หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 81 บรรพบุรุษมีตำราเล่มหนึ่ง (ยามหนึ่ง)

            ถ้ำเชลยนั้นยังคงดูเหมือนวันวาน ด้านนอกยังคงเป็นผืนทรายที่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีก็ไม่เคยมีหญ้างอกเงย ทว่าหินทะเลทรายนั้นกลับมีมากมาย เมื่อมองจากไกลๆ ก็เห็นหินวาววับเหล่านี้สะท้อนสู้แสง

            เมื่อเข้ามามองใกล้ๆ ก็จะเห็นว่ามันยังคงวาววับเช่นเดิม ทว่าด้านในถ้ำกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย

            ถ้ำทรงกากบาท

            เส้นทางเข้าถ้ำแต่ละเส้นล้วนเต็มไปด้วยกับดัก หากเผลอไผลไปย่อมจะต้องร่างแหลกสลายวิญญาณดับสูญอย่างแน่นอน มีเส้นทางเพียงสายเดียวที่ยังปลอดภัยอยู่ ทว่าหากอยากจะเข้าไปด้วยเส้นทางปลอดภัยก็จำเป็นต้องวุ่นวายสักหน่อย ทั้งยังต้องมีป้ายคำสั่งจากนายท่านสามจึงจะเข้าไปได้

            ทว่าก็มีคนหนึ่งที่เป็นข้อยกเว้น

            เฉินโย่วคือข้อยกเว้นนั้น นับตั้งแต่นางเป็นผู้ใหญ่บ้านน้อยของหมู่บ้านไป๋กู่ ไม่ว่าจะเข้าออกที่ใดก็ไม่จำเป็นต้องมีป้ายคำสั่ง

            ยามนี้เฉินโย่วที่อ่านตำรามาแล้วตลอดบ่าย ทั้งยังกินอิ่มแปล้ แถมยังนอนกลางวันไปอีกตื่นหนึ่ง ร่างน้อยๆ สวมกระโปรงสีแดงตัวน้อย บนร่างสะพายกระเป๋าหนังงูไว้ เท้าคู่น้อยเหยียบย่ำลงไปบนพื้นพร้อมกับรองเท้าหนังที่นางสวมอยู่ จากนั้นจึงกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังเจ้ามืด แล้วจึงพากันเดินเอื่อยเฉื่อยมาจนถึงปากถ้ำ

            ปากถ้ำมีชายชราตาเดียวคนหนึ่งเฝ้าอยู่ เขากำลังนอนอาบแดดอยู่บนผ้าห่มขาดๆ อย่างเกียจคร้าน ข้างกายมีขยะกองระเกะระกะอยู่กองหนึ่ง

            ขยะเหล่านั้นมีทั้งเสื้อผ้า อาหาร และไหน้อยใหญ่

            จวบจนบัดนี้สภาพของเขาจึงไม่ต่างจากขอทานข้างถนนเท่าใดนัก

            เพียงแต่ชายชราตาเดียวนี้ก็นับว่าเก็บกวาดได้สะอาดดี แม้จะมีตาเพียงข้างเดียว ทั้งดวงตาข้างนั้นยังปิดอยู่ ส่วนมือข้างหนึ่งหดเก็บไว้แนบกาย มืออีกข้างก็คอยกอดกองขยะนั้นไว้

            หากไม่สังเกตก็ย่อมไม่อาจเห็นว่า ในกองขยะนั้นมีตะบองสีดำเล่มหนึ่งซ่อนอยู่

            ชายชรานั่งพิงหินก้อนหนึ่งที่นูนออกมาจากผนัง ขอเพียงเขาออกแรงกดสักหน่อย หินก้อนนี้ก็จะจมลงไป ประตูถ้ำก็จะเปิดออก

            เส้นทางเข้าถ้ำสายนี้สามารถเปลี่ยนเป็นเส้นทางที่ไม่อาจเดินได้ในทันที กับดักทุกประเภทล้วนสามารถโผล่มาในเวลาเดียวกันได้ ทว่ายามที่ชายชราตาเดียวเห็นว่าเป็นเด็กหญิงกำลังขี่ม้าสีนิลมาทางตน มุมปากเหี่ยวๆ นั้นก็พลันยกขึ้น

