ถ้ามีคนมาพูดกับเขาว่านิกายเทพกระบี่เป็นิกายที่ตกต่ำเสื่อมโทรมในเวลานี้ เขาจะสวนกลับอย่างไม่ลังเลทันที : เ้ามันโง่เขลา!
หากนิกายแห่งนี้ถูกมองว่าเป็สำนักนิกายที่ใกล้จะล่มสลาย สำนักใหญ่ๆ ที่โลกภายนอกพากันเรียกก็คงเป็สำนักที่วินาศสันตะโร!
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้กลับมีข่าวลือผิด ๆ ว่าได้ถูกทำลาย ช่างเหลวไหลสิ้นดี!
วินาทีต่อมา เย่เสวียนก็ต้องสั่นสะท้านไปทั้งตัว ดวงตาของเขาเกือบจะถลนออกมาจากเบ้า ขณะที่ตัวแข็งค้างราวกับถูกฟ้าผ่า
“โอ้แม่เ้า นิกายเทพกระบี่แห่งนี้มันคือสถานที่แบบไหน เหตุใดปราณิญญาถึงมีมหาศาลเช่นนี้ มากยิ่งกว่าภายนอกอย่างน้อยร้อยเท่า!”
ปัจจุบันเขาััได้อย่างชัดเจนว่าปราณิญญารอบ ๆ ตัวของเขาได้แทรกซึมเข้าไปภายในร่างกาย และเขาแทบจะไม่จำเป็ต้องออกแรงเคลื่อนไหวเพื่อดูดซับมัน
เพียง่เวลาสั้น ๆ เขารู้สึกว่าขอบเขตที่หยุดชะงักของเขาเริ่มมีปฏิกิริยา
นี่มันไม่ใช่ดินแดน์จริง ๆ หรอกรึ?
หากสามารถฝึกตนอยู่ที่นี่ได้ในอนาคต ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความเร็วย่อมต้องก้าวะโเป็แน่!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ไฟที่ซ่อนเร้นก็ลุกโชนขึ้นภายในดวงตาของเขา กระทั่งหัวใจเขาก็ยังเต้นรัวราวกับกลอง
ก่อนหน้านี้อาจพูดได้ว่าเขา้าจะซ่อนตัวด้วยการเข้าร่วมนิกายเทพกระบี่ เพื่อหลีกเลี่ยงการตามล่าของตำหนักปรภพ มาบัดนี้เขามีความปรารถนาอันแรงกล้าสุดจะหาใดเปรียบ คาดหวังว่าจะได้เข้าร่วมนิกายเทพกระบี่ .
ถึงขนาดที่ว่าต่อให้ไล่ก็ไม่คิดจะจากไป
เย่เสวียนกล่าวด้วยอารมณ์ตื่นเต้น: “ผู้าุโ นิกายเทพกระบี่แห่งนี้เป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการฝึกตน และปริมาณปราณิญญามหาศาลอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน!”
สตรีภายในจี้อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ: "ข้าไม่นึกมาก่อนเลยว่าจะมีสถานที่เช่นนี้เมื่อเวลาผ่านไปหลายพันปี"
ความเข้มข้นของปราณิญญาในนิกายเทพกระบี่ กระทั่งสำนักใหญ่ก็ไม่สามารถเทียบเคียงได้ เว้นแต่จะเป็ดินแดนลึกลับหรือถ้ำมรดกแดนศักดิ์สิทธิ์เ่าั้
นอกจากความใแล้ว นางยังได้ปลดปล่อยอำนาจจิตััเพื่อตรวจสอบ ก่อนพบว่ากระทั่งดอกไม้และต้นไม้บริเวณรอบ ๆ ตัวนางได้เปิดภูมิปัญญาของพวกมันแล้ว
“หากสิ่งที่ข้าคาดเดาไม่ผิด จะต้องมีสุดยอดชีพจริญญาซ่อนอยู่ในนิกายเทพกระบี่นี้”
ในน้ำเสียงของสตรีปะปนไปด้วยความตื่นเต้น
"อะไรนะ?"
“สุดยอดชีพจริญญา?!”
เย่เสวียนอดไม่ได้ที่จะอุทานด้วยความประหลาดใจ
เขารู้ดีว่าชีพจริญญามีความสำคัญต่อนิกายอย่างไร
ไม่ต้องเอ่ยถึงสุดยอดชีพจริญญา แม้ต่อให้เป็ชีพจริญญาขนาดเล็กธรรมดา มันก็เป็ไปได้ยากที่จะหาพบ และหลายสำนักที่ต่อสู้เพื่อแย่งชิง
หากคนภายนอกรู้ว่านิกายเทพกระบี่ มีสุดยอดชีพจริญญา เกรงว่าต่อให้พวกเขาจะต้องแลกด้วยทุกสิ่ง พวกเขาก็จะทำลายนิกายเทพกระบี่ และชิงมันมาไว้ในมือของพวกเขาเอง
พอเห็นว่าเย่เสวียนตื่นเต้นมากเสียจนไม่รู้เหนือรู้ใต้ สตรีผู้นั้นจึงกล่าวเตือนอย่างจริงจังว่า "เย่เสวียน การเข้าร่วมกับนิกายเทพกระบี่นับเป็โอกาสอันดีสำหรับเ้า เข้าใจหรือไม่"
เย่เสวียนพยักหน้ารับ “ผู้าุโ ผู้น้อยเข้าใจ!”
