หญิงวัยกลางคนสวมกำไลทองหยิบซาลาเปาไส้เนื้อขึ้นมาลูกหนึ่ง สูดดมกลิ่นหอมกรุ่นเข้าปอด แล้วก็อ้าปากกัดคำโต
เธอเคี้ยวตุ้ยๆ รวดเดียวสามสี่คำถึงยอมละปากออกมา... มุมปากของเธอมีน้ำมันเคลือบจนมันแผล็บ เพียงแค่กัดคำแรก น้ำซุปฉ่ำๆ ก็ไหลซึมออกมา ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปไกล
แม้จะเรียกว่าซาลาเปาไส้เนื้อ แต่ก็มิใช่เนื้อล้วน หากแต่เป็นการผสมผสานระหว่างผักกาดขาวกับเนื้อสับ คลุกเคล้าด้วยน้ำมันถั่วลิสง เกลือ ซีอิ๊ว พริกไทยป่น ยี่หร่า และต้นหอมขิงสับละเอียดในสัดส่วนที่ลงตัว
เครื่องปรุงรสล้วนเป็นของพื้นบ้านที่หาได้ทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้รสชาติแตกต่างคือ "รสมือ" ของผู้ปรุง
“ซาลาเปานี่รสชาติดีจริงๆ นะ! เอ้า... เอาไส้เนื้อมาสิบลูกเลย” หญิงกำไลทองสั่งทีเดียวสิบลูก ทำเอาหลินกั๋วผิงดีใจจนเนื้อเต้น
ไม่นานซาลาเปาก็ถูกห่อด้วยกระดาษอย่างเรียบร้อย
“คุณพี่ครับ ซาลาเปาลูกละสามเหมา สิบลูกก็สามหยวนครับ ปกติซื้อสามแถมหนึ่ง ถ้าซื้อสิบลูกก็แถมสามลูกครับ แต่เพราะคุณพี่ เป็นลูกค้าคนแรกที่มาประเดิมร้านเรา นอกจากจะแถมฟรีสามลูกแล้ว ผมขอแถมไส้ผักให้คุณพี่ไปลองลิ้มชิมรสอีกหนึ่งลูกด้วยครับ ถ้าคุณพี่ถูกใจ ตลาดนัดหนเชิญแวะมาอุดหนุนใหม่นะครับ”
หญิงกำไลทองยิ้มแก้มปริ “ได้ๆ! วันหน้าฉันจะมาอีกแน่นอน”
เธอยื่นเงินสามหยวนให้หลินกั๋วผิง ก่อนเอ่ยชมเปาะ “พ่อหนุ่ม... ชีวิตคุณนี่น่าอิจฉาจริงๆ นะ มีลูกสาวตัวน้อยที่ทั้งหน้าตาท่าทางจิ้มลิ้ม แถมยังหัวไวขนาดนี้ ช่วยบอกเคล็ดลับหน่อยสิว่าเลี้ยงลูกยังไง? ฉันดูแล้วแม่หนูคนนี้อายุแค่นี้เอง ทำไมถึงรู้ความขนาดนี้ล่ะ? รีบเล่าให้พี่สาวฟังหน่อยสิ”
หลินกั๋วผิงยิ้มซื่อๆ อย่างถ่อมตน “พี่ชมเกินไปแล้วครับ ผมก็ไม่ได้พร่ำสอนอะไรเป็นพิเศษ... เสียวเสวี่ยบ้านผมรู้ความขนาดนี้ คงจะเป็นเพราะคำโบราณที่ว่า 'ลูกคนจนมักจะรู้ความเร็วกว่าวัย' มั้งครับ”
พอหญิงกำไลทองคล้อยหลังไป หน้าแผงขายซาลาเปาของพวกเขาก็เริ่มมีลูกค้าทยอยเข้ามามุงดูเรื่อยๆ
ข้อเสนอ "ไส้เนื้อซื้อ 3 แถม 1 ไส้ผักซื้อ 2 แถม 1" ถือเป็นแรงจูงใจชั้นดี ลูกค้าส่วนใหญ่ทีแรกก็เข้ามาเพราะเห็นแก่ของแถม แต่พอได้ลองลิ้มชิมรสแล้ว ก็ไม่มีใครมาเพราะของแถมอีกต่อไป... ทุกคนต่างติดใจใน "รสชาติ" กันทั้งนั้น
เนื่องจากยังอยู่ในช่วงลองตลาด หลินกั๋วผิงจึงไม่ได้นึ่งซาลาเปามามากนัก เตรียมมาแค่ไส้เนื้อและไส้ผักอย่างละห้าสิบลูกเท่านั้น เพียงชั่วอึดใจเดียวก็ขายหมดเกลี้ยง
การเปิดร้านวันแรกถือว่าราบรื่นดีงาม แม้กำไรจะยังไม่เห็นเป็นกอบเป็นกำ แต่สิ่งที่ได้มาคือการยอมรับในฝีมือ
เมื่อก่อนเพื่อนบ้านญาติพี่น้องชมว่าอร่อย หลินกั๋วผิงมักคิดว่าพวกเขาแค่พูดตามมารยาท หรือเพราะเวทนาที่เขาเป็นพ่อม่ายลูกติดที่เพิ่งสิ้นบุญแม่ไป แต่กับลูกค้าขาจรที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน คำชมของพวกเขาคือของจริงแท้
เขาหลินกั๋วผิงใช้ฝีมือของตัวเองพิชิตลิ้นของลูกค้าได้สำเร็จ!
