วิทยาศาสตร์ในโลกที่แตกต่าง

    ตอนที่ 24 หมู่บ้านซูริน

    เมื่อคิดได้ว่าจะใช้ลองใช้มิราสของซูเหม่ยเหม่ยเพื่อทดลองการสร้างโกเล็ม  หลี่จินก็ถามยังเชิงกับคนอื่นๆทันที "แล้ว...พวกเจ้าเคยใช้สิ่งไม่มีชีวิตมาทดลองหรือไม่"

     

    ได้ยินคำถามของหลี่จินทุกคนก็ต่างขมวดคิ้วสงสัย

     

    "สิ่งไม่มีชีวิต เจ้าหมายความว่ายังไง? หรือจะหมายถึงให้เอาเทจิไปใส่ไว้ในงานเกะสลัก?" หลินฟานถามออกมาด้วยความสงสัย

     

    ทุกคนก็คิดเหมือนกับหลินฟาน พร้อมกับมองหลี่จินด้วยสายตาที่สงสัยเพื่อรอคำตอบ

     

    แน่นอนว่าหลี่จินไม่เห็นสายตาที่สงสัยของทุกคน เนื่องจากไม่ได้มองเพราะตอนนี้สติเริ่มไม่สามารถเพ่งมากได้ ถ้ายังมองตาอีกจิตใจคงกระส่ำกระส่ายจนเก็บไว้ไม่อยู่...

     

    หลี่จินที่ได้ยินคำถามของหลินฟานก็ไม่ได้ตอบด้วยคำพูด แต่กลับตอบด้วยการกระทำ โดยเดินเข้าไปในฐานหยิบเหล็กบางส่วนและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นจอม

     

    เดินไปหาพื้นที่ว่างๆและขุดดินขึ้นมาทันที ขุดให้ได้ปริมาณที่คิดว่าสลักหมีได้

     

    มองไปทางของซูเหม่ยเหม่ยที่สังเกตได้ผ่านสีชุด แล้วพูดท่ามกลางคนทั้ง 4 ที่กำลังสงสัย "ซูเหม่ยเหม่ย เจ้าช่วยเอาก้อนแสงสีแดงมาใส่ก้อนดินตรงนี้หน่อยได้ไหม"

     

    ถึงตอนนี้เธอจะยังสงสัยว่าหลี่จินจะทำอะไรกันแน่ แต่ซูเหม่ยเหม่ยก็ยังเดินไปหาหลี่จินและเอาก้อนแสงสีแดงวางข้างบนกองดินอันนั้น

     

    "มันเกิดปฏิกิริยาอะไรไหม" หลี่จินถาม

     

    เมื่อเห็นซูเหม่ยซูเหม่ยส่ายหน้า หลี่จินก็พยักหน้ารับพร้อมกับกล่าวว่า "งั้นเรามารอมันอีกสัก 10 นาทีเพื่อดูกันว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า"

     

    ...10นาทีผ่านไปหลี่จินก็ถามซูเหม่ยเหม่ยอีกครั้งว่ามีปฏิกิริยาใหม่และผลที่ได้ก็คือไม่มีปฏิกิริยาเลย

     

    นั้นทำให้หลี่จินลองเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ก้อนแสงสีแดงมีคุณสมบัติเป็นไฟ เราควนลองเอามันไปสัมผัสกับไม้ที่เผาไหม้ได้เผื่อมันจะมีปฏิกิริยา

     

    เมื่อคิดได้เช่นนั้นหลี่จินก็ใช้มิราสเปลี่ยนจอบในมือให้กลายเป็นขวานโดยเปลี่ยนแค่ส่วนหัว จากนั้นหลี่ก็เดินไปที่ต้นไม้ใกล้ตัว

     

    "ซูเหม่ยเหม่ยเจ้าช่วยหลบไปข้างๆหน่อยได้ไหม" หลี่จินที่เห็นซูเหม่ยเหม่ยอยู่ใกล้เกินไปและอาจจะโดนต้นไม้ที่เขาโค่นกล่าวขึ้น

     

    ซูเหม่ยเหม่ยที่ได้ยินก็หลบตามที่หลี่จินพูด เมื่อซูเหม่ยเหม่ยหลบหลี่จินก็เริ่มตัดต้นไม้ ตัดไป 4-5 ชับต้นไม้ก็โดนโค่นเพราะหลี่จินใช้พลังแฝงเข้าช่วย

     

