เมืองหลวงแคว้นเว่ย เป็เมืองที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนที่ราบสูงรายล้อมไปด้วยูเาหลายลูก ทำให้ในด้านของการวางแนวป้องกันภัยนั้นมีประสิทธิภาพที่สูงสุดเหนือแคว้นอื่นๆ การจะเข้าออกเมืองหลวงแคว้นเว่ยจะถูกตรวจตราด้วยความเข้มงวดเป็พิเศษจากประตูเมืองสี่ทิศ
เมื่อสตรีทั้งสองคนเดินทางมาถึงประตูเมืองทิศอุดร ก็ถูกผู้เฝ้าประตูที่คอยตรวจตราผู้คนเข้าออกถามคำถามอย่างละเอียดยิบ ยังดีที่ซุนหลิงมีตราสำนักคุ้มภัยจึงสามารถพาซูฮวาผ่านเข้าไปได้ แต่ก็ไม่วายถูกสายตาหลายคู่จ้องมองมา นั่นเพราะรูปลักษณ์ที่โดดเด่นของซูฮวา
“ซูฮวา เ้าซื้อผ้าคลุมใบหน้าสักผืนดีหรือไม่” ซุนหลิงเสนอแนวทาง เพราะพวกนางมากันตามลำพังเลยอยากป้องกันเอาไว้ก่อน
ซูฮวาพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงเดินตรงไปที่ร้านผ้าแห่งหนึ่ง โดยไม่รู้เลยว่าบัดนี้ได้มีสายตาหนึ่งคู่มองตามนางอย่างไม่วางตา
เมื่อซูฮวาได้ผ้าคลุมใบหน้ามาแล้ว นางจึงนำเงินจ่ายให้กับเถ้าแก่ร้าน แน่นอนว่าเงินเหล่านี้นางฉกฉวยมาจากพวกโจรชั่ว ในเมื่อตายไปก็ไม่ได้ใช้ นางจึงขอเอามาใช้ก่อนก็แล้วกัน
ผ้าคลุมหน้าผืนนั้นถูกสวมลงไปอย่างรวดเร็วก่อนที่สตรีทั้งสองจะออกมาจากร้าน แต่ในขณะเดียวกันก็ได้มีชายหนุ่มปริศนาพร้อมด้วยคนติดตามราวสี่ถึงห้าคนปรากฏตัวขึ้น
“แม่นาง เ้าจะไปที่ใดหรือ ให้พวกเราไปส่งหรือไม่” ชายหนุ่มแต่งตัวดีผู้นั้นทำท่าทีคุกคามอย่างโจ่งแจ้งเข้าประชิดตัวซูฮวาและดักทางไม่ให้นางได้เดินไปข้างหน้า ชาวบ้านที่ผ่านไปผ่านมาก็ไม่อยากยุ่งด้วยเพราะชายผู้นั้นคือฟู่ข่ายเวย บุตรชายคนเล็กของเ้าของสำนักคุ้มกันภัยแห่งสำนักอี้เฉิง ซึ่งเป็สำนักคุ้มกันภัยอันดับสามในเขตเมืองหลวงทิศอุดรแห่งนี้ และคนผู้นี้ยังเป็ชายหนุ่มอายุสิบเก้าที่เอาแต่ใจยิ่งนัก หากไม่ได้ดั่งใจเขาก็มักจะอาละวาดไปทั่ว
“พวกเราไม่รบกวนพวกท่านต้องไปส่งหรอก” ซุนหลิงเอ่ยก่อนจะดึงแขนซูฮวาถอยออกห่างจากกลุ่มคนเหล่านี้
“ข้าไม่ได้ถามเ้า” ฟู่ข่ายเวยหันไปขึ้นเสียงใส่สตรีอีกนาง ซึ่งดูๆ ไปแล้วนางก็มีความงามอยู่มากเหมือนกัน ดังนั้นจึงได้เอ่ยคำขอโทษออกมาอย่างไม่จริงใจนัก “ขอโทษทีแม่นาง ความหมายของข้าก็แค่อยากพูดคุยกับแม่นางท่านนี้สักเล็กน้อย” ประโยคหลังเขาผายมือไปที่ซูฮวาประกอบวาจาของเขา เพราะเมื่อเขาได้ยลโฉมของนางก่อนจะมีผ้าคลุมสวมเอาไว้ ทำให้เขารู้สึกถูกใจยิ่งนักเลยตั้งใจอยากจะทำความรู้จัก
ซูฮวาเห็นดังนั้นจึงส่งสายตาห้ามซุนหลิงเอาไว้ก่อน จากนั้นก็หันไปตอบคำถามของเขา “ข้าเองก็ไม่ขอรบกวน ขอตัว” สิ้นคำนางก็เดินเลี่ยงไปอีกทางทันที แต่ทว่าฟู่ข่ายเวยกลับพยักหน้าให้คนของตนล้อมนางเอาไว้
ซุนหลิงมีอาการแตกตื่นเล็กน้อยด้วยเพราะเพิ่งผ่านสถานการณ์เลวร้ายมา นางจึงขยับตัวเข้าใกล้ซูฮวาและเกาะแขนอีกฝ่ายแน่นอย่างหาที่พึ่ง
ชาวบ้านที่มุงดูเริ่มแตกตื่นเมื่อเห็นการกระทำที่อุกอาจเช่นนี้ของทายาทสำนักอี้เฉิง ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่กล้ายุ่งอย่างโจ่งแจ้ง
“ไยเ้าต้องปฏิเสธข้าด้วยเล่า ไม่รู้หรือว่าข้าเป็ใครและสามารถทำให้เ้าอยู่อย่างสุขสบายได้” เขาเชิดหน้าขึ้น ค่อนข้างมั่นใจว่าหากสตรีตรงหน้าได้รู้ถึงฐานะของเขาแล้ว นางย่อมไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน
“เ้าเป็ใครเกี่ยวอะไรกับข้า” ซูฮวาย้อนถาม นางไม่ได้อยากรู้และไม่อยากมาเสียเวลาที่นี่ “ขอทางด้วย ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน” นางกล่าวด้วยใบหน้านิ่งเฉยใต้ผ้าคลุม จ้องตาฟู่ข่ายเวยอย่างไม่เกรงกลัว
“ข้าเป็ถึงบุตรชายของเ้าสำนักอี้เฉิงเชียวนะ เ้ากล้าปฏิเสธน้ำใจจากข้าเชียวหรือ” เขายังคงคุยโวท่าทางภูมิใจ โดยปกติแล้วหากเขา้าอะไรย่อมไม่มีใครกล้าขัดใจทั้งนั้น แต่ทว่าไม่ใช่กับซูฮวา
“ข้าไม่รู้จัก อีกอย่างน้ำใจของเ้าข้าไม่้า หลีกทาง!”
