องค์ที่ 1 เพียงโอกาสที่อยากคว้าไว้
มันเป็ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่มนุษย์ชาติได้จากรึกเอาไว้ ไม่ว่าแห่งหนใด มวลมนุษย์ชาติก็ต่างทำากันอยู่ที่เมื่อเชื่อวันอยู่แล้ว อาจจะกล่าวได้ไม่ผิดนักว่า าคือแก่นแท้ของวัฒนธรรมของมนุษย์ชาติ เฉกเช่นในหนังสือนิยาย วรรกรรม หรือแม้แต่เสื่ออย่างภาพยนต์และอนิเมชั่น
[ถ้าเกิดมีคนแบบนั้นขึ้นมา ชั้นก็อยากลองสู้กับเขาดูสักครั้งนะ และถ้าเป็ไปได้อยากเจอหน้าตัวต่อตัวเลยด้วยซ้ำ คงมีเื่คุยกันเยอะแน่]
นั้นคือประโยคคำพูดของตัวละครชายผมทองในชุดทหารสีดำได้กล่าวพูด ในขณะที่ฉากหลังนั่นคือาระหว่างดวงดาวที่กำลังห่ำหั่นกันด้วยกองยานรบในาอวกาศ
มันคืออนิเมะเื่โปรดของชายหนุ่มที่กำลังนั่งดูมันอยู่ ณ ร้านอินเตอร์เน็ตร้านหนึ่งในวันหยุดสุดสัปดาห์หน้า ในขณะที่เ้าของร่างที่กำลังนั่งดูนั้นจะเป็ชายร่างผอมบางตัวเล็กไว้ผมสีขลับดำดวงตาสีน้ำตาล
เขาเป็ชายหนุ่มที่เกิดและเติบโตในประเทศเล็กๆแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในขณะที่กำลังนั่นงดูอนิเมนั่นอยู่เสียงพึมพำบางอย่างก็ดังออกมาจากภายในลำคอของเขา
"ผมคือเ้าหน้าที่ยุทธการของผบ.พาเอ็ตตา พลโตหยาง เหวินลี่ ตามคำสั่งของผู้บังคับการ ผมจะเข้าบัญชาการกองเรือทั้งหมด ขอโปรดอย่ากังวล ถ้าทำตามคำสั่งผม แล้วผมจะช่วยคุณ คนที่อยากรอด ขอให้ทำใจให้สงบแล้วทำตามผม"
[ผมคือเ้าหน้าที่ยุทธการของผบ.พาเอ็ตตา พลโตหยาง เหวินลี่ ตามคำสั่งของผู้บังคับการ ผมจะเข้าบัญชาการกองเรือทั้งหมด ขอโปรดอย่ากังวล ถ้าทำตามคำสั่งผม แล้วผมจะช่วยคุณ คนที่อยากรอด ขอให้ทำใจให้สงบแล้วทำตามผม]
เขาเอ่ยพูดประโยคนั้นออกมาก่อนที่ตัวละครดังกกล่าวจะกล่าวพูดขึ้นมา ราวกับจำทุกสคลิปคำพูดของตัวละครนั้นได้ ราวกับว่าได้ดูมาแล้วหลายต่อหลายรอบ ซึ่งมันคือบทพูดของตัวละคร หยาง เหวินลี่ จากอนิเมะที่ชายหนุ่มคนนี้ชอบ นั้นคือ Ginga Eiyuu Densetsu ภาครีเมคนั้นเอง
ภาพของาระหว่างดวงดาวและการกำกับภาพและแสงสีที่สวยงาม รวมถึงเพลงประกอบ ทำให้เขา... ทำให้ชายหนุ่มที่ชื่ออาร์คนั้นรู้สึกหลงใหลไปกับสิ่งนั้นเอามากๆ
ซึ่งแน่นอนว่าผมก็เป็คนที่ชอบอะไรทำนองนี้อยู่แล้ว ผมเป็ชายหนุ่มวัย 24 ปีถ้าพูดให้ถูกก็เป็มนุษย์ชนชั้นต่ำ ที่กำพร้าพ่อแม่ั้แ่เกิด และได้รับการเลี้ยงดูจากตายาย มาั้แ่เด็กๆ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมผมถึงเป็เด็กกำพร้าได้ แต่เพราะการที่ไม่มีพ่อแม่ มันทำให้ผมรู้สึกเ็ปจิตใจเอามากๆ และสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขล้วนคือการ์ตูน อนิเมะและหนังแนวา แฟนตาซี ไซไฟ ที่ทำให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และลุ่มลึกของเื่ราว