    ซึ่งต้นไม้ในป่าซูรินนี้มีขนาดใหญ่มากทำให้ไม่ต้องตัดต้นที่สองต้นเดียวก็เกินพอแล้ว และเมื่อต้นไม้โดนโค่นหลี่จินก็เปลี่ยนหัวของขวานที่อยู่ในมือให้กลายเป็นค้อน พร้อมกับเดินไปหัวต้นไม้ที่เป็นส่วนที่ีกิ้งไม้ยืดออกไป แล้วใช้ค้อนในมือทุบส่วนลำต้นโดยไม่สนใจส่วนกิ่งเพราะมันมีเยอะเกินไป

     

    เมื่อทุบ 1 ส่วนเสร็จหลี่จินก็หันไปทุบส่วนต่อไป จังหวะนี้มีแต่การทุบแล้วก็ทุบ…เมื่อปนจนแหลกละเอียดทุกส่วนแล้ว หลี่จินก็รวบรวมเศษไม้ที่ยังกระจัดกระจายมากองรวมกัน

     

    "ซูเหม่ยเหม่ยเจ้าลองเอาก้อนสีแดงมากระทบดู" หลี่จินหันไปหาซูเหม่ยเหม่ยพร้อมกับพูด

     

    ซูเหม่ยเหม่ยก็ทำตามถึงในใจของเธอกับคนเหลือยกเว้นหลินฟานจะสิ้นหวังแล้วก็ตาม…หลังจากซูเหม่ยเหม่ยวางก้อนสีแดงลงบนเศษไม้มันก็ไม่มีปฏิกิริยา แต่ก็เหมือนเดิมหลี่จินให้รอดูอีกสักพัก...

     

    .........................................................

     

    ในเวลาเดียวกันในหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลมากจากเมืองอารอน

     

    หมู่บ้านนี้ชื่อหมู่บ้านซูรินเหตุผลที่หมู่บ้านนี้มีชื่อว่าซูรินก็เพราะหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ข้างๆป่าซูรินและวันนี้ชีวิตประจำวันของชาวบ้านก็ยังเหมือนเดิมยกเว้นชีวิตประจำของเดวิล-บาร์ตันเพราะวันนี้มันจะวันที่จะเปลี่ยนโชคชะตาของเขาไปตลอดการณ์...

     

    เดวิลเป็นนักล่าสัตว์มือใหม่ของหมู่บ้าน ซึ่งอาชีพนี้ค่อนข้างจะอันตรายเพราะถ้าไปเจอสัตวเวทระดับสูง แล้วตัวเราสู้ไม่ได้ก็เตรียมบอกลาโลกได้เลย และวันนี้ก็เป็นเวรของคนในกลุ่มล่าสัตว์ของซีห่าวที่จะไปหาเนื้อสัตว์ให้คนทั้งหมู่บ้านกินเป็นอาหาร

     

    การทำแบบนี้มันเป็นประเพณีเก่าแก่ของหมู่บ้าน ที่จะต้องมีคนไปล่าสัตว์ในตอนเช้าและกลับมาในตอนค่ำพร้อมกับสัตว์ที่ล่ามาได้ แล้วชาวบ้านทั้งหมู่บ้านก็จะมากินข้าวเย็นกับเนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้

     

    ส่วนตอนเช้าและเที่ยงจะกินสิ่งที่เก็บเกี่ยวได้ในฤดูเก็บเกี่ยว และประเพณีนี้สืบต่อจนมาตั้งแต่โบราณมาถึงยุคนี้ ซึ่งเป็นยุคสุดท้ายเพราะลูกหลานของคนในหมู่บ้านไม่ต้องการที่จะอุดอู้อยู่ในหมู่บ้านที่ห่างจากความเจริญ

     

    เหตุผลที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นก็เนื่องจากมีการพัฒนาอุสาหกรรมกระดาษ ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือหนังสือหรือก็คือกระดาษมีราคาน้อยลงทุกที่ก็เริ่มมีหนังสือพกเอาไว้และหนังสือพิมพ์ก็เริ่มตามมา

     

    เกิดกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่เดิมที่เด็กที่พึ่งลืมตามองโลกจะรู้จักแค่โลกที่ตัวเองเห็นเมื่อเกิดมา กลายเป็นเริ่มที่จะรู้จักสถานที่อื่นๆที่อาจจะน่าอยู่กว่าในที่ที่ตัวเองอยู่ปัจจุบัน และรสนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปตามผูคนส่วนใหญ่และทิ้งส่วนน้อยเอาไว้ดังเช่นวัฒนธรรม

     

    ทำให้ตอนนี้คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่มีแค่ผู้ใหญ่ไม่ก็เด็ก เนื่องจากวัยรุ่นเลือดร้อนที่ไปในเมืองใหญ่ๆเมืองที่คิดว่าเหมาะกับตัวเองมากกว่าและเหมาะสมกับมิราสตัวเองมากกว่า แต่ถ้าออกจากหมู่บ้านแล้วไปได้ไม่สวยพวกเขาก็จะกลับหมู่บ้านมา...

