The Lost Swordsman

    บทที่ 18 มุ่งสู่ยอดเขาพยัคฆ์ม่วง

    ‘หากข้าเดาไม่ผิด กระบี่เล่มนี้คงจะสามารถบินได้เป็นแน่ ส่วนผู้ที่ครองครอบก็เพียงขึ้นไปยืนทรงตัวอยู่ด้านบน ใช้มันเป็นพาหนะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ไม่ว่าผู้ใดได้เห็นคงจะต้องรู้สึกเลื่อมใสมิใช่น้อย และยิ่งเป็นตัวข้าที่ใช้มัน สาวงามทั่วแผ่นดินต้องกลายเป็นของข้าทั้งหมด หึ หึ หึ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!!!’เหมาเว่ยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จินตนาการถึงยามที่ตนเหยียบยืนบนกระบี่บินชั่วครู่ ก่อนที่เสียงเล็กๆของสาวงามจะปลุกให้เขาตื่นขึ้นจากภวังค์
    “คุณชาย... คุณชาย คุณชายเจ้าคะ......!!!”
    เหมาเว่ยเกิดตกใจรีบถามกลับไปทันที“ฮะ? แม่นางเรียกข้าทำไม?”
    “ก็เซียงเซียงเห็นท่านยืนยิ้มอยู่ตั้งนานสองนาน ข้าก็เลย...”เซียงเซียงเพ่งมองเหมาเว่ยพลางครุ่นคิดกับสิ่งที่มีต่อเขา’เจ้าบ้านี่คงจะฝันหวานอยู่สินะ คงนึกว่ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะครอบครองกระบี่โบราณของนายน้อยเล่มนี้อยู่ ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก ไม่รู้จักเจียมตัวเสียบ้างเลยยย!’
    “โทษทีแม่นาง ข้าคิดอะไรเพลินไปหน่อย แล้วกระบี่เล่มนี้ราคาเท่าไหร่ล่ะ พอจะบอกข้าได้ไหม?”เหมาเว่ยรีบถามราคาเพื่อหวังจะได้ครอบครองกระบี่เล่มงาม
    เซียงเซียงส่ายหน้าเล็กๆและเอ่ยต่อว่า”กระบี่บินโบราณเล่มนี้ไม่ขายเจ้าค่ะ มันเป็นสมบัติของนายน้อยที่นำมาตั้งแสดงไว้เท่านั้น นี่นับเป็นของวิเศษที่มีเพียงไม่กี่เล่มในแผ่นดินนี้ และเซียงเซียงจะขอเตือนท่านสักข้อ อย่าพยายามเข้าไปใกล้กระบี่อย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้นคนเหล่านี้อาจจะพลั้งมือทำให้คุณชายบาดเจ็บได้”
    “ชิ....!”เหมาเว่ยส่ายหัวเล็กๆด้วยความผิดหวัง’นึกว่าจะนำมาตั้งขายเสียอีก กระบี่บินโบราณงั้นหรอ จะวิเศษแค่ไหนกันเชียว ไว้ข้าจะหากระบี่บินที่ดีกว่านี้ให้จงได้!... แต่การมาเยือนหอสมบัติแห่งนี้ ไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังเลยจริงๆ เจอแต่ของดีๆทั้งนั้น!’