แต่ทว่าความสุขเ่าั้ก็ไม่ได้อยู่กับผมนานเท่าที่คิด เมื่อครอบครัวของผมที่เหลืออยู่นั่นคือ คุณตา ตายไปด้วยโรคชรา ทิ้งให้ผมอยู่กับยายเพียงสองคน นั้นคือ่ที่ผมอายุได้ 15 ปี ยังเป็วัยเรียน ถึงแม้จะเรียนจนจบม.3 หรือขั้นการศึกษาพื้้นฐานของหลายๆประเทศในโลกใบนี้ แต่ผมก็ไม่มีเงินมากพอที่จะให้สารต่อชีวิตของตนเองไปมากกว่านี้ได้
คุณยายก็อายุมากแล้ว แกป่วยเป็โรคอันไซเมอ และโรคชรา ทำให้ผมจำเป็ต้องเลิกคิดถึงชีวิตที่ตายายอยากให้ผมเป็ในอนาคตมาอยู่ดูแลยายที่เป็คนในครอบครัวที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น
ชีวิตในตอนนั้นช่างลำบากเอามากๆ ผมไม่สามารถที่จะทำงานอะไรได้เลย ผลมาจากข้อกฏหมายเกี่ยวกับแรงงานเด็กที่จะไม่ให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปีีทำงานใดๆได้ ทำให้ผมต้องขายที่ดินแปลงนาของคุณตาทิ้งและเอาเงินที่ได้มา มาทำธุรกิจเร่ขายของ ซึ่งมันก็เป็ไปได้ด้วยดีใน่แรกๆ แต่ทว่ามันก็เริ่มซบเซาลงเรื่อยๆ
ทุกๆวันผมจะต้องดูแลยาย ไปขายของและพายายไปตรวจสุขภาพประจำเดือน แตทว่าเมื่อผมอายุได้ 20 ปีทุกๆอย่างมันกลับตลัดปัด หน้ามือเป็หลังตีน เมื่อการมาถึงโรคโควิด ทำให้คุณยายเสียไปในตอนนั้น แถมญาติๆของคุณตาคุณยายยังมาไล่ผมอีก นั้นทำให้ผมรู้สึกถึงความจริงของชีวิตว่า สุดท้ายแล้วผมมันก็คนไร้ค่า
ความรู้สึกปวดใจและหนักอึ้งมันทำให้ผมรู้สึกอยากจะบ้า ผมอยากจะฆ่าพวกเขา แต่ทว่าก็ทำไม่ได้ ผมได้แต่จำใจเอาของที่ใช้ในการค้าขายไปกับตนเอง นับั้แ่ตอนนั้นผมก็กลายเป็คนไร้บ้าน ที่ตะลอนไปทั่วประเทศนี้ และหาเช้ากินค่ำไปวันๆ จนกระทั่งถึงตอนนี้ที่ผมแทบจะทำอะไรและอยู่เป็หลักแหล่งไม่ได้ ด้วยความที่ประเทศธุรกิจซบเซา
ผมพยายามหางานทำที่สามารถอยู่นอนได้ แต่ทำไม่ทันไรก็โดนไล่ออกในอีก 1 เดือนผ่านไป เพราะโรคซึมเศร้าของตนเอง ถึงผมจะตั้งใจทำงานขนาดไหน แต่ทว่าด้วยความคิดของผมทำให้ไม่มีใคร้า
นั้นจึงทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตตกต่ำอย่างมาก แถมเมื่อตอนอายุ 23 รถที่ใช้ขับไปทั่วก็พังและขายเป็เศษเหล็ก ของขายก็ต้องขายทิ้งจนหมด เหลือตังค์ติดตัวไม่ถึง 3000 ผมต้องพยายามอดมื้อกินมื่อจนกระทั่งมาถึงตอนนี้เงินเ่าั้ก็เหลืออยู่เพียงแค่ 1000 เสียแล้ว และเงินสุดท้ายนี้ผมว่าจะเอาไปทำอะไรสักอย่างหนึ่ง
"หมดเวลาแล้วสินะ...."