กว่าสองพ่อลูกจะกลับจากตัวอำเภอมาถึงบ้านตะวันก็ตกดินแล้ว บังเอิญเจอกับภรรยาของหลินกั๋วจวินพอดี
หล่อนรู้ว่าวันนี้ร้านซาลาเปาเปิดขายวันแรก พอเห็นสองพ่อลูกเดินมาก็รีบตะโกนถาม “เสียวเสวี่ย! ซาลาเปาขายหมดไหมลูก?”
ทิงเสวี่ยตอบเสียงใสด้วยความดีใจ “คุณป้าคะ! ขายหมดเกลี้ยงเลยค่ะ ลูกค้าชอบซาลาเปาฝีมือพ่อมากเลย ต่างก็บอกให้พวกเราไปขายอีกในตลาดนัดหนหน้าค่ะ”
“จริงเหรอ!? งั้นก็ประเสริฐเลยสิ! ฉันว่าแล้วว่าแกต้องทำได้... กั๋วผิง คราวนี้แกคงเลิกโลเล คิดหน้าคิดหลังได้แล้วใช่ไหม” ภรรยาของหลินกั๋วจวินร่วมยินดีจากใจจริง
ในฐานะเพื่อนบ้านที่ห่วงใยกันมาตลอด ย่อมยินดีที่สุดที่ได้เห็นหลินกั๋วผิงใช้ฝีมือสร้างรายได้ให้ครอบครัวลืมตาอ้าปากได้
อีกสองวันต่อมา เป็นวันตลาดนัดใหญ่ของตำบล
ทิงเสวี่ยขอลาหยุดอีกครั้งเพื่อไปช่วยพ่อขายซาลาเปา เธอยังคงใช้กลยุทธ์เดิมเหมือนตอนขายที่อำเภอ คือกำไรน้อยแต่เน้นปริมาณ ให้ลูกค้าได้ชิมลางจนติดอกติดใจเสียก่อน
ที่ตลาดนัดตำบล หลินกั๋วผิงยังคงเตรียมซาลาเปามาอย่างละ 50 ลูกเหมือนเดิม แต่ที่นี่มีคู่แข่งขายซาลาเปาแค่เจ้าเดียว ทำให้ขายได้เร็วกว่าเดิมมาก
พอเห็นซาลาเปาหมดเกลี้ยงในพริบตา หลินกั๋วผิงก็นึกเสียดายที่เตรียมของมาน้อยเกินไป... ทิงเสวี่ยเคยยุให้เตรียมมาอย่างละร้อยลูกแล้ว แต่เขากลัวขายไม่หมดเลยยืนกรานเอามาแค่ห้าสิบ สุดท้ายก็ต้องมานั่งตบเข่าฉาดด้วยความเสียดาย
วันรุ่งขึ้น... เป็นวันตลาดนัดของหมู่บ้านต้าเหอ
ทุกวันที่ลงท้ายด้วยเลข 3 และ 8 จะเป็นวันนัดของตลาดหมู่บ้านต้าเหอ ชาวบ้านจากหมู่บ้านละแวกใกล้เคียงมักจะมาจับจ่ายซื้อของที่นี่ เพราะอยู่ใกล้กว่าการเดินทางไปตัวตำบลมาก ในยุคที่การคมนาคมยังไม่สะดวกสบาย หากหาซื้อของได้ใกล้บ้าน ใครเล่าจะอยากดั้นด้นไปไกลๆ
ตลาดนัดหมู่บ้านต้าเหอมีขนาดเล็กกว่าที่อื่น และที่ผ่านมาไม่เคยมีใครขายซาลาเปามาก่อน อย่างมากก็มีแค่แผงขายหมั่นโถวหรือแป้งทอด
หลินกั๋วผิงยังคงระมัดระวังตัวด้วยความกลัว เตรียมซาลาเปามาแค่ไส้ละ 30 ลูกเท่านั้น
ครั้งนี้ทิงเสวี่ยไม่ได้ค่อนขอดพ่อว่าขี้ระแวงเกินไป เพราะตลาดนัดหมู่บ้านนี้เล็กจริงๆ และยังไม่เคยมีใครขายซาลาเปามาก่อน การลองเชิงด้วยปริมาณน้อยๆ ถือเป็นการทดลองตลาดที่สมเหตุสมผล
