หากจะปรุงโอสถย่อมต้องมีภาชนะ ถ้วยกระเบื้องที่นางใช้ก่อนหน้านี้นั้นยังทนความร้อนไม่พอ จึงทำให้คุณภาพของโอสถที่ได้ไม่เป็ที่น่าพอใจเท่าไร
สิ่งที่นางต้องทำเป็อันดับแรกก็คือหาภาชนะสำหรับหลอมยา หากโชคดีนางก็อยากได้สารานุกรมสมุนไพรสักเล่ม เพื่อให้ตนได้ศึกษาตัวยาในแผ่นดินหลงเหยียนเสียใหม่ เพราะหากไม่เข้าใจสมุนไพรอย่างถ่องแท้ จะกลายเป็อุปสรรคในการรักษาอาการของมารดาและขาของพี่ชาย
ฮวาชิงเหยียนอุ้มสมุนไพรเดินตรงมายังแผงลอย
แผงลอยในย่านนี้มีของหลากหลาย ผู้คนพลุกพล่าน ยิ่งวุ่นวายก็ยิ่งมีโอกาสพบของที่นางตามหา
หลังจากเดินผ่านแผงขายเครื่องราง อาวุธ เสื้อผ้า และโอสถหลากชนิด นางก็เร่งฝีเท้าไปยังแผงขายเตาหลอมโอสถทันที
เ้าของแผงเป็ชายหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี อีกฝ่ายนั่งพิงโต๊ะหลับตาพลางสัปหงก ดูเกียจคร้านอย่างเห็นได้ชัด
บนแผงลอยมีเตาหลอมอยู่หลายใบ ส่วนใหญ่ทำมาจากทองแดง ซึ่งดีกว่าถ้วยกระเบื้องที่นางใช้ก่อนหน้า แม้จะยังไม่ดีที่สุดแต่ก็พอใช้งานได้
ฮวาชิงเหยียนชี้เตาหลอมขนาดเล็กห้าใบ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงใสกังวาน “เตาหลอมพวกนี้ราคาเท่าไหร่”
เสียงของนางชัดเจนและไพเราะจนชายหนุ่มลืมตาขึ้นทันใด ดวงตาสดใสหันมองนางอย่างรวดเร็ว แต่พอเห็นใบหน้าของฮวาชิงเหยียน แววผิดหวังพลันวาบผ่านั์ตา ก่อนจะฝืนยิ้มตอบด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “น้องสาว้าเตาหลอมหรือ เตาหลอมพวกนี้ข้าหลอมเองกับมือ รับรองว่าคุณภาพดี ใช้งานได้เป็สิบปีก็ไม่พัง”
ในใจเขานึกเสียดาย เสียงไพเราะขนาดนี้นึกว่าจะเป็สาวงามที่ไหน สุดท้ายกลับเป็แค่เด็กผู้หญิงตัวผอมแห้งคนหนึ่ง
อารมณ์ผิดหวังของชายหนุ่มคงชัดเจนเกินไป ฮวาชิงเหยียนจึงอดเบ้ปากไม่ได้ คนในโลกนี้มันโตเกินวัยกันหมดเลยหรือไร อายุแค่สิบเจ็ดสิบแปด แต่กลับเอาแต่มองสตรีแล้วเช่นนี้...ซ้ำยังกล้าเรียกนางว่า ‘น้องสาว’ อีก!
แม้ภายนอกนางจะเป็แค่เด็กสาวอายุสิบสี่สิบห้าปี แต่ความจริงแล้วนางนั้นผ่านโลกมาเกินยี่สิบปีเข้าไปแล้ว จึงไม่คิดจะถือสากับเด็กปากมากเช่นนี้ นางชี้ไปยังเตาหลอมอีกสองสามใบก่อนจะกล่าวว่า “ข้าจะเอาอันนี้ อันนี้ แล้วก็อันนี้ ทั้งหมดเท่าไหร่”
ดวงตาของเ้าของแผงลอยพลันเป็ประกาย ไม่คิดว่าจะมีคนซื้อทีเดียวหลายใบเช่นนี้ เขาเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “น้องสาว เ้าอยากได้เตาหลอมมากมายเช่นนี้ไปทำอะไรหรือ เ้าเป็นักหลอมโอสถ ซื้อไปให้ท่านอาจารย์ หรือคนในครอบครัวเ้าเป็นักหลอมโอสถ? น้องสาวนี่ไม่ธรรมดาเลยนะ มีนักหลอมโอสถอยู่ในบ้านด้วย!”
