ไม่นานหยวนิเย่ก็รู้แล้วว่ากลุ่มคนที่ขึ้นไปยังชั้นสองคือใคร
ชายหนุ่มที่โดดเด่นคือบุตรชายของเ้าเมืองบุปผา นามว่า ฮุ่ยหวางไค ตอนนี้เขาได้เข้าร่วมกับวิหารเฟิงเทียน ซึ่งเป็หนึ่งในสี่กองกำลังชั้นยอดแห่งแคว้นกุ่น นอกจากนี้เขายังเป็ลูกศิษย์หลักของวิหารเฟิงเทียนอีกด้วยและยังเป็ลูกศิษย์ของผู้าุโหลักอย่างกวนไห่คง ตัวตนระดับเหนือยุทธ์
ส่วนชายวัยกลางคนเขาสวมชุดของวิหารเฟิงเทียน คาดว่าจะต้องเป็คนของวิหารเฟิงเทียนแต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็ใคร ซึ่งรวมไปถึงหญิงสาวที่โดดเด่นและหญิงชราก็ไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองเป็ใครเช่นกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่รู้ก็คือฮุ่ยหวางไคให้ความเคารพหญิงสาวคนนั้นอย่างมาก
สี่กองกำลังชั้นยอดแห่งแคว้นกุ่นประกอบไปด้วยตำหนักอ๋องกุ่น วิหารเฟิงเทียน สำนักเมฆาล่องลอย นิกายห้าขุนเขา
หยวิเย่ให้ความสนใจกับหญิงสาวและหญิงชราขึ้นมา เขาคิดว่าหญิงสาวคนนี้น่าจะมาจากกองกำลังระดับชั้นยอดและจะต้องเป็ตัวตนที่มีเื้ัยิ่งใหญ่ ไม่อย่างนั้นฮุ่ยหวางไคคงไม่ทำตัวเรียบร้อยแบบนั้น
หลังจากที่อาหารค่อยๆถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะ หยวนิเย่ก็พบว่าอาหารของที่นี้อร่อยอย่างยิ่ง
“ ปู่ ข้าคิดว่าอาหารของที่นี้อร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยกินมาเลย ” หยวนิเย่กล่าวขึ้นพร้อมกับมองไปยังอาหารจำนวนมากที่อยู่บนโต๊ะ
“ นั้นสิ ข้าเองก็คิดว่าอาหารที่นี้อร่อยจริงๆ ” หยวนเฉิงพยักหน้ารับพร้อมกับกินอาหารอย่างมีความสุข
ในขณะที่กำลังกินอาหารกันอยู่ จู่ๆก็มีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มีแต่รุ่นเยาว์ทั้งนั้น นอกจากนี้ยังมีคนที่โดดเด่นอยู่อีกหนึ่งคน
เป็ชายหนุ่มอายุประมาณสิบหกปี ใบหน้าดูธรรมดาแต่เขาดูสุขุมและเยือกเย็น เส้นผมสีเงินดูมีเสน่ห์ นอกจากนี้ความแข็งแกร่งของเขาก็อยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์
หลังจากที่กลุ่มรุ่นเยาว์นี้เดินขึ้นไปชั้นสอง หยวนิเย่ก็ได้รู้แล้วว่ารุ่นเยาว์ที่โดดเด่นคนนั้นคือใคร
“ ที่แท้คนๆนี้ก็คือบุตรชายคนโตของผู้นำตระกูลหยาง หยางเหวินอี้ เขาเป็ศิษย์หลักของนิกายห้าขุนเขา นอกจากนี้ยังเป็ลูกศิษย์ของหนึ่งในผู้นำยอดเขาอย่างเจาเป่ยติง ตัวตนระดับเหนือยุทธ์ ” หยวนิเย่กล่าวเสียงเบาด้วยความสนใจ
“ น่าสนใจนะเนี้ยที่ศิษย์หลักของสองในสี่กองกำลังชั้นยอดของแคว้นกุ่นจะมาปะทะกันเอง ” อู๋จวินหยางหัวเราะออกมาเบาๆ
หยวนเฉิงพยักหน้ารับ เพราะเขาเองก็คิดว่านี้ต้องเป็การต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมแน่นอน