    หลังจากนั้นเหมาเว่ยก็รีบเดินไปยังมุมที่มีถุงจักรวาลตั้งโชว์อยู่ และเลือกซื้อถุงใบใหญ่ที่สามารถย่อส่วนสิ่งของที่ใส่เข้าไปได้มากที่สุดถึงยี่สิบเท่า เขาต้องเสียเงินกับการซื้อในครั้งนี้ไปถึง 1,400 ตำลึงทอง ก่อนจะกลับออกมาและมุ่งตรงไปยังเป้าหมายต่อไปทันที
    แน่นอน ด้วยความผิดหวังที่ได้รับกับการที่ได้ทราบว่า กระบี่บินเล่มนั้นมีไว้ตั้งโชว์มิใช่มีไว้เพื่อขาย ก็ส่งผลให้เขาหมดอารมณ์ในการเดินดูของล้ำค่าในหอสมบัติเจ็ดชั้นฟ้า และเดินจากมาโดยมุ่งไปจ่ายเงินค่าเช่าโรงเตี๊ยมต่อทันที
    และต่อมาเมื่อจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าสองเดือนเป็นที่เรียบร้อย จึงเดินทางกลับไปยังโรงเตี๊ยมหมี่เหลืองอีกครั้งเพื่อเตรียมสัมภาระ อีกทั้งเขายังได้ฝากเงินไว้กับอาปิงเป็นจำนวน 200 ตำลึงทองเพื่อใช้จ่ายในภายโรงเตี๊ยมยามเมื่อจำเป็น และเผื่อไว้สำหรับภาษีที่อาจจะถูกเรียกเก็บในเร็ววันอีกด้วย
    “เข้าใจไหมที่ข้าสั่ง มีอะไรก็ให้อาปิงอาเปียวช่วยกันตัดสินใจแทนข้าได้เลย แล้วอีกข้อนะ”เหมาเว่ยหยุดปากพลางกวักมือเรียกอาปิงอาเปียวเข้ามาใกล้ และพูดต่อว่า”พวกเจ้าช่วยดูแลเรื่องเงินในโรงเตี๊ยมให้ดีๆล่ะ ข้าไว้ใจพวกเจ้าสองคนเท่านั้น ไว้ข้ากลับมาจะพาพวกเจ้าไปเที่ยวหอนางโลม เข้าใจไหม?”
    “ข้าเข้าใจแล้วเถ้าแก่ ไม่ต้องเป็นห่วง เราพี่น้องจะดูแลเงินของท่านเป็นอย่างดี”
    “ไว้ใจข้าได้เลยเถ้าแก่”
    “ดีมาก”เหมาเว่ยกล่าวชมพลางกวาดตามองและเอ่ยกับเสี่ยวเอ้อทั้งสี่คนพร้อมๆกัน”พวกเจ้าแยกย้ายกันไปพักผ่อนได้ ข้าก็จะรีบเข้านอนเช่นกัน พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อออกเดินทาง”
    “เถ้าแก่ ข้าขอแนะนำ ท่านไปจ้างวานสำนักคุ้มภัยภายในเมืองดูสิ คนเหล่านั้นรับคุ้มกันสินค้าส่งไปยังที่ต่างๆ แล้วยังรับคุ้มกันผู้ที่ต้องการเดินทางไกลด้วยนะ พวกมันมีรถม้าไปส่งท่านจนถึงที่หมาย ทั้งยังคุ้มกันจากพวกโจรป่า คนไม่ดีและสัตว์ปีศาจอีกด้วย ที่สำคัญคิดค่าคุ้มกันไม่แพงเกินไปด้วยล่ะ”อาเปียวเอ่ยแนะนำเป็นการใหญ่
    “ข้าจะลองคิดดู ขอบคุณเจ้ามากนะอาเปียว เอาล่ะ แยกย้ายกันได้”
    หลังจากการสนทนาของคนทั้งห้าสิ้นสุดลง เหมาเว่ยก็ทำทีเป็นเข้านอนและรอเวลา ต่อมาเมื่อแน่ใจว่าเสี่ยวเอ้อทั้งสี่หลับสนิทเป็นที่เรียบร้อย จึงลอบกลับที่ยังโลกของตนเพื่อกระทำการบ่มเพาะพลังยุทธต่อทันที
    .
    .
    .
    ณ โกดัง
    เมื่อกลับมาถึงโลกของตน เหมาเว่ยก็เริ่มนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นที่ว่างๆตำแหน่งใจกลางโกดัง พลางประสานฝ่ามือตั้งสมาธิเดินลมปราณโคจรพลังตามเคล็ดบ่มเพาะชีพจรพยัคฆ์ จนก่อเกิดก้อนปราณตรงกลางช่องว่างระหว่างฝ่ามือ
    ‘นานๆทีจะมีเวลาว่างได้บ่มเพาะพลังยุทธ ตลอดที่ผ่านมามั่วแต่ยุ่งกับการทำการค้า ก็เลยทำให้พลังยุทธอยู่ในระดับแรกเริ่มขั้นห้าไม่ก้าวหน้าไปไหนสักที’
    วูบบบบบบบบ!!