            ยามเขายิ้มใบหน้าก็ยิ่งดูดุร้ายขึ้น ด้วยเพราะฟันโตสองซี่ด้านหน้าที่ยื่นออกมา

            ใบหน้าชราที่ทั้งตาบอดและฟันยื่นดูไปแล้วช่างน่ากลัวนัก

            ทว่าเฉินโย่วกลับกระโดดลงจากหลังม้าอย่างเริงร่า แล้วจึงหยิบลูกกวาดที่ทำจากนมก้อนหนึ่งออกมาส่งให้ชายชรา

            “ท่านลุงตาเดียว ข้าอยากเข้าไปหาท่านอาจารย์ของข้า” เฉินโย่วเองก็หยิบลูกกวาดนมใส่ปากเช่นกัน ฉะนั้นยามที่ยังมีลูกกวาดอยู่ในปาก เสียงที่กล่าวออกมาจึงฟังไม่ชัดนัก

            “วันนี้ตอนบ่ายเจ้าไม่ต้องเรียนมารยาทแล้วหรือ” ชายชราก็โยนลูกกวาดนมเข้าปากตามเด็กหญิงเช่นกัน อมอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง ทั้งกลิ่นนมและความหวานก็อบอวลไปทั้งปาก ทันใดก็รู้สึกว่าร่างกายตนนั้นมีเรี่ยวแรงขึ้นมา

            เฉินโย่วส่ายหน้าไปมา

            “ตอนบ่ายท่านน้ามีธุระ จึงให้ข้าออกไปเล่นคนเดียว”

            “เช่นนั้นก็ไปเถิด แล้วอย่าวิ่งซนเล่า เดี๋ยวจะหลงทางเอาได้” ชายชราตาเดียวโบกมือให้นางเข้าไป

            เฉินโย่วจึงขึ้นหลังม้าแล้วส่งสัญญาณให้เจ้าม้าออกเดินเข้าไปในถ้ำ

            ด้านนอกถ้ำชายชราฟันยื่นคนเดิมก็เอนหลังพิงกับก้อนหินแล้วฉีกยิ้มให้กับดวงอาทิตย์ ริมฝีปากของเขานั้นไม่อาจซ่อนฟันซี่โตได้มิด โดยเฉพาะยามที่มีลูกกวาดอยู่ในปาก ทำให้เขาดูราวกับคนพิลึกคนหนึ่ง

            เฉินโย่วบนหลังเจ้ามืดยังคงออกย่ำเข้าไปในถ้ำ

            ตลอดเส้นทางล้วนแต่เรียบร้อย ไม่วิ่งซน เจ้ามืดก็ว่าง่ายนัก ไม่ต้องบังคับเส้นทางมันก็พาเด็กหญิงเดินเลี้ยวไปเจ็ดครั้งเดินอ้อมอีกแปดครั้งก็มาถึงส่วนลึกของถ้ำแล้ว

            กำลังใกล้จะถึงอีกถ้ำหนึ่งแล้ว ด้วยภูเขาลูกนี้ส่วนใหญ่มีถ้ำที่ทะลุถึงกันได้ ด้านในยังมีสระลึกอยู่สระหนึ่ง พี่อู่เคยบอกว่าลูกปัดกระดูกเขาก็เจอมันอยู่แถวนี้ แต่ยามนี้กลับไม่มีแล้ว แม้แต่กระดูกก็ไม่มีเช่นกัน มีเพียงแต่น้ำเย็นเฉียบเท่านั้น

            ทั้งน้ำเหล่านี้ก็ไม่รู้ว่ามาจากที่ใด ทว่าไม่ว่าจะใช้มากเท่าใด น้ำก็ดูจะไม่ลดเสียที รอบๆ สระน้ำมีสิ่งของครอบไว้อยู่

            เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ก็ได้ยินเสียงดังสะเทือนขึ้นมา

            “ตึงตัง ตึงตัง” เสียงนี้เมื่อผนวกกับเสียงสะท้อนในถ้ำ ก็ยิ่งทำให้เสียงนั้นดังขึ้นยิ่งกว่าเดิม  

            เมื่อเฉินโย่วเดินไปถึงด้านหน้า ก็เห็นว่าท่านอาจารย์ของตนกำลังโค้งตัวก้มอยู่ มือข้างหนึ่งกวนอยู่ในอ่าง

            “น้ำยังเยอะไปหน่อย เอาส่วนผสมมาเพิ่มที”

            อาสวินยืนอยู่ด้านข้างคอยจดบันทึกอย่างตั้งใจ ส่วนนายท่านสามก็กำลังยืนมองเครื่องจักรนั้นทำงาน ทว่าสิ่งที่เรียกว่าเครื่องจักรนั้นความจริงแล้วก็ดูเรียบง่ายนัก เป็นเพียงเครื่องสูบลมตัวใหญ่เท่านั้น ทั้งในถ้ำยังมีช่องลมจึงทำให้ลมนั้นยิ่งโหมแรง

