สายหมอกยามเช้ายังคงปกคลุมตรอกแคบระเกะระกะในสลัมท้ายเมือง กระแสอากาศเย็นชื้นแทรกซึมผ่านเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อบางที่กู่เจี้ยนหุนสวมใส่ ทว่าชายวัยกลางคนกลับยังคงยืนนิ่งสงบอยู่กลางลานดินหน้าเรือน มิได้สะทกสะท้านต่อความหนาวเหน็บรอบกายเลยแม้แต่น้อย
เขาเดินปราณแยกเท้ากว้างเท่า่ไหล่ หย่อนเข่าลงเล็กน้อย สองมือยกขึ้นระดับทรวงอกในท่าโอบอุ้ม คล้ายกำลังประคองลูกบอลที่มองมิเห็นด้วยตาเปล่า
นี่คือท่วงท่า "ยืนอรหันต์" อันเป็พื้นฐานการฝึกยุทธ์ที่เรียบง่ายที่สุด ทว่ากลับทรงประสิทธิภาพที่สุดในการปรับสมดุลโครงสร้างเรือนร่างมนุษย์
‘กระดูกสันหลังคดงอจากการแบกหามของหนักมานานปี... ไหล่ขวาต่ำกว่าไหล่ซ้าย... ข้อต่อหัวเข่าหลวมคลอน...’
กู่เจี้ยนหุนลอบสำรวจร่างกายของ 'อาเฉิน' อย่างละเอียดถี่ถ้วนผ่านการยืนนิ่ง ทุกคราที่เขาขยับปรับองศาการยืนให้ถูกต้องตามหลักสรีรวิทยา ร่างกายอันทรุดโทรมนี้จะส่งเสียงประท้วงด้วยความเ็ปรวดร้าว กล้ามเนื้อที่เคยชินกับท่วงท่าอันผิดเพี้ยนพากันเกร็งตัวต่อต้านอย่างรุนแรง
หยาดเหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากทั้งที่อากาศรอบกายเย็นเยียบ ทว่าเขากลับมิยอมขยับเคลื่อนไหว แขนขาตั้งมั่น เพียงกำหนดจิตควบคุมลมหายใจเข้าออกให้ลึกและยาวนาน
ฟู่... ฟู่...
เสียงกระแสลมหายใจของเขาเริ่มสอดคล้องกับจังหวะการเต้นของหัวใจ ทันใดนั้น ความอบอุ่นสายหนึ่งก็เริ่มก่อตัวขึ้นที่จุดตันเถียนอย่างเงียบเชียบ แม้มันจะเบาบางดุจเส้นไหมพรม ทว่ามันคือสัญญาณแห่งชีวิตที่กำลังถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหล
[วิถีกระบี่: ขั้นที่ 1 (ใหญ่) - ระดับ 1 (ย่อย) - ขีดที่ 1 (แยก)][เงื่อนไขพิเศษถูกกระตุ้น: "กายาประสานจิต"][เวลาที่ต้องรอเพื่อเลื่อนขั้นถัดไป: ลดลง 2 ชั่วโมง]
กู่เจี้ยนหุนลืมตาขึ้นเมื่อแสงตะวันแรกเริ่มสาดส่อง เขาค่อย ๆ ลดมือลงพ่นลมหายใจออกยาวเหยียด ร่างกายรู้สึกเบาสบายขึ้นเล็กน้อย อาการปวดเมื่อยขบตามข้อกระดูกดูทุเลาเบาบางลง
"ท่านพ่อ... ท่านกำลังทำสิ่งใดอยู่หรือ"
เสียงใสแจ๋วของอาฟางดังมาจากประตูเรือน เด็กสาวตื่นขึ้นมาเตรียมหุงหาอาหาร เห็นผู้เป็บิดยืนนิ่งทำท่าทางประหลาดอยู่นานจึงอดสงสัยมิได้
