้วเป็ครั้งแรก—เขาใช้ ‘ลมหายใจกล่อมแก่น’ ที่ป๋ายเหอถ่ายทอดให้ ไม่ใช่เพื่อกดสองสายให้นิ่ง แต่เพื่อ ‘เร่งให้สองสายโคจรเคียงกันเร็วขึ้น’ อย่างมีระเบียบ ดึงพลังออกมาใช้โดยไม่ปล่อยให้แสงดาวปะทุเต็มดวง เป็พลังที่เขาไม่เคยแตะถึงมาก่อน
ชี่ทองและมานาคราม—ของหลิงเฟิงและอาเดรียล—พันเป็เกลียวคู่ เคียงกันแต่ไม่รวมเป็หนึ่ง ตามวิถีที่ป๋ายเหอสอนไว้แต่ต้น พลังเกลียวคู่เจาะทะลุคลื่นเทาทมิฬของเฟิ่ง ดาบทองเปิดแผล มานาครามถล่มซ้ำในจังหวะเดียว—กฎเดียวกับที่สังหารคาลวิน หลิงเฟิงรู้สึกเหรียญทองแดงในย่ามเย็นวูบแล้วอุ่นวาบ แผ่ลมกลบเสี้ยวแสงดาวที่เล็ดลอดออกมาไว้ทันก่อนผู้ใดจะเห็น
คลื่นพลังเกลียวคู่ปะทะกลางอกเฟิ่ง ร่างของอาจารย์เฒ่ากระเด็นไปกระแทกซากเสาหลัก เืสีเทาขุ่นไหลริน เขายันกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล แต่กลับหัวเราะออกมาแ่ๆ “เก่ง...เก่งกว่าที่นายข้าคาดไว้มาก” ดวงตาขุ่นครามของเขาเปล่งประกายวิปลาส “แต่เ้าเข้าใจผิด หากคิดว่าฆ่าข้าได้แล้วจะจบ ข้าเป็เพียงมือข้างหนึ่ง...นายข้ามีมืออีกนับไม่ถ้วน”
“และคราวนี้” เฟิ่งเช็ดเืที่มุมปาก “นายข้าไม่จำเป็ต้องซ่อนอีกต่อไป แก่นสองพิภพตื่นแล้ว แสงดาววาบมามากพอจะส่งเสียงเรียกข้ามม่านถึงเขาแล้ว เซวียนตูจะมาหาเ้า—ด้วยตัวเขาเอง” คำนั้นทำให้สันหลังหลิงเฟิงเย็นวาบ เพราะมันคือคำขู่ที่จริงยิ่งกว่าคำขู่ใด เงาที่เคยเป็เพียงตำนานในปากป๋ายเหอ บัดนี้กำลังจะกลายเป็เนื้อหนัง
เฟิ่งกวาดสายตามาหยุดที่หลิงเฟิง รอยยิ้มสุดท้ายของเขาแฝงพิษ “เ้าวิ่งไปซบตาเฒ่าป๋ายเหอ ขอความจริงจากเขา...แต่เ้ารู้หรือไม่ ว่าเขาซ่อนความจริงที่โหดร้ายที่สุดไว้ ผู้สร้างม่านกับผู้ตัดม่าน—เซวียนหลิงกับเซวียนตู—ผูกพันกันแแ่ยิ่งกว่าที่เ้าจินตนาการ และ ‘การปกป้อง’ ของตาเฒ่านั่น แท้จริงคือกรงขังอีกชนิดหนึ่ง” คำพูดนั้นฝังลึกลงในใจหลิงเฟิงราวหนามที่จะปวดร้าวไปอีกนาน
ก่อนหลิงเฟิงจะทันตวงถาม เฟิ่งสะบัดตัวถอยเข้าหารอยแยก ร่างของเขาแตกสลายเป็ผงเทาเถ้าคลุ้งกระจาย—ราวกับสิ่งที่ยืนอยู่ตรงนั้นเป็เพียงเปลือกกลวง เป็ตัวแทนที่ถูกหล่อขึ้นจากพลังของนายเหนือเมฆเื มิใช่มนุษย์เต็มตัวอีกแล้ว ฝูงนกกาเถ้าเหนือหอคอยแตกฮือบินหนีข้ามม่านไป รอยแยกกลางลานที่ขาดผู้คุมเริ่มหุบตัวลงช้าๆ เมื่ออาจารย์ที่เหลือรอดระดมพลังประคองเสาหลักที่ร้าวกลับเข้าที่