    แรกเริ่มขั้นหก!
    วูวววววววววว!!!
    ไม่นานนัก ไอปราณที่กำลังปะทุออกจากร่างก็เริ่มมีความเข้นข้นอย่างเห็นได้ชัด เขาสามารถบ่มเพาะพลังทะลวงไปยังขั้นที่สูงขึ้นด้วยเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งการที่เขากลับมาบ่มเพาะพลังในโลกนี้ ก็เป็นเพราะต้องการจะบ่มเพาะในที่ที่ไกลจากผู้คนให้มากที่สุด ไม่เช่นนั้นหากเผลอส่งเสียงดังไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เสี่ยวเอ้อทั้งสี่คงจะต้องพากันมาที่ห้องของเขาอย่างแน่นอน
    วูวววววววว!!
    แรกเริ่มขั้นเจ็ด!
    แรกเริ่มขั้นแปด!
    แรกเริ่มขั้นเก้า!
    วูบบบบบบบบบบ!!
    แรกเริ่มขั้นสิบ!
    เหมาเว่ยหลับตาตั้งสมาธินั่งบ่มเพาะอยู่ในท่าเดิม แต่เมื่อสัมผัสได้ว่าพลังยุทธของเขากลายเป็นระดับแรกเริ่มขั้นสูงสุด จึงรีบกระทำการตัดผ่านสู่ในระดับต่อไปทันที
    ‘ข้าใช้เวลาทั้งคืนในการบ่มเพาะ ในที่สุดก็มาถึงขั้นที่สิบสักที แต่ยิ่งเป็นขั้นที่สูงขึ้นไป ก็ยิ่งรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าต้องใช้เวลาบ่มเพาะมากขึ้นเรื่อยๆ เอาล่ะได้เวลาแล้ว’เหมาเว่ยครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนที่เปลือกตาของเขาจะเริ่มเปิดออก และเปิดปากพึมพำถึงสิ่งที่กำลังกระทำ”ทะลวงชีพจรตัดผ่านสู่ระดับก่อตั้ง!”
    พริบตานั้น เหมาเว่ยยกมือขวาขึ้นมาเสมอกับใบหน้า พลางเกร็งสองนิ้วเหยียดขึ้นตรงโดยเป็นนิ้วชี้และนิ้วกลางตั้งตรงแนบชิบติดกัน จากนั้นก็จี้ไปยังจุดชีพจรตามลำตัวที่รู้สึกได้ถึงความร้อน ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่ถูกระบุเขียนไว้ภายในคัมภีร์เคล็ดบ่มเพาะ ตามวิธีการตัดผ่านสู่ระดับถัดไปในช่วงต้น
    ปึกก ปึกก ปึกก ปึกกก!!
    ‘ต้องสำเร็จ ข้าต้องทำได้!’เหมาเว่ยสัมผัสได้ถึงภายในร่างตามชีพจรต่างๆว่าเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเด่นชัด พร้อมทั้งส่งเสียงร้องลั่นเมื่อรู้สึกว่าไม่อาจเก็บซ่อนปิดปากเงียบได้อีกต่อไป”อ้า........!!!!!”
    วูบบบบบบบบบบบบบบ!!!
    ทันใดนั้น จุดชีพจรที่เหมาเว่ยกดปลายนิ้วลงไปทั้งหมดก็เริ่มเปล่งแสง ไอปราณภายในร่างกายก็เริ่มพวยพุ่งออกจากร่างกายอย่างบ้าคลั่ง ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ที่มีความคล้ายคลึงกับในอดีตที่เขาได้ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ฝึกตนอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
    ก่อตั้งขั้นหนึ่ง!
