รัชทายาทหลบไป ข้าน่ะสนใจฮ่องเต้!

    ความแตก!

             “แผ่นดินนี้เป็นของฝ่าบาท อยากไปที่ใดปิงปิงรึจะห้ามได้” ลุกขึ้นยืน เท้าสะเอวแล้วยื่นใบหน้าน่ารักเข้าหาอีกฝ่าย สองตามองกัน “ขอตามไปส่งถึงจวนเช่นนี้ แสดงว่าหลงใหลปิงปิงหนักมากแน่ๆ” ยิ้มจนตาปิด “ใช่มั้ยเจ้าคะ?” ^^

              “หึ รู้ตัวแล้วก็ดี” ลุกขึ้นยืนพร้อมกับคว้าข้อมือบางเดินลงบันไดผ่านเต๋อเฟยที่ถูกลงโทษ ผ่านทหารยามรอบข้างโดยทุกคนทำเพียงก้มหน้า

    เพี๊ยะ!! เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้ามิได้ทำให้เต๋อเฟยหุบปากลง ในทางกลับกันนางยังร้องเรียก “ฝ่าบาท หม่อมฉันขออภัยเพคะ ฮือๆๆ”

            มู่เจี้ยนเทียนยืนหันหลังให้กับภาพนั้นโดยใช้ลำตัวหนาของตนเองบังหวังปิงปิงเอาไว้ เขากล่าวออกมาให้เต๋อเฟยผู้เก่งกล้าได้ยินว่า “ก่อนหน้าที่จะมาถึงยังตำหนักหลงซิ่ว เจ้าคงมิได้ไปเยือนตำหนักไป๋เซ่อก่อนสินะ ยังไงเสียหากมีเวลาว่างก็แวะเวียนไปหาฮองเฮาแล้วอยู่เป็นเพื่อนคุยกับนางบ้างโทษของนางหนักกว่าเจ้านัก ไปเยี่ยมแล้วหัดสนทนากันดีๆ จะได้รู้อะไรๆ มากขึ้น” เขาจับมือเล็กของหวังปิงปิงเดินจากไป ก่อนจะมีลมหอบใหญ่เฝ้าติดตาม ‘ที่กล่าวเช่นนี้เพราะรู้ดีว่าทั้งสองนางนั้นรักใคร่กลมเกลียวกัน?’ ดังที่เขารู้ กฎในวังก็ย่อมเป็นกฎ...อย่าได้เผลอทำผิดเข้าล่ะ

              ภาพคู่รัก? เดินหยอกล้อกันเดินไปด้านหน้าของวังหลวงปรากฏอยู่ในสายตาของขันทีชราสี่สุ่ย ‘ภาพเช่นนี้ล่ะที่เขาอยากเห็นมานาน’ “ตบแรงๆ” สั่งทหารตบหน้าสนมปากดีที่เข้ามาไม่ถูกจังหวะ หนำซ้ำยังกล่าวหาว่าฝ่าบาทคบชู้ จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรในเมื่อเต๋อเฟยก็มิใช่ภรรยาเพียงหนึ่ง ความจริงแล้วในใต้หล้านี้หากพระองค์พึงใจสตรีใดก็สามารถรับเข้ามาเป็นสนมได้เลยด้วยซ้ำ ‘หวังปิงปิงลักลอบเข้าหาฝ่าบาทยังมิถูกลงโทษ เช่นนั้นแล้วคำว่าชู้คงใช้การไม่ได้’ น่าสงสารฮองเฮาและสนมที่คิดน้อยไปจริงๆ 

                                     ๑-----------------๑        

    จวนสกุลหวัง 

              “ศิษย์น้อง?” หวังร่วนเทารู้สึกแปลกใจเมื่อพบฮ่องเต้ที่มิเคยมาเยี่ยมเยียนถึงจวนสกุลหวังนานกว่าสิบสี่ปีตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ นอกเสียจากฝ่ายตนจะเข้าไปหาในวังหลวงยามมีกิจธุระ แต่ก่อนจะกล่าวซักถามสิ่งใด ในสายตากลับเห็นบุตรสาวคนโตเดินยกน้ำชาเข้ามาด้วยรอยยิ้ม?