"ออกกำลังกายยืดเส้นสายขยายกระดูก" กู่เจี้ยนหุนเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้มจาง "คนเราถ้าร่างกายมิขยับเขยื้อน ก็เหมือนบานพับประตูที่ปล่อยให้ขึ้นสนิม... วันนี้ข้าจะออกไปข้างนอกสักประเดี๋ยว ฝากเ้าดูแลท่านแม่กับน้องด้วย"
"ท่านพ่อจะเดินทางไปที่ใดแต่เช้าตรู่เช่นนี้"
"ไปหาวัตถุดิบมาปรุงยา... เพื่อรักษาเ้าคนพาลผู้นั้น"
กู่เจี้ยนหุนคว้าตะกร้าสานใบเก่าที่อาฟางใช้เก็บผักเมื่อวาน เดินมุ่งหน้าออกจากชุมชนแออัด ทว่าเขา มิได้มุ่งหน้าไปทางตลาดใหญ่ หากแต่เดินตรงไปยัง 'ป่าช้าร้าง' ท้ายหมู่บ้าน ซึ่งเป็สถานที่ทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูลที่ไม่มีชาวบ้านคนใดอยากเฉียดกรายเข้าใกล้
สำหรับชาวบ้านทั่วไป ที่แห่งนั้นคือแหล่งเพาะเชื้อโรคและสิ่งอัปมงคลชวนอับโชค ทว่าสำหรับปรมาจารย์ผู้รอบรู้ใต้หล้า ที่นั่นคือ 'คลังสมบัติ' อันล้ำค่า
เมื่อย่างกรายมาถึงป่าช้าร้าง กลิ่นเหม็นเน่าของกองขยะโชยมาแตะจมูก หมู่แมลงวัน บินว่อนส่งเสียงหึ่ง ๆ ทว่ากู่เจี้ยนหุนเดินฝ่าเข้าไปอย่างมิแยแส สายตากวาดมองไปตามพื้นดินที่เต็มไปด้วยวัชพืชขึ้นรกชัฏ
"หญ้าหนวดแมว..." เขาใช้ปลายเท้าเขี่ยกอหญ้าสีเขียวเข้มที่มีดอกสีขาวคล้ายหนวดแมว "สรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ ขับกรดยูริกออกจากกาย... เหมาะสำหรับรักษาโรคเกาต์ของเ้าโล้นนั่นยิ่งนัก"
เขาลงมือถอนมันขึ้นมาทั้งราก สะบัดเศษดินออกแล้วโยนใส่ตะกร้า
เมื่อก้าวเดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าว เขาก็พบเจอ 'ต้นตีนตุ๊กแก' และ 'หญ้าแห้วหมู' ซึ่งขึ้นแทรกอยู่ตามซากกำแพงอิฐผุพัง
"สมุนไพรเหล่านี้ ชาวบ้านมักมองว่าเป็เพียงวัชพืชไร้ราคา ถอนทิ้งแล้วก็เผาไฟทำลายไป..." กู่เจี้ยนหุนส่ายหน้าเบา ๆ ด้วยความเสียดาย "หารู้ไม่ว่า หากนำมาตากแห้งแล้วบดรวมกัน มันคือยาแก้ปวดลดการอักเสบชั้นเลิศ ดีกว่ายาต้มราคาแพงในร้านยาบางแห่งเสียอีก"
ในขณะที่เขากำลังก้ม ๆ เงย ๆ เก็บสมุนไพรอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
"เฮ้ย! นั่นมันไอ้ขี้โรคเฉินนี่หว่า!"
กู่เจี้ยนหุนค่อย ๆ หันกลับไปมอง พบกับชายฉกรรจ์สองคนสวมชุดซอมซ่อมอมแมม ในมือถือไม้กระบองยาว พวกมันคือ 'คนเก็บของเก่า' ที่คอยคุ้ยเขี่ยหาของมีค่าตามกองขยะไปขายประทังชีวิต
"มาทำสิ่งใดแถวนี้วะ" หนึ่งในนั้นตะคอกถาม "คิดจะมาแย่งขยะพวกข้าไปขายรึอย่างไร ที่นี่ถิ่นของพวกข้าเว้ย!"