“ กินข้าวเสร็จแล้วปู่อยากไปไหนไหม? ” หยวนิเย่ถามขึ้น
หยวนเฉิงครุ่นคิดก่อนที่จะตอบว่า ตลาดดอกท้อ
ตลาดดอกท้อเป็ตลาดที่จะเปิดเฉพาะตอนกลางคืนและเปิดยาวถึง่เช้า ทำให้เป็สถานที่ที่ผู้คนในเมืองบุปผาชอบมาเดินท่องเที่ยวยามค่ำคืน
นอกจากนี้รอบๆตลาดหรือภายในตลาดก็จะมีต้นท้อนับไม่ถ้วนที่ปลูกเอาไว้ ทำให้ตลาดแห่งนี้เรียกว่าตลาดดอกท้อนั่นเอง
“ ตลาดดอกท้อก็น่าสนใจอยู่เหมือนกัน ” หยวนิเย่พยักหน้ารับ
พริบตาเดียวก็ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยามเศษ พวกหยวนิเย่ก็กินอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่พวกเขากำลังจะจ่ายเงิน จู่ๆพวกเขาก็ััได้ถึงคลื่นพลังที่ปะทุอย่างรุนแรง้า
ไม่ต้องบอกก็รู้แล้วว่า้าเกิดการปะทะกันอย่างแน่นอน
ซึ่งเื่นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหยวนิเย่ พวกเขาจึงจ่ายเงินและออกจากภัตตาคารฮวาเฟิ่งจีไป
ตลาดดอกท้ออยู่ห่างจากภัตตาคารฮวาเฟิ่งจีประมาณหนึ่งเค่อ
พวกเขาจึงใช้เวลานี้ในการเดินย่อยอาหารไปด้วย
ระหว่างทางพวกเขาก็แวะดูร้านค้าระหว่างทางไปด้วย ต้องบอกว่าเมืองบุปผาแม้ว่าจะเป็ยามค่ำคืนแต่สองข้างทางก็เนื่องแน่นไปด้วยผู้คน ถ้าหากเป็เมืองหยกศิลา ยามนี้ก็แทบจะไม่ค่อยมีผู้คนแล้วร้านค้าข้างทางก็ปิดพักผ่อนหมดแล้ว
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงตลาดดอกท้อ
ตลาดดอกท้อแค่ดูด้านนอกก็พบว่าต้นท้อนั้นอยู่เรียงรายตามท้องถนน
หยวนิเย่และคนอื่นๆก็เดินเล่นในตลาดดอกท้ออย่างสนใจ
ตลาดดอกท้อเป็ทางยาวกว่าห้าลี้ สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายนับไม่ถ้วน โดยที่เมื่อเราเดินไปถึงสุดทางเราก็เดินวนกลับอีกทางหนึ่ง ทำให้ตลาดดอกท้อมีระยะทางยาวกว่าสิบลี้เลยทีเดียว
ทั้งสามเดินชมสินค้าที่อยู่ตามร้านค้าด้วยความสนใจ สำหรับหยวนิเย่ เขาสามารถใช้ทักษะเนตรเทวะได้
ทักษะเนตรเทวะทำให้สามารถมองเห็นพลังิญญาที่อยู่ภายในสมบัติชนิดต่างๆ เนื่องจากเขาไม่มีประสบการณ์มากมายเหมือนกับตัวเอกในนิยายที่มองเห็นแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี
เหมือนกับเสวียนปิงหยุนที่สามารถมองดูหยกธรรมดาก็รู้ได้ทันทีว่าสิ่งนี้คือสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง แต่คนทั่วไปกับมองเห็นเพียงแค่หยกธรรมดาชิ้นหนึ่ง
ด้วยความที่หยวนิเย่มีเนตรเทวะทำให้เขาพอที่จะซื้อสมบัติล้ำค่าบางอย่างกลับมาได้แม้ไม่รู้ว่าสมบัติเ่าั้คืออะไรก็ตาม
หยวนิเย่มาหยุดอยู่ที่ร้านแห่งหนึ่งซึ่งเป็ร้านที่มีผู้คนมุงดูกันมากมาย
