Supreme Dark lord ราชันทมิฬครองภพ

    สถานการณ์ที่น่าสนใจ

    เมอร์ริสรู้จักผู้มาใหม่ ชื่อของเขาคือ กัส หนึ่งในเหล่าเด็กๆรุ่นราวคราวเดียวกัน เมอร์ริส ที่ได้รับเลือกเข้ารับการฝึกอัศวินของตระกูลไซเรนชาตด์ เขาไม่ค่อยสนิทกับอีกฝ่ายแต่ก็ไม่ใช่เคยพูดคุยกันมาก่อน ตอนนี้เขากำลังสงสัยว่าอีกฝ่ายมาทำอะไรในที่แห่งนี้
    กัสมีพรสวรรค์ในการฝึกอัศวินในระดับปานกลาง ฝีมือทางดาบก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรจัดว่าอยู่ในระดับธรรมดาค่อนไปทางกระจอกเสียด้วยซ้ำ เป็นเรื่องน่าแปลกที่เมอร์ริสพบอีกผ่ายในป่าแห่งนี้และยิ่งมาจากเขตอันตรายเบื้องหน้า
    ในตอนนั้นเองดวงตาของเมอร์ริสก็เคร่งขรึมเมื่อเห็นเลือดสีแดงฉาดที่เปอะเปื้อนไปตามเสื้อผ้าของอีกผ่าย
    ในเวลาเดียวนั้นเอง กัสเองก็สังเกตเห็นเมอร์ริสในตอนแรกกัสแสดงสีหน้ายินดีออกมาก่อนที่จะเปลี่ยนร้อนรนดังเดิมแต่เมื่อพบว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุไล่เลี่ยเขาเท่านั้น กัสรีบพูดอย่างร้อนรน “หนีเร็ว!มีหมาป่าสามตัว ตามมาข้างหลังข้า ข้าจะล่อมันไปอีกทาง ”พูดเสร็จก็รีบหันหัววิ่งไปอีกทางออกจากเมอร์ริส เมอร์ริสมองการกระทำนั้นแล้วส่ายหัวเล็กๆ กัสยังคงเป็นคนที่ดีเช่นเคยเหมือนในอดีต
    ตอนนั้นเองร่างของหมาป่าก็ได้โผล่ออกมาจากพุ่มไม้หลังจากที่กัสออกมาได้ไม่กี่วิ เรือนร่างของมันโหญ่ประมาณ1เมตร10เซน หน้าตาดุร้ายมีเขี้ยวแหลมคม มันมองหลังที่ชุ่มไปด้วยเลือดของกัสอย่างมาดร้าย
    ด้วยการที่กัสชะงักหลังจากเห็นเมอร์ริส มันจึงทำให้ระยะห่างระหว่างกัสและหมาป่าถูกย่นลงมา หมาป่าคำรามก้องแล้วกระโจนเข้าหากัสหมายจะฉีกกระชากร่างของอีกฝ่าย
    “เหวอ!”กัสที่หันหลังมองถึงกับรองเสียงหลงเมื่อเห็นหมาป่าใกล้เข้าถึงตัวเอง ทันไดนั้นเองวัตถุบางอย่างก็พุ่งแหวกอากาศเข้าหาหมาป่าที่กำลังเตรียมจะกะโจมหวังตะครุบร่างของกัสอย่างแรง หมาป่าถึงกับเบรคฝีเท้าของมันอย่างแรงแล้วกระโดดหลบไปอีกทาง
    ฉึก วัตถุนั้นปักลงพื้นอย่างแรง มันคือดาบกางเขนเล่มหนึ่ง หมาป่ามองดาบแล้วคำรามหันไปหาผู้ที่ขว้างดาบเล่มนี้มา แต่ทว่ามันก็ต้องร้องเสียงหลงอย่างตกใจ!เมื่อเมอร์ริสนั้นระเบิดพละกำลังกระโจนเข้าถึงตัวดาบหลังจากที่มันถูกขว้างออกไปโดยไม่ถึงวินาที!
    ระยะทาง10เมตรกับถูกเมอร์ริสย่นระยะภายในพริบตา เมอร์ขว้างดาบที่ปักพื้นก่อนจะพุ่งเข้าหาหมาป่าตัวนั้นแล้วฟาดดาบลงไปที่กลางหัวของมันอย่างแรง
    ฉัวะ!