“นี่เ้า!” ฟู่ข่ายเวยเริ่มหงุดหงิด เมื่อเห็นสายตาหลายคู่ที่มองมาจึงเริ่มหน้าเสีย นางกล้าทำให้เขาอับอายต่อหน้าผู้คนได้อย่างไร
ซูฮวาไม่สนใจ ในเมื่อเขายังขวางอยู่เช่นนี้นางจึงออกแรงใช้มือข้างหนึ่งผลักเขาออกให้พ้นทาง แม้ดูเหมือนจะไม่ได้ออกแรงมากก็ตามที แต่ทว่านั่นก็เพียงพอให้ร่างของชายหนุ่มกระเด็นออกไป หากมิใช่ว่ามีคนของเขารับตัวเอาไว้ คาดว่าคงหน้าคะมำลงกับพื้นไปแล้ว
สตรีสองคนเดินละลิ่วออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ฟู่ข่ายเวยที่ยังโมโหแค้นเคืองก็ยังคงไม่ยอมรามือ เขาจึงพุ่งตัวเข้าไปหมายคว้าแขนของซูฮวาเอาไว้ ตั้งใจว่าจะให้นางหันมาเอ่ยคำขอโทษเขาต่อหน้าฝูงชน แต่ทว่านางกลับเบี่ยงตัวหลบได้ราวกับมีตาหลัง ทั้งยังใช้เท้าถีบเข้าที่ข้อพับส่งชายหนุ่มจนล้มหน้าคะมำลงกับพื้นไปจริงๆ
“นายน้อย!” เสียงคนของฟู่ข่ายเวยร้องดังอย่างใ ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปช่วยพยุงเขาให้ลุกขึ้นมา แต่ก็ต้องพบว่าที่ใบหน้าของเขานั้นมีขี้ม้าติดเต็มใบหน้า เนื่องจากจุดที่เขาล้มลงไปเป็ถนนที่มีรถม้าสัญจรผ่านไปได้ไม่นานมานี้เอง
ฟู่ข่ายเวยใช้มือจับไปที่ใบหน้าเพื่อดูให้แน่ชัดว่ากลิ่นตุๆ นี่คือสิ่งใด สลับกับมองไปยังพื้นเบื้องล่าง เมื่อเห็นว่าสิ่งที่ติดอยู่บนใบหน้านั้นคือขี้ม้าเขาก็พะอืดพะอมจนคลื่นไส้ จากนั้นไม่นานก็อาเจียนออกมา
“ฮ่าฮ่าฮ่า” ซุนหลิงเห็นอย่างนั้นจากอาการหวาดกลัวก็หลุดขำพรืดยกใหญ่จนท้องแข็ง ส่วนซูฮวาก็ได้แต่เบนสายตาไปทางอื่น
เมื่อซุนหลิงหัวเราะจนพอใจจึงเอ่ยขึ้นอีกประโยค “เห็นวางท่าเสียใหญ่โต เป็อย่างไร รสชาติของขี้ม้าดีหรือไม่” แน่นอนว่านางใช้ชีวิตมาขนาดนี้ก็ดูคนเป็อยู่เช่นกัน คนผู้นี้ถึงจะแสดงท่าทีอุกอาจในคราแรก แต่ดูจากปฏิกิริยาของลูกน้องเขาคาดว่าคงไม่เคยทำร้ายคนมาก่อน เพราะขนาดผู้เป็นายถูกกระทำเช่นนี้ยังมีท่าทีเก้ๆ กังๆ ทำตัวไม่ถูกอยู่เลย ดังนั้นจึงไม่อันตรายเท่าโจรชั่วพวกนั้นที่นางเคยเจอ เขาคงทำไปเพราะสนใจซูฮวาจริงๆ แค่ไม่รู้จักการเข้าหาผู้หญิง
“เ้า!” ฟู่ข่ายเวยพูดไม่ออก กำลังจะอ้าปากอีกทีก็อาเจียนออกมาอีกครั้ง
“ถ้าไม่รีบไปล้างระวังใบหน้าขี้เหร่ของเ้าจะเหม็นขี้ม้าไปตลอดกาล” ซุนหลิงเอ่ยย้ำอย่างรู้สึกมีชัย ก่อนจะรีบดึงแขนซูฮวาให้วิ่งออกไปจากที่แห่งนั้น
“เ้าสิขี้เหร่ คอยดูเถอะข้าจะให้พ่อข้าจัดการกับเ้า” เขาเอ่ยไล่หลังอย่างหงุดหงิด ั้แ่เกิดมายังไม่เคยถูกขัดใจและถูกทำให้อับอายถึงขั้นนี้เลยด้วยซ้ำ