            เมื่อก่อนยามเข้ามา เสียงจากช่องลมนี้ก็ฟังคล้ายกับสัตว์ป่าตัวหนึ่งกำลังคำรามอย่างบ้าคลั่งก็ไม่ปาน ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นเพียงแค่ลมที่พัดแรงเท่านั้น

            ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะลักษณะของถ้ำ ยามลมโหมกระหน่ำเข้ามาก็ทำให้เกิดเสียงราวกับพายุ ทว่าตอนนี้กลับโดนเครื่องสูบลมยักษ์ขวางทางไว้เสียแล้ว เครื่องสูบลมยักษ์นั้นมีไว้เพื่อขับเคลื่อนเครื่องทุบหินให้ทำงาน เครื่องนั้นค่อยๆ ทุบลงไปบนหิน

            ข้างสระน้ำนั้นยังมีกองไฟที่กำลังลุกโชนเรียงไว้เป็นแถว

            ด้วยเดิมทียามเข้าใกล้กับสระน้ำแห่งนี้แล้วก็จะรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูก จึงได้กองไฟที่ก่อไว้ช่วยคลายหนาว แต่เมื่ออยู่ไปสักพักก็ยังคงรู้สึกไม่สบายอยู่ดี

            เจ้าม้าสีนิลยามโผล่เข้ามาในถ้ำนั้นก็ราวกับภูตผีที่อยู่ดีๆ ก็โผล่มาก็ไม่ปาน

            นายท่านสามเองก็ตกใจเช่นกัน เพียงแต่เมื่อเห็นว่าบนหลังเจ้าม้านั้นมีเด็กหญิงนั่งอยู่ก็ถอนหายใจออกมา

            เจ้าม้าตัวนี้หยิ่งยโสนัก คนอื่นอย่าได้คิดฝันว่าจะได้ขี่หลังมัน พวกเขายิ่งไม่ต้องพูดถึง กระทั่งอาลู่มันก็ยังไม่ยอมให้ขี่ แต่ละวันของมันจึงเอาแต่ทำตัวเชื่องตามหลังเด็กหญิงต้อยๆ

            นายท่านสามเมื่อเห็นเด็กหญิงจึงเดินไปอุ้มนางขึ้นมา “เจ้ามาได้อย่างไร ตอนบ่ายไม่ใช่ว่าต้องเรียนมารยาทหรือ”

            เฉินโย่วเมื่อได้ยินคำถามเช่นนี้ก็รู้สึกหดหู่นัก ท่านลุงตาเดียวเมื่อครู่นางนับว่าไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก จึงไม่ได้โอดครวญอันใด ทว่ากับท่านลุงสามนับว่าต่างออกไปแล้ว

            ใบหน้าอ้วนๆ พลันทำปากยู่แล้วเอ่ยขึ้น “คนในหมู่บ้านล้วนรู้กันหมดแล้วว่าข้าต้องเรียนมารยาท คิดจะโดดเรียนสักหน่อยก็แทบจะทำไม่ได้”

            นายท่านสามที่อุ้มเด็กหญิงอยู่ก็รู้สึกว่าเด็กหญิงเริ่มตัวหนักขึ้นอีกแล้ว ในใจก็นึกสงสัยว่าเด็กหญิงนั้นตัวหนักถึงเพียงนี้ ไฉนอู๋เลี่ยงจึงยังอุ้มไหวกันนะ

            “โดดเรียนอันใดกัน บนเขาลูกนี้เด็กเล็กที่เล็กเสียยิ่งกว่าเจ้าก็ล้วนแต่ฟันยังไม่งอก เดินก็ยังไม่ได้ เช่นนั้นหากไม่จับตาดูเจ้าแล้วจะให้จับตาดูใครกันเล่า” ชายหนุ่มตอบขึ้นพร้อมรอยยิ้ม อีกมือหนึ่งก็ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาช่วยเช็ดหน้าให้เด็กหญิง

            เจ้าเด็กนี่เมื่อครู่น่าจะแอบกินลูกกวาดมา บนปากจึงได้มีคราบน้ำตาล

            หากอู๋เลี่ยงมาเห็นเข้าย่อมปวดหัวอีกเป็นแน่ นางโตถึงเพียงนี้แล้วแต่ยามกินอะไรก็ยังคงเลอะไปทั้งหน้าอยู่เรื่อย