ฮวาชิงเหยียนสบดวงตาใสแจ๋วคู่นั้น นางอยากยกมือกุมขมับยิ่งนัก เ้าหนุ่มคนนี้ดูท่าจะช่างพูดเกินไปแล้ว
“จะขายหรือไม่ขาย ถ้าไม่ขายข้าจะได้ไปดูแผงอื่น”
พูดจบก็ก้าวเท้าเตรียมเดินจากไปทันที
“โอ้ๆๆ ทำไมน้องสาวใจร้อนอย่างนี้ ขายสิ ขายแน่นอน! เตาหลอมห้าใบนี้ ข้าคิดแค่ใบละยี่สิบตำลึง รวมเป็หนึ่งร้อยตำลึง หรือหนึ่งตำลึงทอง!”
ฮวาชิงเหยียน “...”
เด็กหนุ่มเ้าของแผงลอยรู้ว่าทั้งตัวนางมีเงินหนึ่งตำลึงทองหรือ...ถึงได้ตั้งราคาเช่นนั้น
ฮวาชิงเหยียนเม้มปาก ก่อนจะกล่าวเสียงแข็ง “ลดราคาให้หน่อยได้หรือไม่”
หน้าของนางขึ้นสีเล็กน้อย อีกทั้งยังรู้สึกทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ นึกถึงตอนเป็แพทย์ทหารในชาติก่อน นาง้าอย่างไรย่อมได้อย่างนั้น ไม่เคยต่อราคา กระทั่งทุ่มเงินทองกองเป็ูเาก็เคยทำมาแล้ว
แต่ตอนนี้...เมื่อนึกถึงพี่ชายที่ยอมอดเพื่อเก็บสาลี่เหี่ยวๆ ไว้ให้นาง กับมารดาที่ผอมจนเหลือแต่กระดูก นางจึงตัดสินใจต่อราคาเป็ครั้งแรกในชีวิต
เ้าของแผงลอยมองนางอย่างระแวดระวัง คล้ายกลัวว่านางจะลงมือทันทีหากพูดอะไรไม่ถูกใจ ก่อนจะเอ่ยอย่างระมัดระวัง “เช่นนั้น...ลดให้หนึ่งตำลึงดีหรือไม่ น้องสาว เ้าต้องรู้ว่าเตาหลอมพวกนี้ข้าทำเอง เสียวัสดุไปมาก อีกทั้งข้ายังยากจน ต้องเก็บเงินซื้อโอสถกระตุ้นพลังปราณระดับหนึ่งให้น้องสาวที่บ้าน หากไม่ได้โอสถนี้รักษา นางอาจฝึกยุทธ์ไม่ได้ตลอดชีวิต”
สีหน้าของเ้าหนุ่มดูเศร้าจริงๆ แววตาก็พลอยหม่นลง ฮวาชิงเหยียนเหลือบมอง เห็นว่าใบหน้าเขาซีดเซียว ลมปราณในกายพร่องไปมาก คาดว่าคงใช้แรงสร้างเตาหลอมโอสถจนเกินขีดจำกัด นางจึงเชื่อว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหก
“ตกลง เก้าสิบเก้าตำลึง” ฮวาชิงเหยียนพยักหน้าแล้วยื่นเงินหนึ่งตำลึงทองให้เขา
หนึ่งตำลึงมีค่าเท่าหนึ่งร้อยเหวิน ขนมปังธรรมดาหนึ่งก้อนราคาหนึ่งเหวิน ดังนั้นเงินหนึ่งตำลึงสามารถซื้อขนมปังได้ถึงหนึ่งร้อยก้อน
“โห หนึ่งตำลึงทองเลยรึ! ข้าจะรีบมัดเตาหลอมให้เดี๋ยวนี้เลย!”
เมื่อเห็นเงินหนึ่งตำลึงทอง เ้าของแผงก็อุทานเบาๆ ก่อนจะรีบรับไว้แล้วหันไปหยิบเชือกฟางมาร้อยหูเตาหลอมโอสถทั้งห้าใบอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นส่งให้นางพร้อมกับทอนเงินหนึ่งตำลึง
“หากเ้าขาดเตาหลอมโอสถอย่าลืมมาหาข้านะ ข้ารับรองว่าถึงเตาหลอมโอสถที่อื่นจะวัสดุเหมือนกัน แต่เตาหลอมโอสถของข้าคุณภาพดีที่สุดแน่นอน!”
