ตอนที่ 34 ถนน ‘เพอร์ซี’ ตลาดใต้ดิน
หลังจากการเจรจาอยู่เกือบสิบนาทีในที่สุดราคาก็ลงมาอยู่ที่สองหมื่นเครดิตนับเป็เงินก้อนใหญ่ที่สุดที่กัสจ่ายในตอนนี้
เงินสดที่มีกับตัวเขามีแค่สี่แสนเครดิตเท่านั้นซึ่งมาที่นี่ครั้งนี้กัสตั้งงบไว้ที่หนึ่งแสนเครดิตแต่เพียงแค่พิมพ์เขียวเตาหลอมฟินิกซ์เพียงชิ้นเดียวก็ใช้เกือบหนึ่งในห้าของที่ตั้งงบไว้
นั่นก็ไม่นับว่าแปลกอะไรเพราะความหายากและมูลค่าของพิมพ์เขียวเตาหลอมฟินิกซ์นั้นสูงมากแม้จะเป็ของสะสมก็ยังมีคนที่้าจำนวนมาก
ที่จริงแล้วราคาของมันสูงกว่านี้แต่ราคานี้คือราคาที่ต่อลงมาแล้ว
“ตกลงผม้าอย่างอื่นด้วย” กัสเริ่มซื้อของต่อและก็ยังเป็พิมพ์เขียวอีกเช่นเคย
การมีพิมพ์เขียวย่อมสร้างสิ่งของได้มากกว่าการไปซื้อของชิ้นนั้นโดยตรงๆ เช่นอาวุธ กัสกำลังวางรูปแบบอาวุธหลักให้กับกองทัพของเขา ตามประเภทของกองทัพแน่นอนว่าก็ยังต้องดูความเหมาะสมด้วย
อย่างชุดเกราะเขามี เกราะสิงโตทารัสถ้าจะจัดประเภทมันก็คือชุดเกราะหนัก T1 ที่ให้กับพวกทหารราบเกราะหนักที่ไม่ได้เน้นความคล่องตัวมากนักได้ใส่กัน
ใช้กับกองทหารมืดก็ดูเหมาะสมแต่กับทหารองครักษ์หรือทหารคุ้มกันมันก็พอได้เพียงแต่ดูเทอะทะไปและไม่คล่องตัวมากนัก
กัสจึงซื้อพิมพ์เขียวชุดเกราะเพิ่มอีก 2 แบบ ประกอบด้วยชุดเกราะเบาที่มีชื่อว่า พิมพ์เขียวชุดเกราะหนังสัตว์เนลสันT1 เป็ชุดเกราะที่ใช้หนังของสัตว์อะไรมาสร้างก็ได้ถึงมันจะไม่ได้ดีที่สุด แต่เหมาะกับสถานการณ์ของกัสมาก
เพราะการหาสัตว์กลายพันธุ์มันไม่ใช่เื่ง่ายโดยเฉพาะในโลกของซอมบี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสัตว์ที่เฉพาะเจาะจงเลยของชิ้นนี้ก็ไม่ได้มาจากหอคอยชั้นแรกด้วยแต่ว่ามันเหมาะเอามาจัดการกับหนังสัตว์ที่ล่าได้
การป้องกันอาจจะอ่อนแอกว่าชุดเกราะสิงโตทารัสและประสิทธิภาพก็ขึ้นอยู่กับชนิดของหนังสัตว์ที่เอามาสร้าง ส่วนอีกประเภทค่อนข้างจะเหมาะสมมันคือชุดเกราะธรรมดาที่ไม่เน้นไปทางชุดเกราะหนักหรือชุดเกราะเบาพิมพ์เขียวชุดเกราะเสือดาว
กัสยังเลือกพิมพ์เขียวโล่เบากลม T1 มีขนาดเล็กกว่า น้ำหนักเบากว่า ประสิทธิภาพด้านความทนทานสูงกว่าโล่เหล็กมากนักข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือขนาดที่เล็กกว่าโล่เหล็กทำให้ไม่เหมาะที่จะเอามาใช้กับการตั้งกำแพงโล่มากนัก
แน่นอนว่าทำได้แต่โล่ชนิดนี้เหมาะกับการพกพาและเคลื่อนที่มากกว่า ซึ่งกลยุทธ์อย่างการตั้งกำแพงในตอนนี้ค่ายของพวกเขาก็อาจจะไม่ได้ใช้บ่อยมากนักเพราะส่วนใหญ่จะเป็ฝ่ายออกไปโจมตีมากกว่า