    เลือดสาดกระจายไปทั่ว หัวของหมาป่าถูกแยกเป็นสองซีกด้วยการฟาดฟันครั้งเดียว‘กระโหลกแข็งชะมัด’เมอร์ริสคิดในใจ มือของเขาถึงกับชาหลังจากฟันดาบไปเต็มแรง ตอนนั้นเองหมาป่าที่เหลืออีกสองตัวก็โผล่ออกมาจากพุ่มไม้ มันไม่ได้พุ่งเข้ามาทันทีเพราะเห็นร่างของเพื่อนร่วมเผ่าพันธ์นอนตายอยู่ข้างเท้าของเมอร์ริส หมาป่าทั้งสองขู่เสียงต่ำออกมาจ้องเมอร์ริสด้วยความระมัดระวังและความโกรธ
    “นาย...นาย..เมอร์ริสงั้นเหรอ”กัสแสดงสีหน้าตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นใบหน้าของเมอร์ริสชัดๆ เขาถึงกับอ้าปากค้างขยี้ราวเห็นภาพลวง แม้จะเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก แต่เขาจำได้นี่ไม่ใช่อัจฉริยะทางดาบที่กลายเป็นขยะด้วยโรคร้ายจนอ่อนแอกว่าตัวเขาอีกไม่ไม่เหรอ พระเจ้าช่วย! ไม่เห็นหน้าสองอาทิตย์แต่อีกฝ่ายกลับเปลี่ยนไปมากขนาดนี้
    ทั้งยังความเร็วและพละกำลังนั้น! ไม่ใช่ว่าเมอร์ริสได้กลับมาอยู่ในจุดสูงสุดเหมือนเมื่อก่อนแล้วเหรอ! หรือว่าเขาหายจากโรคร้ายแล้ว? กัสคิดในใจด้วยความเหลือเชื่อ

    “ลุกขึ้นมาได้แล้ว”เมอร์ริสไม่ตอบคำถามของอีกฝ่าย เขากำลังมองหมาป่าทั้งสองอย่างไม่วางตา หมาป่าพวกนี้มีจุดเด่นที่ความเร็วและความคล่องตัว ต่อให้มีอาวุธในมือก็ใช่ว่าจะสามารถเอาชนะมันได้ง่ายๆถ้าเมื่อกี้ที่เขาไม่อาศัยจังหวะทีเผลอฆ่ามันล่ะก็ เขาคงจะต้องเปลืองแรงและเวลาไม่ใช่น้อย ยิ่งตอนนี้พวกมันมีกันถึงสองตัว
    กัสได้ยินดั่งนั้นก็รีบลุกขึ้นยืนอย่างว่าง่ายถือดาบในมือมายืนข้างๆ
    “...ข้าไม่เป็นไร แล้วก็ขอบคุณมากที่ช่วยชีวิตข้า”กัสกล่าวก่อนจะลุกขึ้นมาแล้วจ้องเขม็งไปที่ร่างของหมาป่าสองตัว
    “แบ่งกันคนล่ะตัว”เมอร์ริสกล่าว
    “ได้”กัสพยักหน้าและตั้งดาบขึ้นมาแม้ร่างกายจะบาดเจ็บอยู่แต่ถ้ารับมือกับหมาป่าแค่ตัวเดียวเขาพอจะรับมือได้บ้าง เมอร์ริสและกัสไม่ได้พุ่งเข้าไปโจมตีโดยทันที พวกเขากำลังรอให้หมาป่าทั้งสองตัวเปิดฉากการจู่โจมก่อน พวกมันมองทั้งสองด้วยสายตาอาฆาตส่งเสียงขู่ครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจถอยหลังออกไป กัสถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าพวกมันลามือ แต่เมอร์ริสนั้นไม่ เขาเข้ามายังป่าแห่งนี้เพื่อทดสอบฝีมือของตัวเอง แล้วขาจะปล่อยให้พวกมันหนีรอดไปได้ยังไง
    เมอร์ริสวิ่งเข้าหาพวกมันทันทีโดยไม่เกรงกลัว
    “เดี๋ยว!ก่อน”กัสร้องเสียงหลงแล้วรีบวิ่งตามไปติดๆหลังจากชะงักไปชั่วขณะหมาป่าทั้งสองเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ยินยอมที่จะปล่อยพวกมันไปจึงหันแยกเขี้ยวใส่เมอร์ริส