กู่เจี้ยนหุนยืนหยัดกายขึ้นปัดฝุ่นที่มือ ทอดสายตามองคนทั้งสองด้วยแววตาเรียบเฉย
"ข้าเพียงมาเก็บหญ้า" เขาชูตะกร้าให้ดู "มิได้สนใจของเก่าของพวกเ้าหรอก"
"เก็บหญ้างั้นรึ" ชายผู้นั้นหัวเราะเยาะลั่น เดินเข้ามาใกล้แล้วใช้เท้าเตะตะกร้าของกู่เจี้ยนหุนจนล้มคว่ำ สมุนไพรที่เขาอุตส่าห์เก็บมาร่วงกราวระเกะระกะ "หญ้าพวกนี้เอาไปให้วัวเคี้ยวรึอย่างไร หรือว่าจนตรอกจนต้องกินหญ้าแทนข้าวสารแล้ววะ ฮ่า ๆ ๆ!"
อีกคนแสยะยิ้มกวนโทสะ "ไหน ๆ ก็พบเจอแล้ว จ่ายเบี้ยค่าผ่านทางมาเสียดี ๆ คนละหนึ่งอีแปะ"
กู่เจี้ยนหุนลอบถอนหายใจในใจ ‘เหตุใดโลกใบนี้ถึงได้เต็มไปด้วยหมู่แมลงวันที่ชอบตอมสิ่งปฏิกูลกันนักนะ’
เขามองดูสมุนไพรที่เปื้อนฝุ่นดิน แล้วเงยหน้าสบตาชายทั้งสอง
"ข้าแนะนำให้พวกเ้าเก็บตะกร้าของข้าขึ้นมา... แล้วปัดฝุ่นสมุนไพรเ่าั้ใส่คืนลงไปเสีย" น้ำเสียงของเขาราบเรียบ มิได้มีความโกรธเกรี้ยวอันใด ทว่ากลับมีความเยือกเย็นสายหนึ่งที่ชวนให้ขนลุกชัน
"มึงว่าอย่างไรนะ!" ชายคนแรกง้างไม้กระบองขึ้นสูง "สงสัยอยากเจ็บตัวนัก!"
มันฟาดไม้กระบองลงมาเต็มแรง หมายจะตีสั่งสอนเข้าที่ไหล่ของเขา
กู่เจี้ยนหุนยืนนิ่งมิได้หลบฉาก... ในสายตาของคนทั่วไป ไม้นั้นฟาดลงมาด้วยความเร็วรวดนัก ทว่าในสายตาของอดีตเทพกระบี่ มันกลับเชื่องช้าจนมองเห็นช่องโหว่นับร้อยจุด
ขยับกายเพียงเล็กน้อย เบี่ยงไหล่หลบวิถีไม้ได้อย่างเฉียดฉิว ท่วงท่าไม้กระบองฟาดถูกเพียงความว่างเปล่าส่งผลให้ผู้ลงมือเสียหลักถลาไปข้างหน้า
ในจังหวะเสี้ยววินาทีนั่นเอง กู่เจี้ยนหุนยื่นเท้าออกไปขัดขาอีกฝ่ายเบา ๆ
พลั่ก!
ชายคนนั้นหน้าทิ่มลงไปกองกับพื้นขยะเน่าเหม็น กินฝุ่นดินเข้าไปเต็มปากอย่างหมดสภาพ
"เฮ้ย!" เพื่อนอีกคนใระคนตระหนก รีบวิ่งทะยานเข้ามาหมายจะช่วยกันรุม
กู่เจี้ยนหุนหยิบก้อนหินก้อนเล็กขนาดเท่าหัวแม่มือขึ้นมาจากพื้นดิน แล้วใช้นิ้วดีดออกไป...
เฟี้ยว!