            เฉินโย่วเงยหน้าให้ท่านลุงสามของนางเช็ดอย่างว่าง่าย จากนั้นจึงได้กล่าวขึ้น “น้าหลัวกำลังมีโทสะอยู่ ข้าเลยจะมาขอให้ท่านอาจารย์ช่วย”

            “เจ้าไปยั่วโทสะน้าหลัวเข้าอีกแล้วสิท่า”

            เฉินโย่วเมื่อถูกถามเช่นนั้นก็รีบส่ายหน้า

            “ไม่ใช่ข้า ข้าน่ะเรียบร้อยยิ่งนัก แต่เป็นพวกแกะต่างหาก พวกแกะเยอะขนก็แยะ น้าหลัวไม่รู้จะทำเช่นไร จึงได้โกรธขึ้นมา”

            ราชครูเมื่อเห็นว่าเด็กหญิงมาก็หันไปบอกข้อมูลกับอาสวินแล้วล้างมือครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปหาเด็กหญิง

            ด้วยเพราะเคล็ดลับการสร้างอาวุธแบบแคว้นจิงนั้นมีคนกล่าวว่าต้องใช้เลือด บ้างก็กล่าวว่าต้องใช้เลือดมังกร ตามตำนานเล่าว่าบรรพบุรุษของแคว้นจิงคือโม่กาน ปรมาจารย์แห่งการหลอมอาวุธ เขาได้หลอมดาบที่ทรงพลังที่สุดในใต้หล้าขึ้นมา ยังไม่ทันจะเสร็จดีก็มีเสียงร้องฮือๆ ดังขึ้นมา

            ทว่าปรมาจารย์โม่กานกลับรู้สึกว่าไม่ชอบมาพากล ดาบเล่มนี้ราวกับกำลังร่ำไห้ ทั้งที่เขาก็ใช้วิธีการทั่วไปในการตีมันขึ้นมา ไม่คาดคิดว่ามันจะผิดพลาดได้

            เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจึงกระโดดเข้าไปในเตาหลอม แล้วใช้เลือดเนื้อของตัวเองในการหลอมดาบนี้ขึ้นมา สุดท้ายปรมาจารย์โม่กานก็จากไป ทว่าดาบเล่มนั้นก็เสร็จสมบูรณ์แล้วเช่นกัน

            ต่อมาดาบเล่มนี้ก็ได้กลายมาเป็นต้นตระกูลของอาวุธในแคว้นจิง นับแต่นั้นมาอาวุธในแคว้นจิงก็มีพลังลึกลับบางอย่าง

            เรื่องราวเหล่านี้เล่าลือสะพัดไปทั่วดินแดน กระทั่งยังมีคนอีกไม่น้อยที่ยอมกระโดดลงเตาหลอมเพื่อสร้างอาวุธเช่นแคว้นจิง ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเขาย่อมไม่มีทางสร้างอาวุธอย่างแคว้นจิงได้

            หากว่าวิธีการง่ายดายเช่นนั้นอาวุธของแคว้นจิงคงไม่หายากถึงเพียงนี้

            จวบจนราชครูได้เห็นเคล็ดลับเหล่านั้น เขาก็แทบจะป่าวประกาศออกมาว่าเรื่องโดดเข้าเตาหลอมอะไรนั่นเป็นเรื่องโป้ปดหลอกลวงทั้งเพ

            ของเหลวในการหลอมอาวุธนับว่าซับซ้อนอย่างยิ่ง

            “คารวะท่านอาจารย์เจ้าค่ะ” เฉินโย่วเมื่อเห็นว่าท่านอาจารย์กำลังเดินมาหาตน ก็รีบลงจากอ้อมกอดของท่านลุงสามแล้วคารวะท่านอาจารย์ของตนอย่างรู้มารยาท

            ราชครูเมื่อเห็นท่าทางรู้มารยาทของเด็กหญิงก็แทบจะตะโกนออกมา

            “ตอนบ่ายไม่ต้องเรียนมารยาทรึ”

            เฉินโย่วส่ายหน้าไปมา

            “น้าหลัวบอกว่าขนแกะสะสมไว้มากพอแล้ว จึงให้ข้ามาถามท่านอาจารย์ว่าจะจัดการกับมันอย่างไรดี”

            ราชครูพลันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มขื่นๆ กล่าวขึ้น “อืม บรรพบุรุษข้ายังมีตำราอีกเล่มหนึ่ง”

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592