    “เข้ามา!”เมอร์ริสคำราม ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเย็น ย่อตัวตำเบี่ยงตัวหลบหมาป่าตัวแรกที่กระโดดเข้ามาหมายจะกัดเมอร์ริสให้จมเขี้ยวแล้วพุ่งผ่านมันเข้าหาหมาป่าตัวที่สองอย่างรวดเร็วแล้วฟันลงไปอย่างแรง
    เนื่องจากหมาป่าตัวที่สองอยู่ด้านหลังตัวแรกร่างของเมอร์ริสจึงถูกบดบังด้วยร่างสหายร่วมเผ่าพันธ์การที่เมอร์ริสเบี่ยงตัวหลบแล้วพุ่งเข้ามาหามัน เป็นเรื่องที่กะทันหันเกินไป มันจึงไม่สามารถหลบปลายดาบที่เคลื่อนที่เข้าหามันได้
    ฉึก ดาบได้ทะลวงคอของจนทะลุไปถึงด้านหลัง เมอร์ริสได้สังหารหมาป่าด้วยดาบเดียวอีกครั้ง
    “โฮกกกกก”หมาป่าตัวแรกร้องคำรามเสียงดังเมื่อเห็นสหายตายไปต่อหน้าต่อตา ดวงตาของมันกลายเป็นสีเลือดด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะกระโดดแยกเขี้ยวเข้าจากด้านหลัง
    “ระวังข้างหลัง!”กัสร้องตะโกน เมอร์ได้ยินดังนั้นก็หรี่ตาลง รีบถีบตัวฉีกออกไปด้านข้างจากนั้นพลิกตัวเหวี่ยงดาบไปทางด้านหลังในแนวนอน180องศาอย่างแรงฉัวะ !ใบดาบกรีดสีข้างของหมาป่าเป็นทางยาว จนเลือดสาดกระเซ็น มันร้องอย่างเจ็บปวดก่อนกระโดดถอยหลังห่างออกไปหลายเมตร
    ‘ชิ เรากระโดดออกมาไกลไป’เมอร์ริสกล่าวในใจ แท้ที่จริงเมอร์ริสตั้งใจจะปิดฉากการต่อสู้ในครั้งเดียวเหมือนที่ผ่านๆมา แต่ทว่าด้วยการกระโดดหลบออกมาไกลเกินไป ระยะห่างจากที่ดาบของเขาจะสะบั้นหัวของหมาป่า กลับกลายเป็นโดดที่ลำตัวของมันแทน
    “นายเป็นอะไรไหม เมอร์ริส”ในตอนนั้นเอง กัสก็ได้มาถึงก่อนจะหยุดยืนข้างๆเมอร์ริส และหันหน้าไปเผชิญกับหมาป่าตัวสุดท้าย
    “ข้าไม่เป็นไร”เมอร์ริสตอบ
    กรร หมาป่าส่งเสียงต่ำข่มขู่ทั้งคู่ พลางก้าวถอยหลัง แล้ววิ่งหนีออกไปสุดกำลัง ในตอนนี้มันอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ ทั้งสหายร่วมเผ่าพันธุ์ก็ตายไปทั้งหมด มันจึงตัดสินใจที่จะหนีเพื่อรักษาชีวิตรอด
    คราวนี้เมอร์ริสไมได้ไล่ตามมันไป
    ‘ถ้าเรากลายเป็นอัศวิน เราจะสามารถฆ่าหมาป่าสองตัวนี้ได้แบบสบายๆ ไม่ต้องกังวลอะไรมาก’เมอร์ริสคิดและหอบหายใจอย่างหนัก