สุดท้ายอาวุธอีก 3 ประเภท ซึ่งกัสเลือกเป็ยุค T1 ทั้งหมด
พิมพ์เขียวดาบพิฆาตเหล็กเป็ดาบยาวมาตราฐานทั่วไป ชิ้นต่อมาคือพิมพ์เขียวหอกเกลียววายุ เป็หอกที่มีลักษะเฉพาะตัวออกแบบด้วยเกลียวที่ช่วยในการหมุนเพิ่มประสิทธิภาพการแทงและโดยเฉพาะการขว้างจะทำให้หอกหมุนในหลักการเดียวกับลูกะุปืนในลำกล้องที่มีเกลียว
สุดท้ายคือสิ่งที่กัสค่อนข้างให้ความสำคัญ
พิมพ์เขียวคันธนูเหล็กดำ T1 ซึ่งยังมีชุดพิมพ์เขียวมาคู่กันอีก
พิมพ์เขียวลูกศรล่าสัตว์ธรรมดาเป็ลูกธนูธรรมดาไม่จัดเป็ของยุคT1 แต่ถ้าโดนยิงร่างคนก็ทะลุได้
ส่วนอีกอย่างคือพิมพ์เขียวลูกศรล่าพยัคฆ์T1 ใช้ในการล่าสัตว์นักล่าอย่างสัตว์กลายพันธุ์โดยเฉพาะ
ทั้งหมดนี้ใช้เงินกัสมากถึงสามหมื่นเครดิตแต่ว่าก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่ กัสยังเหลืองบในการซื้อของอย่างอื่นเพิ่ม
กัสวางแผนไว้ว่าเอาจะต้องหาไพ่ลับไว้สักใบเพื่อเตรียมรับมือกับาค่ายที่ยังไงก็ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
“แม้ในหอคอยที่เขตดัลลัสการหาอาวุธลับไว้ผลิกสถานการณ์นั้นจะยากแต่ว่าโลกด้านนอกนี้กลับมีโอกาศอยู่”
โลกด้านนอกอาวุธที่เอาออกมาจากหอคอยนั้นง่ายแต่ว่าการเอามาใช้งานในโลกที่เต็มไปด้วยกฏระเบียบนั้นยุ่งยากการซื้อขายกันยิ่งถูกจำกัดไว้ด้วย
“ที่ร้านมี...” กัสเริ่มสอบถามสิ่งที่เขา้า
“ร้านเรามีทุกอย่างที่คุณ้าแต่ว่าสิทธิ์...” พนักงานลังเลเล็กน้อย แต่กัสกลับเข้าใจดีถึงความหมายนั้นสิทธิ์ในการซื้อของเขายังเป็ปัญหา
ที่จริงแล้วสิทธิ์ส่วนใหญ่ก็ผูกมาพร้อมกับสถานะเื้ักฏเขียนขึ้นมาโดยคนที่แข็งแกร่งกว่า เพื่อควบคุมคนที่อยู่ต่ำลงมาความแข็งแกร่งมีหลายระดับ กฏก็เช่นกัน
อาวุธที่รุนแรงถ้าเกิดถูกตรวจพบอาจจะถูกเ้าหน้าที่ตรวจสอบจับกุมหรือเล่นงานได้
แม้ตัวเองจะมีพลังแต่ใช้ว่าจะแข็งแกร่งที่สุดย่อมมีคนที่แข็งแกร่งกว่าเสมอและโลกนี้ก็มีระเบียบแบบนั้น
กัสเลือกจะไม่ถามต่อเพราะรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ แต่เขาก็ไม่ได้ยอมแพ้เื่นี้ กลับนึกไปถึงเื่หนึ่งในอีกหลายปีต่อจากนี้
กัสเป็ทหารมาก่อนย่อมรู้ข้อมูลในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้
โลกปกครองด้วยรัฐบาลโลกแต่ว่าก็ยังแบ่งออกเป็หลายเขต หลายฝ่ายและหลายอิทธิพลทหารคือหนึ่งในกองกำลังอิทธิพลขนาดใหญ่ ย่อมมีข้อมูลข่าวกรองสำคัญมากมาย
ครั้งหนึ่งเขาเคยกลับมาพักที่บ้าน่หนึ่งก็ได้รับภารกิจแฝงมาด้วยคือการไปตรวจสอบสถานที่หนึ่ง