เวลานี้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างมาก
เพราะเขารับรู้ได้ถึงแรงกดดันที่หนักหน่วงและเฉียบคมอย่างชัดเจน และมันอยู่ใต้จมูกโดยปราศจากการเตือนล่วงหน้า
ภายใต้แรงกดดันนี้ จู่ๆ เขาก็ตระหนักได้ว่าตนเองไร้ซึ่งพลัง ราวกับมดตัวน้อย ๆ ที่ชีวิตมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเขา
เขาไม่สามารถระงับเหงื่อเย็นที่ไหลทะลักลงมาราวกับน้ำตกได้
ดูเหมือนว่าผู้แรงกดดันนี้สามารถทำให้เขาหายตัวไปได้ด้วยการใช้ความคิดเดียว
น่ากลัว! น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง!
นับว่าโชคดีที่การปรากฏของแรงกดดันได้สลายไปอย่างกะทันหัน และไม่มีกลิ่นอายคุกคามใด ๆ เหลืออยู่
ทว่าท่ามกลางความว่างเปล่าจู่ ๆ อากาศก็บิดเบี้ยวไปชั่วขณะ ก่อนที่บุรุษหนุ่มผู้ดูสง่างามและมีใบหน้าหล่อเหลาได้ก้าวเท้าออกมาจากความว่างเปล่า ปรากฏต่อหน้าเขา
“ศิษย์เย่เสวียน คำนับท่านเซียน!” เย่เสวียนอดไม่ได้ที่จะตะลึงเมื่อได้เห็นผู้มาเยือน ก่อนที่จะคุกเข่าลงกับพื้นโดยไม่ลังเล
'หึหึ ผู้ชายคนนี้มีไหวพริบว่องไวพอสมควร' หลินเฟิงมองไปยังเย่เสวียนที่อยู่เบื้องหน้าพลางกล่าวในใจ
ดูเหมือนเขาค่อนข้างพอใจกับคนผู้นี้จึงยิ้มเล็กน้อย “ข้าคือเ้านิกายคนใหม่ของนิกายเทพกระบี่ ข้าได้เห็นวิธีการของที่ฝ่าค่ายกลปกปักนิกายก่อนหน้า นับว่าเ้ามีความสามารถ..."
พูดถึงจุดนั้นหลินเฟิงก็หยุดชั่วครู่ เหลือบมองเย่เสวียน "การที่เ้าบุกบั่นฝ่าค่ายกลปกปักนิกายเข้ามา หมายความว่าเ้า้าเป็ศิษย์ของข้าใช่หรือไม่? "
ได้ยินถ้อยคำนี้ เย่เสวียนก็พยักหน้าด้วยความรีบร้อน และกล่าวด้วยความเคารพว่า “มิกล้าปิดบังเ้านิกาย นี่คือสิ่งที่ศิษย์ปรารถนา”
ท้ายสุด เขาก็มองไปยังหลินเฟิงด้วยความกระตือรือร้น
มุมปากของหลินเฟิงยกโค้งขึ้นโดยที่ไม่สามารถเข้าใจอารมณ์ได้ ขณะชำเลืองมองเย่เสวียน "เช่นนั้นรึ แต่มีเสียงจากภายนอกร่ำลือกันว่า นิกายเทพกระบี่ของข้ามีสภาพทรุดโทรมใกล้จะพินาศ แล้วเหตุใดเ้าจึงได้มานิกายเทพกระบี่ของข้า?
หึหึ เ้าเด็กนี่ไม่ซื่อสัตย์เอาเสียเลย เขาย่อมไม่เชื่อถ้อยคำโกหกนี้
เมื่อถูกสายตาของหลินเฟิงจับจ้อง เย่เสวียนก็รู้สึกราวกับว่าความลับทั้งหมดของเขาได้ถูกเปิดโปง แววตาเฉียบคมที่กำลังจ้องมองทำให้เขาถึงกับเสียวสันหลังวาบ จนเหงื่อเย็นพรั่งพรูออกมา
เขาไม่กล้าปิดบังสิ่งใดแม้แต่น้อย เขาไม่สนใจแม้แต่จะเช็ดเหงื่อบริเวณดวงตา รีบสารภาพอย่างรวดเร็ว: “ท่านเซียนสายตาเฉียบแหลม ศิษย์ผู้นี้มิกล้าปิดบังความลับ สาเหตุที่มายังนิกายเทพกระบี่ก็เพื่ออำพรางตัวตนเข้าร่วมนิกายเทพกระบี่ หลบหนีจากการตามล่า "
“ตำหนักปรภพ?”