    “สำเร็จ!”เหมาเว่ยเปล่งเสียงอีกครั้งเมื่อสัมผัสได้ว่าการตัดผ่านสู่ระดับถัดเป็นผลสำเร็จ เขาค่อยๆทาบฝ่ามือทั้งสองลงไปยังต้นขาอย่างช้าๆ ซึ่งพร้อมกันนั้น ไอปราณที่ปะทุออกจากร่างก็เริ่มทุเลาลง ถูกดูดกลับเข้ามาภายในกายของชายหนุ่มอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา
    ‘เพียงเท่านี้คงจะพอแล้ว นี่ก็ใกล้จะได้เวลาออกเดินทาง ต้องรีบกลับไปที่เมืองดารากระจ่าง ไว้ค่อยไปบ่มเพาะใหม่ภายในสำนักพยัคฆ์อัสนีก็ยังไม่สาย’เหมาเว่ยเร่งลุกขึ้น พลางรีบกลับไปยังต่างโลกโดยใช้เส้นทางเดิม
    .
    .
    .
    โรงเตี๊ยมหมี่เหลี่ยง
    “เถ้าแก่ โปรดรักษาตัวด้วย”
    “รักษาตัวด้วยเถ้าแก่เหมา ข้าขอให้ท่านโชดดี”
    “เถ้าแก่เหมา ลาก่อน ขอให้ท่านโชคดี!”
    “พวกเจ้าทั้งสี่คนก็ด้วย รักษาตัวรอวันที่ข้ากลับมา รับรองว่าข้าต้องพาพวกเจ้าทุกคนไปเที่ยวหอนางโลม เลือกสาวงามที่ดีที่สุดมาปรนนิบัติพวกเจ้าอย่างเต็มที่ ข้าไปล่ะ”เหมาเว่ยกล่าวคำลาและจากไปพร้อมกับคำอวยพร
    เหมาเว่ยในยามนี้กลับมาสวมชุดสีขาวที่เขาได้ซื้อไว้ตั้งแต่วันแรกๆที่มาถึง ทั้งยังสวมชุดเกราะกันกระสุนซ่อนเอาไว้ภายในอีกด้วย และแน่นอน อาวุธที่ได้มาจากสหายในโลกเดิมก็ถูกนำติดตัวมาทั้งหมด โดยใส่เอาไว้ในถุงจักรวาลใบใหญ่ที่เพิ่งจะซื้อมาได้เพียงไม่นาน
    หลังจากนั้น เหมาเว่ยก็เดินทางไปยังสำนักคุ้มภัยภายในเมืองที่ตั้งชื่อตามเมืองอย่างไม่มีผิดเพี้ยน เขาเลือกที่จะเดินทางโดยการจ้างสำนักคุ้มภัยดารากระจ่าง ให้ไปส่งยังที่หมายด้วยรถม้าและคนคุ้มภัยจำนวนหนึ่ง ซึ่งค่าจ้างที่ต้องเสียก็มีราคาสูงถึง 1 ตำลึงทองเลยทีเดียว
    .
    .
    .
    ผ่านไปสี่วัน
    “คุณชาย ถึงตีนเขาพยัคฆ์ม่วงแล้วขอรับ บนยอดเขาจะเป็นที่ตั้งของสำนักพยัคฆ์อัสนี เชิญท่านลงตรงนี้ เพราะคนนอกอย่างพวกเราไม่สามารถผ่านขึ้นไปได้”
    “นี่ค่าจ้าง ขอบคุณพวกท่านมาก”เหมาเว่ยลงจากรถม้าแต่โดยดีและส่งเงินจำนวน 1 ตำลึงทองให้แก่คนเหล่านั้นไป
    ซึ่งตลอดการเดินทางที่ผ่านมา ก็มีบางช่วงที่ต้องแวะพักข้างทางตามป่าเขา แต่ถึงอย่างนั้นการเดินทางไกลครั้งแรกของเหมาเว่ยก็สามารถผ่านพ้นไปด้วยดี ไม่ปรากฏมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างสัตว์ปีศาจเข้ามารบกวนเลยแม้แต่น้อย
    “ที่นี่สวยจริงๆ เขาพยัคฆ์ม่วง!”เหมาเว่ยกวาดตามองดูธรรมชาติอันแสนงดงามบริเวณรอบข้าง พลางก้าวเดินไปยังเส้นทางขึ้นเขา
    แต่เมื่อย่างกายเข้าไปยังทางขึ้นก็ได้พบว่ามีคนจำนวนหนึ่งเฝ้ารักษาการอยู่ เหมาเว่ยจึงเดินเข้าไปพูดคุยและแสดงสิ่งที่บ่งบอกว่าเป็นศิษย์ของที่นี่อย่างคัมภีร์ชีพจรพยัคฆ์ และอ้างถึงผู้อาวุโสว่านอีกเล็กๆ ก็สามารถผ่านทางขึ้นไปได้โดยการเดินทางด้วยเท้า
    ฟุบ ฟุบ ฟุบ ฟุบบบบบบ!!
