สวีทงตัดสินใจเลือกโดยปราศจากความลังเลใจแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะเป็ตัวเลือกแรกหรือตัวเลือกที่สอง สำหรับเขามันไม่มีสิ่งใดดึงดูดใจเลยสักนิดเดียว
ทำลายแผนการของราชครูปีศาจคุนเผิงงั้นรึ? เื่นั้นจะมีประโยชน์อันใดต่อเขา?
ส่วนเื่การแย่งชิงปราณม่วงหงเิของหงอวิ๋น ยิ่งเป็เื่ตลกขบขันเข้าไปใหญ่
ในยามที่เขาไม่ยอมออกจากด่าน หงจวินยังแทบจะประเคนปราณม่วงหงเิมาให้ถึงมือเขาอยู่แล้ว เขาจะยังต้องไปดิ้นรนแย่งชิงจากผู้อื่นอีกทำไม?
เรียกได้ว่าปราณม่วงหงเิที่ขุมกำลังต่าง ๆ พลิกแผ่นดินแย่งชิงกันแทบตายนั้น สำหรับสวีทงแล้ว เพียงแค่เขาพยักหน้าตกลง สิ่งนั้นย่อมตกเป็ของเขาในทันที
ทว่าสวีทงเพียงอยากจะบอกว่า
ไอ้ระบบสุนัขเอ๊ย ข้าไม่หลงกลลวงของแกหรอก
เขาเพียง้าฝึกฝนอย่างสงบ ปราณม่วงหงเิหรืออะไรก็ตาม ยิ่งอยู่ห่างจากเขาเท่าใดยิ่งดี
เมื่อสวีทงทำการเลือกเรียบร้อย ดอกบัวสีดำสนิทสิบสองกลีบพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขาทันที
นั่นคือรางวัลจากระบบ... นิลุบลทลายโลกาสิบสองกลีบ
เหนือดอกบัวนั้นแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายแห่งการทำลายล้าง ภายในบรรจุกฎเกณฑ์แห่งการทำลายล้างที่ยังไม่สมบูรณ์เอาไว้
สวีทงเห็นดังนั้นก็พยักหน้าพลางพิจารณา
“กฎเกณฑ์ทำลายล้างนี้มีส่วนที่คล้ายคลึงกับกฎเกณฑ์พละกำลังอยู่บ้าง แต่ก็น่าเสียดายที่มันดุดันและบ้าคลั่งเกินไปจนขาดความสมดุล ท้ายที่สุดแล้วยังถือว่าด้อยกว่าขั้นหนึ่ง”
แม้จะเอ่ยเช่นนั้น ทว่าเขาก็มิได้นึกรังเกียจ เพราะของสิ่งนี้จัดว่าเป็ยอดสมบัติที่หาได้ยากยิ่ง หากเขาไม่้า มันก็จะกลายเป็สมบัติล้ำค่าที่ใครต่อใครต่างหมายปองทันที
จะว่าไป ระบบดูเหมือนจะไม่เคยมอบสมบัติสายโจมตีให้ข้าเลย ยามนี้ในมือข้ามีแต่สมบัติวิเศษสายป้องกันทั้งนั้น นี่กะจะให้ข้ากลายเป็ ‘โล่เนื้อ’ หรืออย่างไร?
สวีทงลอบค่อนขอดในใจ
หลังจากเก็บนิลุบลทลายโลกาสิบสองกลีบไป สวีทงก็นึกถึงเื่ที่ระบบแจ้งเตือนเมื่อครู่
นึกไม่ถึงว่าแม้ข้าจะสละตำแหน่งปราชญ์ไปแล้ว และคุนเผิงก็ได้อาสนะไป แต่เขาก็ยังไม่รู้จักพอ และยังคงจองเวรหงอวิ๋นไม่เลิกรา
ช่างเถิด ลิขิต์ย่อมถูกกำหนดไว้แล้ว
ความจริงแล้วคุนเผิงไม่เคยอยู่ในสายตาของหงจวินเลยแม้แต่น้อย อย่าว่าแต่เขาจะได้นั่งบนอาสนะเลย ต่อให้เขาไปนั่งข้างกายหงจวิน หงจวินก็คงไม่ชายตาแลเขาอยู่ดี
ต้องบอกว่าเพื่อการบรรลุปราชญ์แล้ว คุนเผิงช่างทำทุกวิถีทางโดยไม่เลือกวิธีการ แม้คนผู้นี้จะมีชื่อเสียงในฐานะราชครูปีศาจ แต่หากกล่าวกันตามตรง จิตใจและวิสัยทัศน์ของเขากลับคับแคบยิ่งนัก มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการคำนวณและเล่ห์เหลี่ยมจนเกินไป
ทว่าสวีทงก็เพียงแต่ส่ายหน้าและปล่อยผ่านไปด้วยรอยยิ้ม