จะมองว่าเป็ภารกิจตรวจสอบก็ไม่เชิงแค่ภารกิจเข้าไปสังเกตการณ์เพื่อบอกกับเ้าของสถานที่ว่าพวกเขายังคงเฝ้ามองอยู่มันคือการส่งสัญญาณการปกครอง การควบคุมต่อที่แห่งนั้น
สถานที่ที่กล่าวถึงก็คือ ตลาดใต้ดิน
ตลาดใต้ดินจะพูดแบบนั้นแต่ก็เป็ย่านการค้าที่คึกคัก เพียงแต่ฉากหน้าเป็ร้านค้าขายในยามค่ำคืนเท่านั้น
“ไปร้านนั้นก็แล้วกันน่าจะมีของที่้า”
สถานที่ที่จะไปต้องนั่งรถไปด้วยแต่ก็กัสไม่ได้รีบ เพราะเขายังมีเวลาทั้งคืน ตอนนี้ก็ใกล้จะเที่ยงคืนแล้วซึ่งมันก็เป็เวลาที่สถานที่แบบนั้นจะเปิดรับลูกค้าพอดี
กัสต่อรถบัสอีกสองสามสายก่อนจะไปถึงยังหนึ่งในย่านที่นักเที่ยวกลางคืนมารวมกันมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง
กัสเดินลงจากรถมาก็เหลือบมองไปที่ป้ายถนน‘เพอร์ซี’ ถนนที่เต็มไปด้วยสถานบันเทิงนักท่องเที่ยวกลางคืน หญิงสาว เหล้า การพนันและอีกหลายสิ่งที่คุณจินตนาการถึง
มองแล้วสถานที่นี้เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงแต่ว่าในภาพของความวุ่นวายนี้มีการควบคุมที่เข้มงวดอยู่
ทันทีที่กัสเดินเข้าไปย่อมดึงดูดสายตาของสาวๆ ที่ยืนเรียกลูกค้าอยู่หน้าร้านริมถนนได้อย่างดีเพราะหายากนักที่เด็กหนุ่มแบบกัสจะมาที่นี่
แน่นอนว่าก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเพียงแต่ว่าส่วนใหญ่ต่างก็เป็พวกนักศึกษาปีหนึ่งที่อยากรู้อยากลองแต่เด็กเท่ากัสนั้นน้อยจนไม่มี
หญิงสาวที่เห็นกัสก็รู้สึกอยากจะลองเคียวหย้าอ่อนๆ แบบกัสดู ต่างพากันเดินเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังพูดเชิญชวน หุ่นที่เย้ายวนสายตาที่ลามกและคำพูดที่สองแง่สองงามถ้าเป็เด็กหนุ่มทั่วไปคงจะหลงไหลและเคลิบเคลิ้มไปแล้ว แต่ไม่ใช่กับกัส
ตอนนั้นที่มาที่นี่เขาบุกตะลุยไปทุกร้านจนหมดความสนใจแล้วแต่ถ้าจะให้พูดถึงความสนใจอย่างหนึ่งคงเป็การที่เขาคุ้นเคยกับสาวบางคนเพียงแต่ในตอนนั้นพวกเธอกลับดูโตและเป็ผู้ใหญ่กว่านี้
ตอนนี้กลับเป็เด็กหน้าใหม่ที่พยายามเต็มที่ที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากรุ่นพี่ ทำให้กัสค่อนข้างจะสนใจรสชาติว่าพวกเธอจะเป็ยังไงถ้าเทียบกับในอนาคต
แต่กัสก็ไม่คิดจะเล่นสนุกเพราะสิ่งที่ควรทำสำคัญกว่า
เป้าหมายของกัสไม่ได้คับแคบเฉกเช่นในชีวิตก่อนอีกแล้วเขามีทั้งระบบปรับแต่งซอมบี้ที่สืบทอดมาและสิ่งลึกลับที่สุดอย่างจี้หินดำที่ผูกติดกับจิติญญาของเขา
มันคือความมั่นใจที่กัสเชื่อว่าจะพาเขาไปยังโลกที่ยิ่งใหญ่จนเขาเองในตอนนี้ก็คงจินตนาการณ์ไม่ถูกด้วยซ้ำว่าโลกที่จะไปถึงในอนาคตนั้นจะเป็อย่างไร