    เหมาเว่ยต้องใช้เวลากว่าอีกเกือบหนึ่งชั่วยาม กว่าที่เขาจะสามารถขึ้นไปยังยอดเขาจุดที่เป็นสถานที่ตั้งสำนักพยัคฆ์อัสนี เมื่อก้าวเท้าเข้าไปถึงก็ถูกตรวจอีกเล็กน้อยซึ่งนับเป็นด่านชั้นที่สอง
    “เชิญศิษย์น้อง เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเป็นศิษย์ใหม่ และเป็นศิษย์นอกด้วยสินะ”
    “ถูกต้องแล้วศิษย์พี่ ให้ข้าผ่านเข้าไปได้หรือยัง?”
    “เชิญเลย ตรงไปทางด้านนั้นและเดินต่อไปเรื่อยๆจะเป็นที่พักของผู้อาวุโสว่าน”ศิษย์พี่ที่เฝ้าอยู่แนะนำอย่างมิตร พลางบอกทางที่ทำให้เขาไปพบกับผู้อาวุโสว่าน
    “ขอบคุณศิษย์พี่”
    เหมาเว่ยเดินไปตามทางดังกล่าว ซึ่งเมื่อเขากวาดตามองจากจุดที่อยู่ไปยังด้านใน ก็พบว่าสำนักพยัคฆ์อัสนีมิได้เป็นไปอย่างที่เขาคิดไว้ เพราะสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่เกือบจะถึงยอดเขา มีเรือนไม้น้อยใหญ่ตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังถูกห้อมล้อมไปด้วยป่าไม้เขียวชอุ่ม นับเป็นสถานที่ที่วิเศษสุดงดงามเป็นอย่างมากเลยทีเดียว
    ‘ในที่สุดข้าก็มาถึงแล้ว’
    ไม่นานนัก เหมาเว่ยก็ได้พบกับผู้อาวุโสว่านตรงหน้าทางเข้าเรือนไม้เล็กๆ เขาเร่งก้าวเท้าเดินเข้าไปทักทายและขอฝากตัวอีกครั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งในตำแหน่งที่ว่านั้น ก็ยังมีศิษย์ในสำนักอีกผู้หนึ่งนั่งบ่มเพาะพลังโดยที่ผู้อาวุโสว่านได้ชี้แนะให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด
    “คารวะ ผู้อาวุโสว่าน ศิษย์เหมาเว่ยขอฝากตัวต่อท่านด้วย”
    “เหมาเว่ยเจ้ามาแล้วรึ? ข้ากำลังคิดว่าเจ้าจะไม่มาที่นี่แล้วอยู่พอดี”ชายชราเผยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา พลางก้าวเข้าไปหาเหมาเว่ยและหยุดในระยะใกล้
    “ศิษย์มิกล้าผิดคำพูดหรอก ท่านอาวุโส เมื่อรับปากแล้วว่าจะมาฝึกตนที่นี่ ข้าก็จะต้องเดินทางมาให้ได้”เหมาเว่ยเอ่ยคำยืนยันอย่างหนักแน่น