              ^^ “กลับมาจากท่าเรือแล้วหรือเจ้าคะ” อันที่จริงนางต้องถามว่าองครักษ์เงาของฝ่าบาทไปแจ้งให้กลับมาไวๆ หรือเจ้าคะมากกว่า

              ฝ่ายบิดาพยักหน้าก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตัวใหญ่ คำถามน่ะมีอยู่แล้วในใจเพราะเท่าที่เห็นคือบุตรสาวมีความสนิทสนมกับศิษย์น้องแบบแปลกๆ ‘มิใช่ว่าทั้งคู่เคยพบกันเพียงครั้งเดียวหรอกรึ?’ “นี่มันเรื่องอะไรกัน” 

              หวังปิงปิงเดินไปวางถ้วยชาลงบนโต๊ะของฮ่องเต้และท่านพ่อของนางเรียบร้อยแล้วจึงยิ้มตอบบิดาพร้อมกับเอ่ยว่า “ถามศิษย์น้องของท่านพ่อเอาเองเจ้าค่ะ ลูกจะเข้าครัวไปช่วยท่านแม่ต้มน้ำแกง”

              ฝ่ายถูกโยนให้ตอบคำถามหัวเราะ “หึหึ” พลางส่ายหน้าไปมา “ใยจึงมิกล้าบอกบิดาเจ้าเหมือนเช่นที่กล้าลักลอบเข้าไปหาเรา” อมยิ้ม 

              หวังร่วนเทามองบุตรสาวสลับกับฮ่องเต้แคว้นมู่อย่างตกใจ “ลักลอบเข้าหารึ?” ‘หมายความว่าอย่างไร? ลักลอบทำไม?’ หลายคำถามที่เขาอยากรู้คำตอบ แต่ดูเหมือนบุตรสาวผู้เก่งกาจนั้นกลับทำท่าจะหนีเสียให้ได้

              ผู้ถูกเปิดเผยความผิดแสดงอาการลนลานเล็กน้อย “เอ่อ” ก่อนจะตอบบิดาแค่เพียงว่า “เจ้าค่ะ” แล้ววิ่งออกจากเรือนใหญ่ไปทางโรงครัวทันที 

              ฝ่ายอาเปาสาวใช้คนสนิทเห็นเช่นนั้นจึงรีบลุกตาม แต่มีรึที่นายท่านหวังของนางจะปล่อยผ่าน  

    “อาเมิ่งจับอาเปาไว้!!” หวังร่วนเทาสั่งเสียงดังลั่น แล้วความจริงที่ว่าคุณหนูหวังปิงปิงและนางพากันปลอมตัวเป็นนางกำนัลเพื่อเข้าวังก็ถูกเปิดเผย เห็นได้ชัดว่าอาเปานั้นยังคงไม่ได้เปลี่ยนชุด หลักฐานแสดงให้เห็นต่อหน้าทำเอานายท่านของนางถึงกับพูดไม่ออก หนำซ้ำความจริงอันแสนสำคัญที่ว่า ‘คุณหนูส่งจดหมายเกี้ยวฮ่องเต้ไปตั้งหลายฉบับ’ ก็ยิ่งทำให้อีกฝ่ายแทบจะเป็นลม

    แล้วความลับก็ถูกเปิดเผย….

              “คุณหนูบอกว่าฝ่าบาทคือรักแรกที่ยากจะตัดใจ นางจึงต้องรุกเพื่อความรักของตนเองเจ้าค่ะ” 

              ^^ ‘หึหึ’ มู่เจี้ยนเทียนหัวเราะในลำคออย่างชอบใจเพราะนี่เป็นเรื่องที่เขามิเคยรู้มาก่อน ถามว่าเมื่อรู้แล้วรู้สึกอย่างไร...แน่นอนว่าหัวใจเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง

              “แล้วคุณหนูของเจ้ามิคิดบ้างรึว่าตนกำลังรนหาที่ตาย”

            “คุณหนูบอกว่าเราจะไม่ตายเพราะฝ่าบาทเป็นสหายของนายท่าน”

    คล้ายกับเรื่องรัชทายาทหลบไป ข้าน่ะสนใจฮ่องเต้! ที่คุณอ่าน