อู๋จวินหยางถามผู้คนโดยรอบก็ได้ข้อมูลมาว่า ร้านค้านี้เป็ร้านค้าของผู้ฝึกยุทธ์นิรนามท่านหนึ่ง ภายหลังทุกคนเรียกเขาว่า ลู่จิง
ซึ่งไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าลู่จิงเป็ใครและมาจากไหน แต่สิ่งเดียวที่รู้ก็คือลู่จิงแข็งแกร่งมาก เพราะมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ตัวตนระดับจักรพรรดิยุทธ์คนหนึ่ง้าสินค้าบางอย่างจากร้านของลู่จิง แต่ลู่จิงไม่ขายจนทำให้เกิดการต่อสู้กัน จักรพรรดิยุทธ์คนนั้นถูกลู่จิงสังหารในฝ่ามือเดียว การสังหารจักรพรรดิยุทธ์ในฝ่ามือเดียวนั้นไม่ใช่ว่าตัวตนระดับเหนือจะทำได้ง่ายๆ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ชื่อเสียงของลู่จิงนั้นโด่งดังอย่างมากและหลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าที่จะมีปัญหากับลู่จิงผู้นี้
นอกจากนี้สินค้าของร้านลู่จิงนั้นมีแต่สมบัติระดับสูง เพียงแต่ลู่จิงเป็คนที่แปลกประหลาดคนหนึ่ง เขามักจะตั้งราคาสินค้าไว้อย่างแปลกประหลาดเช่น ต้องสมบัติที่ยืดอายุขัย ้าสมบัติที่เพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย เป็ต้น
ลู่จิงไม่ได้มาที่นี้ทุกวัน โดยที่หนึ่งเดือนจะมาเพียงหนึ่งครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ทำให้เมื่อลู่จิงปรากฏตัวก็มักจะทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ต่างพากันเคลื่อนไหว
“ นับว่าพวกเราโชคดีสินะที่เจอลู่จิงในวันนี้ ” หยวนเฉิงพึมพำออกมาด้วยความประหลาดใจ
“ ก็คงเป็อย่างนั้น ” หยวนิเย่เองก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน
“ พวกเราลองเข้าไปดูกันเถอะ ” อู๋จวินหยางกล่าวด้วยความตื่นเต้น
ทั้งสามก็เบียดเข้าไปดูร้านค้าของลู่จิงด้วยความสนใจ
ไม่นานพวกเขาก็เห็นสมบัติต่างๆที่ถูกวางไว้บนพื้น ไม่ว่าจะเป็สมุนไพรหรือแม้แต่ยุทธภัณฑ์บางอย่างที่ได้ความเสียหาย แน่นอนว่าของเ่าั้หาได้ยากและล้ำค่าแท้จริง นอกจากนี้ยังมีของบางอย่างที่ทำให้หยวนิเย่สนใจมากที่สุดก็คือแผ่นหยกสีเขียวนวลขนาดเท่ากับฝ่ามือ
หยวนิเย่ใช้เนตรเทวะตรวจสอบดูแล้วพบว่าภายในแผ่นหยกมีพลังงานลึกลับบางอย่างซ่อนอยู่
ส่วนทางด้านของลู่จิง เขาเป็ชายวัยกลางคนที่มีรูปลักษณ์เหมือนกับคนอายุประมาณห้าสิบปี สวมชุดสีเทาที่ทำมาจากผ้าป้าน
ส่วนความแข็งแกร่งของลู่จิง หยวนิเย่ััได้เล็กน้อยเพราะดูเหมือนว่าภายในตัวลู่จิงจะมีสมบัติบางอย่างที่สามารถปกปิดลมปราณได้อย่างมิดชิด ซึ่งความแข็งแกร่งของลู่จิงที่หยวนิเย่ััได้ก็คือระดับจักรพรรดิยุทธ์ แต่ไม่รู้ว่าเขาจะเก็บซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้หรือไม่