    จากการต่อสู้ที่ผ่านมามันอาจจะดูเหมือนเมอร์ริสสามารถฆ่าพวกมันได้อย่างง่ายดาย แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เมอร์ริสได้เค้นพลังจากทุกส่วนในร่างกาย สมองคิดคำนวณหาวิธีการต่อสู้หลายแบบแผนและประเมินมันจากสถานการณ์แบบวิต่อวิ จนเกิดเป็นฉากการต่อสู้เมื่อตะกี้ที่เขาสามารถสังหารหมาป่าไปได้หนึ่งตัวในทันที คำว่าอัจฉริยะทางดาบที่ผู้คนกล่าวขานของเมอร์ริสไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย! แต่เป็นเพราะเมอร์ริสได้ทุ่มเทให้กับมันอย่างจริงจังตลอดระยะเวลาที่เขาได้เข้ารับการฝึกสอนของตระกูลไซเรนชาดต์
    ‘ฝีมือดาบของเราไม่ได้ตก แต่ทว่าปฏิกิริยาของเราแย่ลงเมื่อเทียบจากเมื่อก่อน ดูท่าข้าจะห่างหายจะการต่อสู้นานเกินไป’เมอร์ริสประเมินตัวเองเงียบๆ จุดประสงค์ในการเข้ามาในป่าของเขาไม่ใช่การล่าสัตว์ แต่เป็นการทดสอบว่าตัวเขานั้นแตกต่างจากเมื่อก่อนเพียงได และตอนนี้เป้าหมายของเขาก็ได้บรรลุมันเรียบร้อย
    เมอร์ริสหันไปหากัสที่อยู่ข้างๆแล้วกล่าวว่า“เมื่อไม่มีอะไรแล้ว ข้าไปล่ะ”สิ้นเสียงเมอร์ริสก็เดินจากไปอย่างไม่ใยดี ถึงเขาจะช่วยชีวิตอีกฝ่าย แต่ก็ใช่ที่จะต้องพูดคุยทำความรู้จักมักคุ้น
    “เดี๋ยวก่อน!”กัสร้องออกมาพร้อมเดินมาข้างๆเมอร์ริส
    “มีอะไร”เมอร์ริสหมุนตัวมาและจ้องไปที่ดวงตาอีกผ่าย กัสถึงกับก้มหน้าลงทำท่าทางราวกับจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็พูดไม่ออก เมอร์ริสมองท่าทีลังเลของกัสจึงหันตัวกลับเตรียมจากไป กัสจึงกัดฟันตะโกนออกมาเสียงดัง
    “ เมอร์ริสข้าขอร้องเจ้า ช่วยพวกเขาด้วย!”เมอร์ริสได้ยินก็หูพึ่งแสดงสีหน้าสนใจออกมา หันมาหากัสอีกครั้ง
    “พวกเขาไหน” เมอร์ริสถาม
    “เป็นพวก...เอ่อ ”คราวนี้กัสก็ทำสีหน้าลังเล มองใบหน้าของเขาเหมือนไม่อยากพูดว่าเป็นใคร เมอร์ริสสำรวจท่าทางของอีกฝ่ายแล้วกล่าวว่า
    “เป็น โจเซฟสินะ”
    “เจ้ารู้!”กัสทำสีหน้าตกใจ
    “ก็แค่การคาดเดา พวกโจเซฟคงจะจับกลุ่มเข้ามายังที่ป่าแห่งนี้เพื่อล่าสัตว์ ส่วนมันคงพาเจ้ามาในฐานะลิ้วล่อไว้ใช้งาน”กัสไปหลังจากที่โดนจี้ใจดำ แม้จะรู้สึกไม่ดีอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรโต้แย้ง เมอร์ริสนั้นพูดถูกทุกอย่าง
    “ข้าไม่เหตุจำเป็นเป็นต้องช่วยพวกเขา ข้าไม่คิดว่าพวกหมาป่าเหล่านี้จะทำร้ายโจเซฟและคนอื่นๆต่อให้มาเป็นฟูงก็เถอะ” เมอร์ริสกล่าวพร้อมทำสีหน้าไม่แยแส
    “เจ้าไม่เข้าใจ ฝูงหมาป่าที่เข้าจู่โจมพวกเราไม่ใช่ ฝุงหมาป่าธรรมดา แต่เป็นฝูงที่มีหมาป่าตาเดียวเป็นจ่าฟูง! ถ้าเจ้าไม่ไปช่วยพวกเขาจะตายกันหมดรวมถึง...ท่านหญิง..โจเซรีน”กัสกล่าวระรัวเสียงดังแต่ประโยชน์หลังๆกลับเอ่ยเสียงเบา