พอได้ยินเช่นนี้ หลินเฟิงก็ไม่ได้ติดใจ "พวกมันก็แค่มดปลวก ไยเ้าจึงต้องกลัว..."
ได้ยินถ้อยคำประโยคนั้น มุมปากของเย่เสวียนก็อดไม่ได้ที่จะกระตุก
เ้านิกายผู้ยิ่งใหญ่ของข้า รู้หรือไม่ว่าตำหนักปรภพคือตัวตนการดำรงอยู่ที่ทำให้ผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนพากันหวาดกลัว
สุดท้ายแล้วกลับกลายเป็มดปลวกในสายตาท่าน
แม่เ้าโว้ย ท่านเ้านิกายหนุ่ม! นิกายเทพกระบี่ช่างไร้เทียมทาน!
เวลานี้ ภายในจี้กระบี่ส่วนหนึ่งของจิติญญาสตรีที่สถิตอยู่ก็ได้ส่งกระแสจิตเอ่ยกับเย่เสวียน: "เย่เสวียน, เ้านิกายเทพกระบี่ที่อยู่เบื้องหน้าเ้า คล้ายกับว่าจะแก่กว่าเ้าไม่มากนัก แต่กลิ่นอายที่ปลดปล่อยออกมาเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันมหาศาลซึ่งดูผิดปกติไปมาก ข้าคาดเดาว่า เขาน่าจะเป็ยอดฝีมือระดับเต๋าที่ทรงอำนาจมหาเทพผู้กลับชาติมาเกิด หรืออาจจะเป็เทวะชนกลับชาติมาเกิด!"
ก่อนหน้านี้เย่เสวียนได้บอกกับนางว่า อดีตเ้านิกายเทพกระบี่ได้ถูกตัดศีรษะโดยสำนักสัตโลหะเนื่องจากไปล่วงเกิน
ทั้งที่มีชายหนุ่มผู้นี้อยู่ในเวลานั้นและยังมีความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เกรงว่าสำนักสัตโลหะคงไม่กล้าแม้แต่จะยั่วยุนิกายเทพกระบี่ แล้วนับประสาอะไรกับการสังหารเ้านิกายเทพกระบี่
พิจารณาจากความเป็ไปได้ เห็นได้ว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าน่าจะได้รับพลังใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา
และการที่จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน่เวลาสั้น ๆ ได้ สิ่งที่พอจะเป็ไปได้มากที่สุดคือการจุติกลับชาติมาเกิดของผู้ที่ทรงพลังอำนาจ ที่พึ่งจะตื่นขึ้นเมื่อไม่นาน เป็เหตุได้รับพลังส่วนหนึ่งจากชาติก่อนกลับคืน
ข่าวลือจากโลกภายนอกมีแนวโน้มว่าจะเป็ความจริง และนิกายเทพกระบี่ก็กำลังเข้าสู่่เวลาใกล้จะพินาศล่มสลาย
แต่หลังจากที่ผู้ทรงพลังอำนาจตื่นขึ้น เขาได้ใช้พลังอันยิ่งใหญ่ของเขาเพื่อเปลี่ยนแปลงนิกายเทพกระบี่ จนกลายมาเป็สภาพในปัจจุบัน
สตรีในจี้กระบี่คิดว่าหลินเฟิงคือผู้ทรงพลังอำนาจที่กลับชาติมาเกิด
“ยอดฝีมือระดับเต๋ากลับชาติมาเกิด? แม้แต่เทวะชน?” ได้ยินประโยคนั้น เย่เสวียนก็ไม่สามารถควบคุมร่างกายของเขาไม่ให้สั่นสะท้านได้อีกต่อไป เวลาเดียวกันสีหน้าท่าทางของเขามันเปี่ยมไปด้วยความเคารพเลื่อมใส
ยอดฝีมือระดับเต๋า นับเป็ขอบเขตที่อยู่เหนือระดับเซียนที่ผู้าุโของเขาเคยไปถึงสมัยครั้นยังรุ่งโรจน์ซึ่งนับว่าเป็จุดสูงสุด บุรุษผู้นี้ร้ายกาจจนยากจะหาผู้ใดเทียบเคียง!
ร้ายกาจถึงเพียงนี้ เกรงว่าจามเพียงครั้งเดียวก็ทำให้แผ่นดินทลายได้
นี่มันเสาค้ำ์ชัด ๆ ใครหน้าไหนมันจะไปต่อกรได้?