ก้อนหินพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองมิทัน กระแทกเข้าที่จุดชีพจร 'เฉิงซาน' ตรงกึ่งกลางน่องของชายคนที่สองอย่างแม่นยำไร้ที่ติ
"โอ๊ย!" ชายคนนั้นร้องลั่น ขาทั้งสองข้างพับทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้นในทันใด อาการชาหนึบแล่นริ้วจนขยับเขยื้อนมิได้
กู่เจี้ยนหุนยืนทอดสายตามองคนทั้งสองที่คนหนึ่งนอนกินดิน อีกคนนั่งกุมขาน้ำตาเล็ดน้ำตาไหล เขาส่ายหน้าเบา ๆ
"ข้าบอกพวกเ้าแล้วว่าข้าเพียงมาเก็บหญ้า..." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ "พวกเ้าต้องเจ็บตัวเพราะความซุ่มซ่ามพาลผิดคนของตัวเองแท้ ๆ"
เขาก้มลงเก็บตะกร้า และค่อย ๆ เก็บสมุนไพรทีละต้นใส่กลับเข้าไปอย่างใจเย็น โดยมิได้สนใจสายตาหวาดผวาเลิ่กลั่กของอันธพาลทั้งสองเลยสักนิด
[เงื่อนไขพิเศษถูกกระตุ้น: "สยบศัตรูด้วยทักษะ"][เวลาที่ต้องรอเพื่อเลื่อนขั้นถัดไป: ลดลง 3 ชั่วโมง]
เมื่อเก็บสิ่งของเสร็จสิ้น เขาหันมาทอดสายตามองชายคนที่ขาทรุด
"นวดน่องของเ้าเบา ๆ สักครึ่งเค่อ กระแสเืลมจะกลับมาเดินสะดวก... แล้ววันหน้าวันหลังอย่าคิดรังแกคนไม่มีทางสู้ เพราะบางที... คนที่เ้าคิดว่าไร้กำลัง อาจจะเป็คนที่ไม่ควรไปตอแยด้วยที่สุด"
กล่าววาจาจบ กู่เจี้ยนหุนก็เดินจากไป ทิ้งให้สองนักเลงมองตามหลังด้วยความงุนงงระคนหวาดกลัวจับจิต
...
เมื่อเดินทางกลับมาถึงเรือน กู่เจี้ยนหุนเริ่มลงมือปรุงยาทันที
เขาใช้ครกหินเก่า ๆ ที่หยิบยืมมาจากท่านป้าข้างบ้าน (ซึ่งมองตรงมายังเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด) ลงมือบดผสมสมุนไพรที่เก็บมารวมกันจนละเอียด ย้อมผสมกับแป้งหมี่และน้ำผึ้งป่าเล็กน้อยที่เขาบังเอิญพบเจอในโพรงไม้ระหว่างทางขากลับ เพื่อใช้เป็ตัวประสานและแต่งรสชาติ
เขาคลึงปั้นตัวยาเป็ก้อนกลมขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ตัวยามีสีเขียวคล้ำและส่งกลิ่นฉุนกึก
"ยาแก้ปวดสูตรเข้มข้น..." ยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจ "สรรพคุณขับกรด ลดอาการบวม และช่วยระบายท้อง... รับรองว่าเ้าหลิวหัวโล้นกินเข้าไป นอกจากจะทุเลาอาการปวดเข่าแล้ว ยังจะได้ถ่ายท้องล้างพิษจนหมดเรี่ยวแรงซ่าไปอีกหลายวัน"
เขานำยาลูกกลอนไปตากผึ่งไว้ในกระด้ง แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้ากว้าง
การต่อสู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อครู่ทำให้เขาเกิดความมั่นใจขึ้นมาบ้าง การใช้เทคนิคยืมแรงแปรเปลี่ยนและโจมตีจุดชีพจร สามารถชดเชยความอ่อนแอของเรือนร่างนี้ได้ในระดับหนึ่ง
ทว่ามันยังมิเพียงพอ...
เวลาที่เหลืออีกราวเจ็ดวันเศษ เขาจำเป็ต้องแกร่งกล้ายิ่งกว่านี้ เพื่อปกป้องรอยยิ้มของบุตรสาวทั้งสองที่กำลังนั่งคัดเลือกเมล็ดข้าวสารอยู่อย่างมีความสุขที่หน้าประตูเรือน
"อาฟาง อาหยวน" เขาเอ่ยเรียก "มาหาพ่อตรงนี้สิ พ่อมีสิ่งใดจะสั่งสอน"
เด็กสาวทั้งสองรีบวิ่งเข้ามาหาด้วยความกระตือรือร้น "สอนสิ่งใดหรือท่านพ่อ"
"สอน... วิธีการกำหนดลมหายใจ" กู่เจี้ยนหุนลูบศีรษะบุตรสาวด้วยความเอ็นดู "หายใจอย่างไรมิให้เหนื่อยล้ายามทำงานหนัก และช่วยมิให้เจ็บป่วยไข้ได้ง่าย"
การถ่ายทอดเคล็ดวิชาทางยุทธ์ให้แก่คนในครอบครัวอย่างแเี เริ่มต้นขึ้นแล้ว