     

    "นี้เดวิล ทำไมเจ้าไม่ลองไปที่เมืองอารอนเพื่อหาโอกาส อายุเจ้าก็ 15 แล้วน่าจะใกล้ปลุกมิราสเต็มทีทำไมถึงต้องมาหาประสบการณ์กับการล่าสัตว์ด้วยล่ะ?" 

     

    ซีห่าวหัวหน้ากลุ่มล่าสัตว์คนที่นำหน้าหันกลับไปถามเดวิลหลังจากเดินออกมาไกลจากหมู่บ้านแล้ว ชุดที่พวกเขาใช้มาล่าสัตว์เป็นชุดสบายๆ 

     

    ซึ่งมีสองกลุ่มด้วยกันอันแรกเป็นชุดแขนสั้นพร้อมกับพาดกระเป๋าอาหารแห้ง อีกกลุ่มใส่ชุุดจอมยุทธที่ปลายแขนเสื้อไม่เปิดกว้าง...

     

    เดวิลที่ได้ยินคำถามของซีห่าวเขาก็ตอบทันที

     

    "มันก็แค่ข้ารักหมู่บ้านนี้ ข้าอยากจะทำให้หมู่บ้านซูรินของเราพัฒนาจนมันมีความแข็งแกร่งจนเท่ากับพวกตระกูลใหญ่!!" เดวิลพูดด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง

     

    แต่มันกลับทำให้คนที่อยู่ตรงนั้นหัวเราะเสียงดัง

     

    "ฮ่าฮ่าฮ่า... เดวิลเจ้านี้สุดยอดจริงๆข้าเคยเห็นแต่คนที่ไปเมืองอารอนแล้วบอกว่าจะพัฒนามิราสไปปราบปีศาจ แต่เจ้ากลับบอกจะพัฒนาหมู่บ้านข้านี้พึ่งเห็นครั้งแรก" ซีหวังน้องชายของซีห่าวตบไหล่ของเดวิลซ้ำๆพลางพูดทั้งๆที่ยังหัวเราะ

     

    "ใช่! เดวิลข้าว่าแทนที่จะคิดพัฒนาหมู่บ้าน เจ้าควรคิดว่าหลังจากมิราสตื่นเจ้าจะพัฒนามิราสของเจ้ายังไงดีกว่า" ชุนตงที่เป็นสมาชิกคนหนึ่งของทีมนักล่าและอยู่ข้างๆเดวิลพูดต่อซีหวังทันทีที่เขาพูดจบ

     

    "เอาล่ะๆพวกเจ้าหยุดล้อเดวิลได้แล้ว อย่างน้อยเขาก็มีความฝันอีกอย่างตอนนี้เราเข้ามาในป่าซูรินส่วนนอกแล้วเตรียมตัวต่อสู้ไห้ดี" ซีห่าวหัวหน้ากลุ่มกล่าวเมื่อเห็นทุกคนไม่มีสมาธิ

     

    เมื่อซีห่าวกล่าวจบทุกคนก็จริงจังขึ้นมาเพราะพวกเขาไม่อยากให้คนในกลุ่มของพวกเขากลายเป็นศพ

     

    เห็นทุกคนเริ่มจริงจังซีห่าวก็พยักหน้าด้วยความพอใจ แล้วเดินนำกลุ่มคนเพื่อหาเหยื่อที่จะให้คนในหมู่บ้านได้กินในคืนนี้...

     

    เดินไปได้สักพักพวกเขาก็เห็นเหยื่อตัวแรกมันคือนกปีกฟ้ามีขนาดประมาณไก่บ้าน 2 ตัวมัดรวมกัน เป็นสัตว์ทั่วไปที่มีความสามารถไม่สูงซึ่งนกปืนฟ้ามีความสามารถที่เปลี่ยนปีกกลายเป็นน้ำและพุ่งโดยการใช้น้ำเป็นแรงส่งคล้ายๆไอพ่น

     

    หลังจากที่กลุ่มล่าสัตว์เห็นเหยื่อเหมาะๆพวกเขาก็ค่อยๆย่อเขาลงอย่างช้าๆ

     