แสงเช้าสีหม่นค่อยจับขอบฟ้าเหนือสถาบันที่บอบช้ำ ควันลอยกรุ่นจากลานหิน เสียงร่ำไห้ระงมไปทั่ว ร่างของอาจารย์เฉวียนถูกห่มผ้าวางไว้ใต้ต้นไม้สองสีที่ใบไหม้เกรียม สถาบันร่วมสองพิภพ—สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยดูเหมือนเป็ป้อมปราการมั่นคงในสายตาเด็กไร้สำนัก—บัดนี้เผยให้เห็นว่าไม่มีที่ใดปลอดภัยอย่างแท้จริงเมื่อศัตรูฝังตัวอยู่ในเงา สายตาศิษย์ที่มองหลิงเฟิงเปลี่ยนไป มีทั้งความกลัวและความยำเกรงปนเป—เด็กตราเทาที่กล้าปะทะอาจารย์าุโจอมทรยศ
เซินหรูรอดชีวิต แผลถูกพันไว้แน่น ใบหน้าซีดแต่ดวงตายังเข้มแข็ง “ข้าขอโทษ” เขากระซิบกับหลิงเฟิง “ที่ลังเลแม้เพียงเสี้ยววินาทีตอนเฟิ่งกล่าวหาอาเดรียล” หลิงเฟิงส่ายหน้า “นั่นแหละคืออาวุธของศัตรู—มันไม่ได้หวังให้เราตายด้วยดาบ แต่หวังให้เราฆ่ากันเองด้วยความระแวง” เขาเงยมองฟ้าสองสี “เฟิ่งอยากให้ข้าเชื่อว่าผู้ทรยศคือคนที่ข้ารัก เพื่อให้ข้าผลักไสทุกคนที่ข้ารักออกไปด้วยมือตนเอง นั่นต่างหากกับดักที่แท้จริง”
เซินหรูยังบอกอีกว่า แม้แต่เขาเองก็ไม่เคยรู้ชื่อจริงของอาจารย์ผู้ส่งเขามา รู้เพียงคำเตือนและคำพยากรณ์ ‘ผู้เดินสองสายในวันที่ม่านใกล้แตกสลาย’ ปริศนานั้นยังคงคลุมเครือ—อาจารย์ของเซินหรูเป็มิตรหรือเป็เพียงผู้เล่นอีกฝ่ายที่มองหลิงเฟิงเป็หมาก หลิงเฟิงเก็บคำถามนั้นไว้ในใจ พร้อมคำกำชับของป๋ายเหอที่ยังก้องอยู่ ‘จงระวังแม้คนที่เ้าไว้ใจที่สุด’
เมื่อฝูงชนเริ่มสลายไปจัดการศพและผู้าเ็ หลิงเฟิงกับอาเดรียลยืนเหลืออยู่ลำพังริมระเบียงที่ร้าว “เ้าเลือกข้าโดยไม่มีหลักฐานสักชิ้น” อาเดรียลเอ่ยเบาๆ ไม่หันมอง “คนทั้งลานชี้หน้าข้าว่าทรยศ แต่เ้ากลับหันหลังให้พวกเขา” “ข้าไม่ได้เลือกด้วยหลักฐาน” หลิงเฟิงตอบ “ข้าเลือกด้วยสิ่งที่ข้ารู้สึก เหมือนที่เรารบเคียงกันราวเคยซ้อมมาพันครั้ง บางอย่างมันลึกกว่าเหตุผล” อาเดรียลเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนปลายนิ้วเย็นของเขาแตะลงบนหลังมือหลิงเฟิงเบาแ่—ััแรกที่ไม่ใช่กลางศึก
หลิงเฟิงกำเหรียญทองแดงไว้แน่น มองไปยังรอยแยกที่กำลังหุบตัว ที่ซึ่งเฟิ่งสลายหายไป ความโศกในอกค่อยๆ ตกผลึกเป็เหล็กกล้า เขาไม่ใช่เด็กกำพร้าใต้แผงก๋วยเตี๋ยวอีกต่อไป และเขาจะไม่ยอมเป็ ‘เมล็ด’ ที่ถูกผู้ใดหว่านไว้เพื่อเก็บเกี่ยว เซวียนตู้าให้เขาตื่น—เขาจะตื่น แต่จะตื่นในแบบที่ผู้ตัดม่านไม่เคยคาดคิด
และไกลออกไปเหนือม่านสองสี ในห้วงที่ไร้ผู้ใดมองเห็น บางสิ่งขยับตัวอย่างเชื่องช้า รอยแยกทั่วแผ่นดินสั่นไหวพร้อมกันราวขานรับแสงดาวที่วาบขึ้นในคืนนี้ เสียงหนึ่งดังขึ้นแ่เบาไร้ความเร่งร้อน ราวผู้ที่รอคอยมานานนับพันปีและรู้ว่าตนมีเวลาเหลือเฟือ “เมล็ดที่ข้าหว่านไว้...บานเต็มที่แล้วสินะ” เงานั้นยิ้ม “ถึงคราวที่ข้าจะไปพบเ้า—ด้วยตนเอง”