ฮวาชิงเหยียนมองรอยยิ้มจริงใจของเ้าของแผงลอยแล้วพยักหน้า ก่อนเดินจากไปยังพูดทิ้งท้ายไว้ว่า “ร่างกายเ้ายังอ่อนแอมาก หากฝืนใช้พลังปราณสร้างเตาหลอมโอสถต่อ ไม่ถึงสิบวัน ร่างกายเ้าจะรับไม่ไหว เส้นลมปราณจะพังเอาได้”
ชายหนุ่มเ้าของร้านชะงัก สีหน้าซีดลงเล็กน้อย แต่กลับยิ้มกว้างอย่างสดใส “ขอบใจเ้ามากที่เตือน ข้าจะระวังไว้”
ทว่าฮวาชิงเหยียนกลับมองเห็นความแน่วแน่ชนิดที่แม้รู้ผลลัพธ์ก็จะไม่ยอมละทิ้งความตั้งใจในแววตาของเขา นั่นคือรอยยิ้มของคนที่แม้จะรู้ว่าจะเ็ป แต่ก็ยังจะเดินหน้าต่อ
นางไม่พูดอะไร เพียงค่อยๆ เดินจากไป มือข้างหนึ่งอุ้มสมุนไพรไว้ในอ้อมแขน อีกมือลากเตาหลอมโอสถห้าใบที่เ้าของร้านมัดให้โดยกำเงินหนึ่งตำลึงไว้ด้วย
ฮวาชิงเหยียนซื้อเนื้อสัตว์อสูรธรรมดาครึ่งชั่ง [1] ในราคาห้าสิบเหวิน จากนั้นซื้อข้าวสารหนึ่งชั่งกับผักป่ามัดเล็กอีกสองมัด เมื่อได้ของที่้าครบ ฮวาชิงเหยียนก็กลับจวนอันกั๋วกง ขณะเดินผ่านเหล่าข้ารับใช้ในจวนต่างมองข้าวของในมือนางที่มีทั้งห่อเล็กห่อใหญ่ด้วยสายตาประหลาดใจ แต่นางก็ไม่สนใจ เพียงเดินตรงดิ่งกลับเรือนเล็กเก่าโทรมที่นาง พี่ชาย และมารดาอาศัยอยู่
“คะ...คุณหนูรอง...ให้บ่าวช่วยถือนะเ้าคะ”
ระหว่างที่ฮวาชิงเหยียนกำลังเดินกลับเรือน สาวใช้คนหนึ่งซึ่งแต่งกายเรียบง่ายก็เดินมาหยุดตรงหน้านาง แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจียมเนื้อเจียมตัว
ฮวาชิงเหยียนหันมองอีกฝ่ายอย่างพินิจพิเคราะห์ แม้ใบหน้าของสาวใช้คนนี้จะธรรมดา ทว่าก็ทำให้นางนึกถึงชื่อหนึ่งขึ้นมาได้ ‘เซี่ยจู๋’ เดิมทีเคยเป็สาวใช้ประจำตัวของเ้าของร่างเดิม แต่กลับถูกฮวาเย่ว์โหรวบ้านรองยึดไปโดยอ้างว่าไม่มีสาวใช้คอยรับใช้
สาวใช้และบ่าวรับใช้ที่เคยอยู่กับเ้าของร่างเดิมก็ถูกบ้านรองใช้ข้ออ้างต่างๆ ขอยืมตัวไปหมด
ทว่าเซี่ยจู๋อยู่กับเ้าของร่างเดิมมาั้แ่เด็ก พวกนางจึงสนิทกันมาก แม้จะถูกบังคับให้ไปอยู่กับฮวาเย่ว์โหรวก็ยังแอบห่วงใยฮวาชิงเหยียน เ้าของร่างเดิมเคยหิวจนแทบหมดแรงหลายครั้ง ก็เป็เซี่ยจู๋ที่แอบแบ่งเสบียงของตัวเองมาให้เงียบๆ
ฮวาชิงเหยียนมองภาพเซี่ยจู๋ซึ่งถือถังใส่ของเสียที่เพิ่งล้างเสร็จไว้อย่างสะท้อนใจ นางมองแววตาเปี่ยมความหวังของอีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า แล้วยื่นเตาหลอมโอสถให้
“ช่วยข้าถืออันนี้หน่อย”
เซี่ยจู๋ดีใจจนรีบพยักหน้ารัว นางหิ้วถังไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างก็รับเตาหลอมโอสถมาถือไว้ แล้วรีบเดินตามฮวาชิงเหยียนไป พร้อมทั้งคอยชำเลืองซ้ายขวาด้วยความระแวดระวัง เพราะกลัวจะถูกใครเห็นเข้า หากมีคนเห็นว่านางมาช่วยคุณหนูรองคงถูกลงโทษอีกเป็แน่
โชคดีที่ไม่มีใครผ่านมา
คุณหนูรองเคยช่วยชีวิตเซี่ยจู๋ไว้ เซี่ยจู๋ไม่มีวันลืมบุญคุณนี้เด็ดขาด
ทันทีที่เดินมาถึงหน้าลานเรือน ฮวาชิงเหยียนก็เห็นฮวาเฮ่าเย่ว์อยู่ตรงหน้าประตูราวกับกำลังรอใครบางคน