กลุ่มของหยวนิเย่หยุดดูฝูงชนที่้าซื้อสมบัติจากลู่จิงด้วยความประหลาดใจ เพราะบางคนถึงกับมอบสมบัติบางอย่างเพื่อแลกกับยุทธภัณฑ์ที่ได้รับความเสียหาย เพราะยุทธภัณฑ์ที่ได้รับความเสียหายนี้เป็ถึงระดับ์แต่ตอนนี้มันอยู่ในระดับปฐีเท่านั้น ถึงอย่างนั้นมันก็มีค่ามากพอที่จะทำให้คนนำสมบัติระดับสูงมาแลกเปลื่ยน
ระดับสมบัติถูกแบ่งออกเป็เก้าระดับด้วยกันได้แก่มนุษย์ ปฐี ์ ตำนาน ลี้ลับ ศักดิ์สิทธิ์ เทวะ ะ เหนือสรรพสิ่ง โดยมีขั้นย่อยได้แก่ต่ำ กลาง สูง
หยวนิเย่มองดูผู้คนที่แลกเปลื่ยนกับลู่จิงด้วยความสนใจ เพราะถึงตอนนี้ก็ผ่านไปหลายคนแล้วก็ยังไม่มีใครสามารถแลกเปลื่ยนสมบัติได้สักคน
แม้กระทั้งสมบัติระดับปฐีขั้นสูงสองชิ้นก็ยังไม่สามารถแลกเปลื่ยนได้
ในขณะที่กำลังดูคนแลกเปลื่ยนอย่างเพลิดเพลิน จู่ๆก็มีกลุ่มคนขนาดใหญ่เดินเข้ามา
หยวนิเย่มองดูก็พบว่าเป็คนของฮุ่ยหยางไคที่เคยเห็นก่อนหน้านี้ที่ภัตตาคารฮวาเฟิ่งจี นอกจากนี้ด้านหลังของกลุ่มของฮุ่ยหวางไคก็ยังมีกลุ่มของหยางเหวินอี้
“ ดูเหมือนว่าชื่อเสียงของลู่จิงนั้นโด่งดังมากจริงๆ แม้กระทั้งสองนายน้อยยังต้องมาแลกเปลื่ยนสิ่งของ ” อู๋จวินหยางกล่าวขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“ แน่นอนว่ามันย่อมมีสมบัติบางอย่างที่พวกเขาอาจจะ้าก็ได้ใครจะไปรู้ ” หยวนเฉิงส่ายหน้า
“ งั้นพวกเรามารับชมความสนุกกันเถอะ ” หยวนิเย่ยิ้มออกมา
และก็เป็อย่างที่หยวนิเย่คาดเดา สองกลุ่มดูเหมือนจะไม่ลงรอยกันแต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้หยวนิเย่มั่นใจก็คือ ตัวตนของหญิงสาวผู้นี้จะต้องไม่ใช่ตัวตนธรรมดาเพราะหยางเหวินอี้ดูเหมือนว่าจะเกรงใจหญิงสาวผู้นั้นอย่างยิ่ง
ฮุ่ยหวางไคและหยางเหวินอี้ต่างก็แลกเปลื่ยนสมบัติกับลู่จิงได้สำเร็จ
ส่วนทางด้านหญิงสาวผู้นั้น นางก็สามารถแลกเปลื่ยนสมบัติอย่างหนึ่งกับลู่จิงได้สำเร็จเช่นกัน
หลังจากที่เสร็จธุระของตัวเองแล้วทั้งสองกลุ่มก็กลับไปทันที
“ น่าเสียดายที่หยกก้อนนั้นถูกแย่งไปแล้ว ” หยวนิเย่ส่ายหน้าเบาๆ หยกก้อนนั้นถูกหญิงสาวคนนั้นแลกเปลื่ยนไปเป็ที่เรียบร้อย
หลังจากนั้นกลุ่มของหยวนิเย่ก็เดินเล่นรอบๆตลาดดอกท้อต่อก่อนที่จะกลับไปยังที่พักของตัวเอง
หลายวันต่อมา
พริบตาเดียวก็มาถึงวันที่เริ่มต้นงานเทศกาลจัดอันดับรุ่นเยาว์แห่งเมืองบุปผา
ตอนนี้กลุ่มของหยวนิเย่กำลังต่อแถวเข้าไปในสนามต่อสู้ของเมืองบุปผา
สนามต่อสู้ของเมืองบุปผามีขนาดใหญ่กว่าสนามฟุตบอลเสียอีก ซึ่งสนามประลองแห่งนี้สามารถจุคนได้มากถึงสามแสนคนกว่าคน