    “ดี...ดีมาก สมเป็นลูกผู้ชาย คำพูดมีค่าดั่งทองหากรักษาไว้ไม่ได้ก็ไม่ต่างอะไรกับการผายลม”ผู้อาวุโสว่านกล่าวจบ พลางหันไปทางที่เด็กหนุ่มอายุสิบหกสิบเจ็ดปีนั่งบ่มเพาะอยู่ และตะโกนออกไปว่า”ซานป๋อ เจ้าช่วยพาเหมาเว่ยไปรับป้ายศิษย์ของสำนักเราแต่ไม่จำเป็นต้องรับชุดมาด้วยนะ เขาเป็นศิษย์นอก และเจ้าก็ช่วยพาเขาเดินชมที่นี่ให้ทั่วๆ แนะนำสถานที่ต่างๆให้เขาได้รู้จัก ต่อไปเหมาเว่ยก็นับว่าเป็นศิษย์น้องของเจ้า แม้เจ้าจะมีอายุมากกว่าก็ตาม”
    “ครับ ท่านอาจารย์”ซานป๋อรีบลุกขึ้นพลางตอบกลับไปอย่างนอบน้อม และหันไปหาเหมาเว่ย”เชิญตามข้ามาศิษย์น้องเหมา”
    ต่อมาเหมาเว่ยก็ได้รับป้ายศิษย์ของสำนักพยัคฆ์อัสนีมาไว้ในครอบครอง เป็นป้ายเล็กๆที่ถูกสร้างขึ้นจากแผ่นไม้สีดำโดยที่มีชื่อเจ้าของและชื่อสำนักสลักเอาไว้อย่างเด่นชัด จากนั้นเหมาเว่ยก็ได้เดินชมที่ต่างๆภายใน และมีศิษย์พี่ที่อายุน้อยกว่าคอยบอกเล่าถึงสถานที่ต่างๆอย่างใกล้ชิด
    ไม่ว่าจะเป็นหอคัมภีร์ที่ใช้เก็บวิชาต่างๆในสำนัก โรงทานที่มีอาหารให้กินตลอดทั้งวัน เรือนพักส่วนตัวสำหรับศิษย์นอกและศิษย์ใน คลังเก็บอาวุธยุทธภัณฑ์ต่างๆและรวมไปถึงลานประลองยุทธขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง ก็ล้วนแล้วแต่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ที่มาจากต่างโลกอย่างเหมาเว่ยได้ไม่น้อยเลย
    “ศิษย์น้อง บริเวณตรงนั้นเรียกว่าถ้ำหัวพยัคฆ์ ถือเป็นจุดที่อยู่สูงที่สุดของยอดพยัคฆ์ม่วง และเหมาะสำหรับบ่มเพาะเป็นที่สุด ศิษย์ในสำนักต่างก็ต้องการขึ้นไปบ่มเพาะพลังยุทธที่นั่นแต่ถูกห้ามไว้ ว่ากันว่าเป็นสถานที่ที่มีเพลิงพยัคฆ์ม่วงสถิตอยู่ หากไม่มีคำสั่งห้ามเข้าไปใกล้อย่างเด็ดขาด”
    “เพลิงพยัคฆ์ม่วง มันคือสิ่งใดหรือศิษย์พี่ ข้าไม่เข้าใจ”เหมาเว่ยถามถึงสิ่งที่ตนได้ยินเป็นครั้งแรก
    “เพลิงพยัคฆ์ม่วง เป็นไฟประเภทหนึ่งในเพลิงภูต เจ้าไม่รู้จักหรือไง?”
    “ยิ่งทำให้ข้างงเข้าไปใหญ่ เพลิงภูตคือสิ่งใด ศิษย์พี่ ช่วยอธิบายให้ข้ากระจ่างได้หรือไม่?”