แต่ความกดดันของหลินกั๋วผิงอยู่ที่ "คนกันเอง" การมาขายของท่ามกลางสายตาคนคุ้นเคยทำให้เขารู้สึกประหม่าและขัดเขิน... แต่ด้วยกำลังใจจากลูกสาว และประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากตลาดนัดใหญ่สองครั้งที่ผ่านมา เขาจึงพอมีความกล้าที่จะยืนหยัดอยู่ได้
“อ้าว! เจ้ารอง... แกมาขายซาลาเปาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? จะขายออกเร้อ? ระวังจะเสียของเปล่านะ”
เสียงกระแนะกระแหนที่คุ้นหูดังขึ้น... จางเสี่ยวเสีย พี่สะใภ้ใหญ่ของเขาเดินเข้ามาทักทายด้วยวาจาเชือดเฉือน หล่อนคงคาดไม่ถึงว่าน้องสามีที่ดูซื่อบื้อคนนี้จะลุกขึ้นมาทำมาค้าขาย
หลินกั๋วผิงหน้าตึงขึ้นมาทันที แม้จะโกรธแต่ด้วยความเกรงใจในฐานะพี่สะใภ้ เขาจึงเลือกที่จะสงบปากสงบคำ... แต่ทิงเสวี่ยไม่ยอม!
เธอยิ้มหวานหยดส่งให้จางเสี่ยวเสีย แล้วเอ่ยเสียงดังฟังชัดอย่างไม่รีบร้อน
“ป้าสะใภ้ใหญ่คะ... ทำไมพ่อหนูจะมาขายซาลาเปาที่นี่ไม่ได้ล่ะคะ? คนอื่นเขาอวยพรให้ซาลาเปาบ้านเราขายดิบขายดี แต่ป้าสะใภ้ใหญ่ มาถึงก็แช่งชักหักกระดูกให้ขายไม่ออกเลยนะคะ... เอ นี่ป้าสะใภ้ใหญ่เป็นป้าสะใภ้แท้ๆ ของหนูจริงๆ หรือเปล่าคะเนี่ย?”
เสียงเด็กหญิงใสกังวานดังก้องไปทั่วตลาด ดึงดูดสายตาไทยมุงรอบข้างให้หันมามองเป็นตาเดียว
จังหวะนั้นเอง ยายหวังเดินผ่านมาพอดี พร้อมกับเหล่าสมาคมแม่บ้านขานินทาประจำหมู่บ้าน
“นี่... ป้าสะใภ้ของเสียวเสวี่ย น้องสามี เธอเขาใช้ฝีมือทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว เธอน่ะในฐานะพี่สะใภ้ใหญ่ ถ้าไม่ช่วยอุดหนุนก็ควรจะให้กำลังใจกันสิ ทำไมมาถึงก็พูดจาตัดรอนสาดน้ำเย็นใส่กันแบบนี้ล่ะ?”
เมื่อมีคุณยายหวัง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือแม่สามีของประธานกลุ่มสตรี รีบผสมโรงช่วยรุมทันที ทำเอาจางเสี่ยวเสียหน้าม้าน อับอายจนหน้าแดงก่ำไปทั้งหน้า
เธอคาดไม่ถึงว่าเด็กกะโปโลอย่างทิงเสวี่ยจะมีคนหนุนหลังดีขนาดนี้ ถึงขั้นทำให้พวกคุณนายจากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำออกโรงปกป้องได้
จางเสี่ยวเสียทำได้แค่กรอกตามองบนใส่พวกป้าๆ แค่นเสียง “ฮึ่ม!” แล้วสะบัดก้นเดินหนีไปอย่างผู้แพ้