    "หยางไห่กับซีหวังพวกเจ้าอ้อมไปด้านหลังระวังอย่าให้เหยื่อหนี คาลอสกับซุนตงไปด้านข้างของนกเดวิลส่วนซาโต้เจ้าอยู่กับข้า" ซีห่าวผู้นำกลุ่มจัดแจงสมาชิกทันที

     

    ซึ่งถึงจะมีชื่อเท่ๆอย่างค่ายกลสามเหลี่ยมแต่ที่จริงมันเป็นแค่การใช้คนล้อมสิ่งมีชีวิตเป็น 3 เหลี่ยมและใช้มิราสของทุกคนตีกรอบสิ่งมีชีวิตข้างใน…

     

    ระหว่างที่ซีห่าวกำลังรอให้ทุกคนประจำตำแหน่งเข้าก็หันหน้าไปทางเดวิล

     

    "สิ่งมีชีวิตแบ่งออกเป็นสัตว์ชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูง ต่อด้วยตัวอ่อนเวทชั้นต่ำ กลาง สูง ต่อจากนั้นคือสัตว์เวทซึ่่งเจ้าควรจำเอาไว้ว่าเราไม่สามารถสู้กับสัตว์เวทได้ ถ้าเจอมันล่ะก็ให้ขอพรต่อพระเจ้าเพื่อให้พระองค์อวยพรให้รอดชีวิตได้เลย

     

    เพราะเต็มที่เรารับมือได้แค่สัตว์ชั้นสูงโชคดีที่นกปีกฟ้าเป็นสัตว์ชั้นต่ำพวกเรารับมือได้สบาย แต่เจ้าอย่าประมาทเด็ดขาดคู่ต่อสู้เด็ดขาด

     

    ส่วนความสามารถของมันก็คือการเปลี่ยนปีกให้เป็นน้ำ แล้วใช้น้ำพ่นไปข้างหลังซึ่งมันจะพุ่งได้เร็วขึ้นมากทำให้เวลาโจมตี มันจะใช้จงอยปากกับปีกพุ่งชนเราและถ้าโดนจังๆเราก็สาหัสได้เช่นกัน" ซีห่าวอธิบายสิ่งต่างๆให้เดวิดที่เป็นเด็กใหม่ฟัง

     

    เดวิดที่ได้ยินก็พยักหน้าอย่างตั้งใจพร้อมกับกำดาบเหล็กในมือแน่น เพราะมิราสของเขายังไม่ถูกปลุกเขาเลยยังต้องใช้อาวุธไปก่อน...

     

    ในขณะที่เดวิดกำลังคุยกับซีห่าวคนอีก 4 คนก็ประจำต่ำแหน่งและกระตุ้นพลังเพื่อเตรียมใช้มิราส

     

    ซึ่งทีมนี้ประด้วย

     

    ซีห่าว มิราสคือข้ารับใช้แห่งพระเจ้าเรียกสั้นๆว่านักบวชประเภทอัญเชิญระดับ5 ความสามารถก็คือการใช้คำกลอนหรือคำพูดเพื่ออัญเชิญเอฟเฟคบางอย่าง

     

    ซีห่าวมิราสเป็นอันเดียวกันกับพี่ชาย แต่เป็นประเภทอวตารระดับ 4 ความสามารถก็คืออวตารชุดคลุมสีขาวกับไม้เท้ามาประทับร่างของตน และเมื่อร่ายคำที่เกี่ยวข้องกับเวทบางอย่างมันจะแสดงเวทนั้น เช่น ร่ายฮีลลิ่งจะมีผลฟื้นฟู เป็นต้น

     

    ซุนตง มิราสคือพรแห่งไฟประเภทควบคุมระดับ 3 ความสามารถของมันก็คือการใช้ไฟเพื่อประธานพรหรือถ้าพูดให้เข้าใจง่ายก็คือมอบให้กับช่วงชิง เช่น พรแห่งกำลัง เปลี่ยนความร้อนเป็นอ่อร่าพิเศษเพื่อทำให้เลือดร้อนและผู้ได้รับพรจะตื่นตัว ในทางตรงข้ามกันผู้ใช้สามารถเอฟเฟคตรงข้ามให้ศัตรูได้

     

    หยางไห่ มิราสคือดินโคลนประเภทควบคุมระดับคือ 6 ความสามารถคือควบคุมดิน สาเหตุที่ระดับของเขาสูงกว่าซีห่าวก็เพราะเขาเป็นคนที่พึ่งกลับมาจากการไปหาโอกาสในเมืองอารอน