    “เจ้านี่แปลกคน ก่อนหน้าที่จะคิดฝึกตน เจ้ามัวไปทำอะไรอยู่หมั่นหาความรู้ทั่วไปใส่หัวเสียบ้าง เพลิงภูตคือสิ่งที่ใช้และเหมาะแก่การปรุงยา จะสถิตอยู่ตามสิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นสัตว์ปีศาจธาตุไฟ สิ่งของโบราณ หรือกระทั่งในพืชไม้ แต่ข้าว่าเจ้าอย่าเพิ่งไปสนใจ จริงๆแล้วผู้ฝึกตนอย่างเราไม่จำเป็นต้องทราบก็ได้ หากไม่คิดจะเป็นนักปรุงยาก็อย่าเก็บมาใส่ใจเลย”
    ‘นักปรุงยา ต้องใช้พลังภูตสินะ’เหมาเว่ยฉีกยิ้มเมื่อได้ฟังสิ่งใหม่ๆ แล้วยังเกี่ยวข้องกับการปรุงยาอีกด้วย
    “เจ้านะ เป็นศิษย์ใหม่รึ เหตุใดข้าเดินผ่านถึงไม่ยอมทักทาย รึว่าเห็นข้าอายุน้อยกว่า จึงไม่คิดที่จะแสดงความเคารพกัน...ฮะ?”
    ฟุบบบ ผัวะ!
    ระหว่างที่เหมาเว่ยกำลังจดจ่อจ้องไปยังยอดเขาพยัคฆ์ม่วง ใบหน้าของเขากลับถูกบางอย่างสะบัดใส่เข้าอย่างจังจนแทบจะเซล้มลงไปกับพื้น ที่แท้แล้วเขาไม่ได้รู้ตัวมาก่อนเลยว่าเจ้าของเสียงนั้นเป็นใครและต้องการอะไรจากเขากันแน่ เพียงแค่เผลอใจเพลิดเพลินไปกับเรื่องของเพลิงภูต ก็ถูกตบหน้าเข้าอย่างแรงโดยที่ยังไม่ทราบถึงเหตุผล
    แต่ถึงแม้เขาจะเป็นเพียงแค่ศิษย์ใหม่ก็ใช่ว่าจะยอมถูกรังแกเพียงฝ่ายเดียว เหมาเว่ยนับเป็นผู้ที่มีนิสัยวู่วามคงไม่มีทางยอมเมื่อถูกกระทำเช่นนี้ทั้งๆที่ไร้ซึ่งความผิด
    “เจ้าทำอะไร เขาเพิ่งจะมาใหม่นะ ศิษย์น้องผู้นี้ยังไม่รู้จักเจ้าเสียด้วยซ้ำไป ทำไมลงมือรุนแรงนักล่ะ”ซานป๋อกล่าวกับผู้ที่เข้ามาทำร้ายเหมาเว่ย ซึ่งมันเป็นเด็กหนุ่มผมสีเขียวที่มีอายุไล่เลี่ยกับซานป๋อ และเป็นศิษย์รุ่นเดียวกันที่เข้าสำนักมาก่อนเหมาเว่ยเพียงไม่กี่ปี
    ‘นี่มันอะไรกัน ไร้เหตุผลสิ้นดี ข้าไม่ยอมให้มันรังแกเพียงฝ่ายเดียวหรอก เป็นไงเป็นกัน!’เหมาเว่ยตั้งสติเพ่งมองจ้องหน้าผู้ที่ทำร้ายตน พลางกำหมัดแน่นและปล่อยออกไปพร้อมกับโคจรปราณไปสู่จุดชีพจรบนกำปั้นตามเคล็ดวิชาหมัดราชสีห์
    ราชสีห์คำราม!
    กรร!!
    ปึงงง!
    ผู้ที่เป็นเป้าหมายกางฝ่ามือรับหมัดของเหมาเว่ยไว้ได้อย่างง่ายดาย”หนักหน่วงใช้ได้ แต่พลังยุทธยังอ่อนด้อย คงประมาณระดับก่อตั้งขั้นแรกสินะ ดี นับว่าใจกล้าดี ข้าจะขอเล่นกับเจ้าสักหน่อย!”
    “พวกเจ้าจะสู้กันหรอ หยุดเลยนะ”ซานป๋อรีบห้ามปรามแต่ก็ไม่เป็นผล
    “ก่อตั้งขั้นแรกแล้วจะทำไม?”เหมาเว่ยกล่าวโต้ตอบกลับไป โดยที่เป็นเวลาเดียวกับอีกมือของเขาล้วงลงไปในถุงจักรวาล