    ผู้คนโดยเฉพาะเด็กๆที่เข้ารับการฝึกฝนการเป็นอัศวินของตระกูลไซเรนชาดต์ต่างรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี เรื่องที่เมอร์ริสกับบุตรสาวของไวเคาทต์ลูแคส โจเซรีน เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมาก่อน เขากลัวว่าถ้าเขาพูดชื่อนี้ออกไปจะเป็นการกระตุ้นความโกรธของเมอร์ริส และยิ่งเป็นเมอร์ริสในเวลานี้
    แต่ผิดคาดเมอร์ริสกลับไม่ได้แสดงสีหน้าโกรธเคืองแต่อย่างไดมี มีเพียงความนิ่งสงบเท่านั้นแต่นับว่าคำพูดของกัสประสบความสำเร็จด้วยดี เพราะเมอร์ริสเริ่มมีความรู้สึกสนใจขึ้นบางแล้ว
    “ยิ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ข้าคงไม่ต้องไป การที่โจเซรีนจะมาในป่าอันตรายแบบนี้ พ่อของเธอจะต้องส่งอัศวินมาอารักขาอย่างน้อยหนึ่งคน หรือต่อให้ข้าไปข้าก็คงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก” เมอร์ริสกล่าวเสียงเรียบ แต่ในหัวเริ่มคาดเดาสถานการณ์ โจเซรีนและโจเซฟได้หมั่นหมายกัน และวันนี้คงจะเป็นโจเซฟที่ชักชวนเธอออกมาดูเขาล่าสัตว์หวังจะแสดงทักษะที่มีเพื่อพิชิตใจเธอ แต่ผิดคาดที่พวกเขาพบสัตว์อสูรและฝูงหมาป่าเข้า ต่อให้มีอัศวินอยู่ด้วยก็ใช่ว่าจะปลอดภัย พวกเขาคงจะพบเหตุการณ์เลวร้ายบางขึ้น
    เมอร์ริสคาดเดาเรื่องราวและเขาก็เดาถูกซะด้วย
    “สถานการณ์มันเลวร้ายกว่าที่เจ้าคิด อัศวินธันเดอร์ได้เข้าต่อสู้กับหมาป่าตาเดียว ส่วนพวกเราที่เหลือถูกฝูงมาหมามากกว่า10ตัวโจมตี ข้าที่ตอนนั้นออกจากกลุ่มไปธุระส่วนตัวพอดีจึงไม่โดนขังอยู่ในวงล้อมของพวกมัน หมาป่าสามตัวเมือกี้เป็นตัวที่แยกออกมาเพื่อตามล่าข้า เมอร์ริสเจ้าต้องช่วยพวกเขานะ! ถึงโจเซฟกับเจ้าจะมีเรื่องบาดหมางกันแต่ยังไงพวกเราก็เป็นนักเรียนอัศวินประจำตระกูลไซเรนชาดต์ ” กัสกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน
    เมอร์ริสทำสีหน้าเบื่อหน่ายออกมา เขาเบื่อคนประเภทนี้ คนประเภทที่หวังดีกับผู้อื่นไปทั่ว แม้ว่าคนอื่นจะทำไม่ดีกับตัวเองก็ตาม ทันไดนั้นเขาพลันนึกถึงใบหน้าของอลิสขึ้นมา
    'อืม ข้าก็ไม่ได้เกลียดคนประเภทนี้นัก'
    “ก็ได้ ข้าจะไปช่วยพวกเขา แต่ถ้าคิดว่าตัวเองตกอยู่ในอันตราย ข้าจะหาทางรอดให้ตัวเองก่อนและจากไปทันที”เมอร์ริสตอบ สาเหตุที่เข้าตกลงใจที่จะไป ไม่ใช่เพราะคำขอร้องกัส แต่เป็นเพราะ บุคคลที่เขาคุ้นเคย โจเซฟและโจเซรีน! คนแรกเขาไม่ต้องการให้มันตายไปซะก่อนเพราะว่าเขาเตรียมของขวัญสุดพิเศษที่จะมอบให้มันด้วยตัวเอง ส่วนคนที่สอง เขาต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจครั้งนั้นของเธอนั้นผิดพลาด!