     

    ซึ่งผู้ใช้มิราสดินแบบเขาก็มีเต็มไปหมด ทำให้เวลามีคนใช้มิราสหยางไห่ก็จะจำและนำไปใช้ 

     

    คาลอส มิราสก็คือละอองความเย็นประเภทการสร้างระดับ 2 ความสามารถก็คือการเสกแกนการสร้างที่สามารถสร้างละอองเล็กๆ ที่เมื่อมันไปเกาะสิ่งมีชวิตไหนคาลอสจะสามารถเพิ่มอุณหถูมิของสิ่งนั้นๆได้ และยิ่งละอองกาฝากเกาะมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเพิ่มความเย็นมากเท่านั้น

     

    ซาโต้ มีมิราสเป็นอัคคีปะทุประเภทควบคุมระดับคือ 2 ความสามารถคือไฟที่ตัวเองควบคุมจะสามารถระเบิดแตกออกเป็นหลายส่วนได้...

     

    ขณะเดียวกันหลังจากเห็นทุกคนประจำที่แล้วซีห่าวก็เริ่มก็ยกกล่องไม้ขีดขึ้นมา มองไปที่ซาโต้ที่อยู่ข้างๆ...และทั้งสองก็พยักหน้าให้กัน จากนั้นซาโต้ก็หยิบกระบอกใส่น้ำสีดำแปลกๆออกมาและนั้นคือน้ำมันดิบ!

     

    ตัวซาโต้ที่หยิบกระบอกน้ำดำออกมาก็ยื่นมันไปให้ซีห่าว ซีห่าวรับเอาไว้แล้วหันไปสังเกตนกปีกฟ้าที่กำลังเล็มหญ้าบนพื้น

     

    หยิบเศษไม้ข้างๆตัวกับเศษผ้าที่หยิบออกจากกระเป๋า จากนั้นก็ใช้เศษผ้าพันกับกิ้งไม้...เมื่อคิดว่าแน่นพอเขาก็ใช้น้ำดำราดบนเศษผ้าจนชุบไปด้วยน้ำสีดำคล้ายๆกับคบเพลิง...

     

    หลังจากได้คบเพลิงแล้วซีห่าวก็หยิบไม้ขีดออกมาจากล่องพร้อมกับใช้มันเสียดสีกับเศษหินข้างๆตัว 2-3 ครั้งมันก็ติดไฟ

     

    ต่อมาซีห่าวก็ใช้ไม้ขีดจุดเศษผ้าที่เป็นสีดำเพราะน้ำมันดิบ เมื่อมันลุกเป็นไฟซีห่าวก็โยนคบเพลิงไปทางนกปีกฟ้าที่ตอนนี้เริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ!

     

    เมื่อคบเพลิงลอยออกจากมือของซีห่าว นกเพลิงก็สะดุ้งบินขึ้นฟ้าพร้อมกับเริ่มกระบวนการ เปลี่ยนปีกให้กลายเป็นน้ำจากต้นปีกไปหาปลายปีก

     

    แต่เปลี่ยนไปได้ครึ่งปีกเท่านั้น ไฟคบเพลิงที่เริ่มเข้าไปใกล้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น! ไฟสีส้มๆตอนนี้กลับกลายเป็นไฟสีส้มแดงแล้วไฟบนคบเพลิงก็ระเบิดออก!

     

    กร้าดด!! นกปีกฟ้าร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เพราะไฟบางส่วนที่กระจายโดนตัวของมัน จากนั้นไฟที่เผาขนเล็กน้อยก็ดับลง แต่กลับมีไฟกลุ่มหนึ่งที่ไม่ดับลงเพราะมันเป็นไฟที่ซาโต้ควบคุม

     

    และมันก็จะเกิดคำถามตามมาว่าทำไมซาโต้ไม่ควบคุมให้ไฟหลายๆกลุ่มไม่สลายไป เหตุผลก็คือผู้ใช้มิราสที่ระดับต่ำกว่ามิราเคิลจะไม่สามารถใช้พลังสองที่พร้อมกันได้

     

    เช่นประเภทควบคุมจะไม่สามารถควบคุมมิราส 2 จุดพร้อมกันได้ เหมือนกับซาโต้ที่ไม่สามารถควบคุมกลุ่มไฟ 2 อันพร้อมกัน...

     

    ซึ่คนอีก 4 ที่เห็นสัญญาณของซาโต้พวกเขาก็พุ่งออกมาจากที่ซ่อนพร้อมกับเข้าโจมตีนกปีกฟ้าทันที...