การเมินเฉยของกัสทำให้สาว ๆหมดสนุกและเลิกสนใจเขาไปเอง
กัสเดินตรงไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่งที่นี่ไม่ใช่ร้านอาหารหรูแต่ทุกโต๊ะกลับเต็มไปด้วยลูกค้าที่เข้ามานั่งกินอาหารกัน
เขาแทบไม่สนใจเดินผ่านแขกในร้านไปยังประตูทางด้านหลังร้านแต่ว่าก่อนจะได้เข้าไปก็มีชายสองคนยืนขวางไว้หนึ่งในนั้นยื่นมือออกมาดันหน้าอกเขาไม่ให้ก้าวเดินเข้าไปที่ประตูได้
“ไอ้หนูมาที่นี่ทำไมไม่เห็นเหรอว่ามันเขียนว่าห้ามบุกคนภายนอกเข้า” อีกคนหนึ่งรีบพูดด้วยน้ำเสียงดุดันเชิงข่มขวัญ
กัสกับนึกขึ้นมาได้ว่าตนเองตอนนี้ไม่ใช่ตนเองในอีกสิบปีที่จะวางมาดเดินเข้าไปได้โดยที่ไม่มีการมาสอบถาม แต่ว่ากัสก็ไม่ได้แสดงท่าทางอ่อนน้อมหรือยอมแพ้เพราะยิ่งทำแบบนั้น ยิ่งทำให้สถานะของเขาในสายตาของฝ่ายตรงข้ามดูเป็เด็กลงไปอีก
กัสทำหน้านิ่งเฉยสายตาสบไปที่ฝ่ายตรงข้ามและเหลือบมองไปที่มือที่ผลักหน้าอกของเขาอยู่
“นี่คือการต้อนรับลูกค้าอย่างนั้นเหรอ”กัสกล่าว
“ลูกค้า?” ทั้งสองทำหน้างง ๆก่อนจะเข้าใจความหมายของกัสว่าที่แท้อีกฝ่ายก็มาที่นี่เพื่อสิ่งที่อยู่หลังร้านแต่ว่า...
“ให้เขาเข้ามา” ตอนนั้นก็มีเสียงแหบดังออกมาจากด้านหลังกัสเหลือบมองไปที่ก็เห็นว่าเป็คนคุ้นเคยอยู่ไม่น้อย
ตาแก่ผมขาวที่ตอนนี้ไม่ได้ขาวเท่ากับตอนนั้นแถมท่าทางก็ไม่ได้อ่อนแรงจนเหมือนตะเกียงใกล้หมดน้ำมันเหมือนกับในเวลาหลังจากนี้
‘เจสัน’ กัสนึกชื่อขึ้นมา นั้นคือผู้นำทาง แน่นอนว่าไม่ใช้ในร้านด้านหน้าแต่เป็ร้านที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง คอยตัดสินและนำทางลูกค้าไปหาเถ้าแก่จริง ๆเขาเป็ที่ไว้วางใจอย่างมาก
ตาแก่เจสันคนนี้ในตอนนั้นต้อนรับกัสด้วยสีหน้ายิ้มแย้มราวกับว่าเขาเป็พี่น้องสายเืเดียวกันกลับมาเยี่ยมบ้านไม่มีผิด
ส่วนตอนนี้ต่างออกไปอีกฝ่ายแสดงออกถึงความเหนือกว่าสายตาที่มองลงมาก็มองลงมาจริง ๆ
“เ้าหนู้าอะไร”
กัสที่เข้ามาด้านในหลังร้านแล้วชายเฝ้าประตูสองคนก็ยืนทำหน้าที่ต่อไป เขาเดินตามเจสันไปหลังร้าน ผ่านวงไพ่ที่จัดขึ้นมาพร้อมกับกองเงินหนาๆ วางไว้จำนวนมาก
พวกที่เล่นก็เหมือนกับพวกกลุ่มใต้ดินที่น่ากลัวทุกการเคลื่อนไหวของร่างกายกลับซุกซ่อนพลังไว้ แม้กัสจะไม่สามารถตรวจสอบได้แต่ประสบการณ์ช่วยให้เขาประเมินคนเหล่านี้ได้อยู่
แน่นอนว่าในวงพวกนั้นก็มีบางคนที่เป็คนธรรมดาอยู่ไม่รู้ว่าวันนี้หนึ่งในพวกนั้นใครจะเป็หมูที่โดนฝูงหมาป่าหลอกมาเชือดกัน
‘กัสนึกถึงตัวเองไม่น้อย’