ที่นั่งพิเศษถูกจับจองโดยตัวตนที่แข็งแกร่งและทรงอำนาจไม่ว่าจะเป็เ้าเมืองฮุ่ยชิวคงหรือผู้นำตระกูลสี่ตระกูลใหญ่ รวมไปถึงหญิงสาวคนั้นที่นั่งอยู่ในตำแหน่งสำคัญที่สุดแม้แต่ที่นั่งของเ้าเมืองฮุ่ยชิวคงก็ยังอยู่ต่ำกว่าของนาง แสดงให้เห็นว่าฐานะของนางนั้นสูงล้ำอย่างมาก
ส่วนที่นั่งของหยวนิเย่นั่งอยู่ทางฝั่งใต้ของสนามประลอง
หยวนเฉิงเองก็รู้สึกสนใจนี้เป็ครั้งแรกที่เขาเคยเข้าชมงานประลองแบบนี้เป็ครั้งแรกย่อมรู้สึกตื่นเต้น
ไม่นานเ้าเมืองฮุ่ยชิวคงก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับกล่าวแนะนำเกี่ยวกับการประลองในครั้งนี้รวมไปถึงกฏต่างๆที่จะใช้ในการประลองอีกด้วย
“ นอกจากนี้ข้าขอแนะนำแขกผู้สูงศักดิ์ให้กับทุกท่านได้รู้จัก ” เ้าเมืองฮุ่ยชิวคงกล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะชี้ไปนิ้วไปยังหญิงสาวที่อยู่ด้านข้างของตน
“ ทุกท่านคงสงสัยใช่หรือไม่ว่าหญิงสาวที่อยู่ข้างข้าคือใคร นางคือใคร? ” เ้าเมืองฮุ่ยชิวคงกล่าวจบเขาก็โค้งคำนับให้กับหญิงสาว
ทุกๆคนในสนามประลองพากันใ เพราะพวกเขาไม่คิดเลยว่าตัวตนอย่างเ้าเมืองฮุ่ยชิวคงโค้งคำนับให้กับหญิงสาวคนนี้
เ้าเมืองฮุ่ยชิวคงแม้ว่าจะแข็งแกร่งในระดับจักรพรรดิยุทธ์แต่เขาก็เคยสร้างชื่อโดยการเสมอกับเว่ยหนาน ตัวตนระดับเหนือยุทธ์มาแล้ว เพราะฉะนั้นชื่อเสียงของเขาจึงโด่งดังอย่างมาก แต่วันนี้เขากลับโค้งคำนับให้กับหญิงสาวคนนี้
“ นางมีนามว่าไป๋เหรินซี นางเป็บุตรสาวของผู้นำตระกูลไป๋แห่งเมืองหลวงกุ่น ท่านไป๋หยู่กงนั่นเอง ” เ้าเมืองฮุ่ยชิวคงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ทันใดนั้นทุกๆคนก็พากันใ
ตระกูลไป๋ หนึ่งในสามของตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงกุ่น พวกเขามีความแข็งแกร่งน้อยกว่าสี่กองกำลังระดับชั้นยอดของแคว้นกุ่นไม่มาก ซึ่งตระกูลทั้งสามก็มีตัวตนระดับเซียนยุทธ์อยู่ด้วยเช่นกัน
ส่วนผู้นำตระกูลไป๋อย่างไป๋หยู่กง เขาเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับเซียนยุทธ์ที่ทรงพลัง ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแคว้นกุ่น
“ ที่แท้ก็บุตรสาวของท่านไป๋หยู่กง ” หยวนเฉิงกล่าวด้วยความใ แม้แต่อู๋จวินหยางก็ใด้วยเหมือนกัน ทั้งสองนึกไม่ถึงเลยว่าหญิงสาวที่พบในวันนั้นจะเป็ถึงคุณหนูแห่งตระกูลไป๋
หยวนิเย่มองดูไป๋เหรินซีด้วยแววตาจริงจัง ไม่นานเขาก็หัวเราะออกมาทันที
ทุกๆคนที่อยู่โดยรอบพากันใ พวกเขาไม่รู้ว่าหยวนิเย่จะหยวนิเย่จะหัวเราะออกมาแบบนี้
“ เย่เอ๋อร์เ้าหัวเราะอะไรงั้นหรือ? ” หยวนเฉิงเองก็รู้สึกใที่จู่ๆหลานของเขาก็หัวเราะออกมาแบบนี้ แม้แต่อู๋จวินหยางเองก็ประหลาดใจเช่นกัน
“ ไม่มีอะไรขอรับท่านปู่ ” หยวนิเย่ส่ายหน้าเบาๆ พร้อมกับมองไปยังไป๋เหรินซีด้วยแววตาเปร่งประกาย