ผมพึมพำกับตัวเองเมื่อเห็นเวลาในคอมพิวเตอร์ที่โชว์ให้เห็น ผมจึงหยิบเสื้อโค้ทของตนเองมาสวมและรีบเดินออกจากร้านในทันที และเมื่อเดินออกมาภายนอก ก็พบเข้ากับฝูงชนจำนวนมากที่เดินไปมาบนท้องถนนอย่างวุ่นวาย ผมจึงเลือกที่จะเดินไปในฝูงชนนั้นอย่างเบื่อหน่าย ดวงตาสีน้ำตาล จ้องมองไปรอบๆ
มองผู้คนรอบตัวเองที่ผมเดินผ่านและเดินผ่านผมไป ดวงตานั้นค่อยๆเหลือบมองไปเรื่อยๆ ผมมองพวกนี้ไม่เห็นหน้า ราวกับว่าพวกนี้ไร้ใบหน้าเหมือนในเกมยุคเก่าที่จะต้องลดรายละเอียดของพวกตัวประกอกบลงจนไม่เห็นใบหน้า เห็นเพียงแค่ผมและปากของพวกมันเพียงเท่านั้น จนกระทั่งผมเดินมาถึงยังร้านเครื่องดื่ม
"ขอมูนไนส์ขวดนึงครับ"
"1000 ต่อ 1 ขวดครับ"
"นี้ครับ ขอบคุณครับ..."
ผมเลือกซื้อน้ำเมามาขวดหนึ่ง มันคือมูนไนส์ที่มีฤทธิ์ ที่ทำให้เกิดอาการมึนเมาอย่างรุนแรงเพียงแค่ดื่มไปแค่อึกเดียว เมื่อได้ขวดเหล้ามาเรียบร้อย ผมก็ไม่เหลือเงินเลยสักบาท พูดให้เข้าใจกันตรงๆ ผมรู้สึกไม่ไหวกับโลกใบนี้แล้ว
หลังจากที่ซื้อน้ำเมามาเรียบร้อยผมก็เดินไปยังหอคอยสูงแห่งหนึ่ง ที่เปิดให้คนทั่วไปขึ้นไปได้ ซึ่งในตอนนี้มันก็เป็เวลา 1 ทุ่มกว่าๆแล้ว ผมเดินไปนั่งลงข้างๆรั้วและใช้หลังของตนเอนหลังกับรั้วนั้นและเริ่มดื่มมูนไนส์ในทันที
เพียงแค่น้ำนั้นค่อยๆเข้ามาในปากของผม ความรู้สึกร้อนพร่าวก็ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย เืในตัวราวกับกำลังถูกต้มอย่างรุนแรงจนสติเริ่มเลือนลางทุกที
ชีวิตของผมไม่เหลืออะไรแล้วจริงๆ ผมเกลียดชังทุกอย่าง เกลียดมันทุกอย่างเลยจริงๆในประเทศนี้ แต่ทว่า.... ในใจผมคงอยากจะเจอใครสักคน.... ที่มาฉุดผมขึ้นมาจากหุบเหวแห่งความสิ้นหวังนี้ก็ได้
พอคิดแบบนั้น ดวงตาสีน้ำตาลก็ค่อยๆมีน้ำสีใสคลอ ออกมาอย่างปวดใจ ราวกับว่าอยากจะให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น แต่ด้วยสังคมเซ็งเคร็งนี้มัน บัดซบเหลือเกิน บัดซบจนผมไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกแล้ว
"เพียงโอกาสที่อยากคว้าไว้.... ถ้าชาติหน้ามีจริงหล่ะก็...."
ผมค่อยๆดื่มมูนไนส์จนหมดขวดในเวลาไม่นานเพียงแค่ 13 วินาทีก่อนจะเอาเสื้อเช็ดปากของตนและปีนออกไปนอกรั้วของหอคอยและใช้สองมือ ดวงตาจ้องมองพื้นดินที่อยู่ลงไปข้างล่างกว่า 450 ซม. หรือก็คือหอคอยนี้สูงราวๆ 4.5 ม. นั้นแหละ ในขณะที่ผมกำลังทำใจนั้นเอง ผมก็ ฃพยายามยับนั้งความคิดนี้ของตนเอง
แต่ว่า ผมเริ่มไม่ไหวแล้ว จนกระทั่งผมพึมพำขึ้นมาประโยคหนึ่งด้วยความเ็ป มันคือความในใจที่ผมอยากให้ใครสักคนมอบโอกาสให้ผมได้มีชีวิตที่ดีกว่านี้ แต่... สำหรับโลกใบนี้คงไม่มีสิ่งนั้นอยู่อีกแล้ว.....
ความคิดติดลบอย่างจริงจังจนผมค่อยๆปล่อยมือออกจากรั้วหอคอย ก่อนที่ร่างของผมจะล่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ในขณะที่ดวงตาค่อยๆหลับลงและไม่รับรู้สิ่งใดอีกเลย
'ตุบ!!'