หงอวิ๋นและคุนเผิงจะเป็ตายร้ายดีอย่างไรนั่นคือเื่ของพวกเขาทั้งสอง หาได้มีความเกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่น้อย
เมื่อคิดได้ดังนั้น สวีทงก็กลับเข้าสู่การฝึกฝนต่อ ยามนี้เขากำลังเข้าใกล้ขอบเขตเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าเข้าไปทุกที
ณ เขตแดนทิศประจิม เงาร่างของวิหคั์พุ่งทะยานผ่านน่านฟ้า นั่นคือคุนเผิงนั่นเอง
ผู้ที่เขาตั้งใจจะไปรวมพลังด้วยหาใช่ใครอื่น แต่คือจุ่นถีและเจียอิ่น
นับแต่ครั้งแรกที่ได้พบหน้า คุนเผิงก็มองออกทันทีว่าคนทั้งสองนี้หาใช่ผู้ทรงธรรมที่ใจกว้างไม่
และเมื่อทุกคนรู้ความนัยของอาสนะเ่าั้ ปฏิกิริยาแรกของทั้งสองคนหาใช่ความซาบซึ้งในน้ำใจของหงอวิ๋น แต่กลับเป็ความกังวลใจสายหนึ่งที่ฉายชัดออกมา
เื่นี้ทำให้คุนเผิงล่วงรู้ถึงนิสัยใจคอของคนทั้งสองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
คุนเผิงมั่นใจเกินสิบส่วนว่า ยามนี้จุ่นถีและเจียอิ่นย่อมต้องกำลังกุมขมับอยู่ในลานเต๋าของตนเอง เพื่อหาวิธีชดใช้ ‘บ่วงกรรม’ อันใหญ่หลวงที่ติดค้างหงอวิ๋นไว้ เพราะนั่นมิใช่เพียงแค่การติดค้างน้ำใจธรรมดา แต่คือบ่วงกรรมจากการส่งเสริมให้บรรลุปราชญ์ที่พวกเขาอาจจะต้องใช้หนี้ไปชั่วชีวิตก็มิอาจหมดสิ้น
แม้ในสายตาของทงเทียน ตำแหน่งปราชญ์จะเป็เพียงพันธนาการ ทว่าในสายตาของผู้อื่น ต่อให้ต้องเป็หุ่นเชิด หากแลกกับการได้เป็ปราชญ์ ก็นับว่าเป็วาสนาอันยิ่งใหญ่แล้ว
ยามที่คุนเผิงใกล้จะถึงเขาสุเมรุ พลันมีม่านพลังสายหนึ่งขวางกั้นเขาเอาไว้
“สหายเต๋าคุนเผิง ท่านไม่บำเพ็ญเพียรอยู่ที่ทะเลเหนือ เหตุใดจึงดั้นด้นมาถึงทิศประจิมของข้าเช่นนี้”
จุ่นถีและเจียอิ่นััได้ถึงการมาเยือนของคุนเผิงั้แ่ก้าวเข้าสู่เขตแดนทิศประจิมแล้ว และยามนี้เมื่อเขามาจ่อถึงหน้าเขาสุเมรุ พวกเขาย่อมต้องออกมาขวางไว้
เมื่อเห็นคนทั้งสองปรากฏกาย มุมปากของคุนเผิงก็เผยรอยยิ้ม
ในที่สุดตัวเอกของเื่ก็ออกมาแล้ว
“สหายเต๋าทั้งสอง ไม่เจอกันเสียนานเลยนะ นับจากวันนั้นที่วังจื่อเซียว พวกเราสามคนก็ไม่ได้พบกันอีกเลย”
คุนเผิงมิได้แจ้งเจตนาในทันที แต่กลับเอ่ยทักทายตามมารยาทก่อน
จุ่นถีและเจียอิ่นชะงักไปครู่หนึ่ง พวกเขาจำได้ว่าไม่ได้มีความสนิทสนมอันใดกับคุนเผิงเป็พิเศษ การที่คุนเผิงแสดงท่าทีเป็กันเองเช่นนี้ ทำให้ทั้งคู่เริ่มระแวดระวังตัว
คนอย่างพวกเขาที่ชอบใช้แผนการเล่นงานผู้อื่น เมื่อมาเจอคนประเภทเดียวกันอย่างคุนเผิง ย่อมต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็เท่าตัว
เจียอิ่นเป็ฝ่ายได้สติก่อน เขาเผยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาพลางเอ่ยว่า “สหายเต๋าคุนเผิงให้เกียรติเกินไปแล้ว นึกไม่ถึงว่าท่านจะมาเยือนทิศประจิมของพวกเรา เป็พวกเราเองที่ต้อนรับขับสู้ล่าช้าไป แต่ไม่ทราบว่าวันนี้สหายเต๋ามีธุระอันใดหรือ?”
แม้คำพูดของเจียอิ่นจะดูนอบน้อม ทว่าเขากลับไม่มีทีท่าว่าจะเชิญคุนเผิงเข้าไปในเขาสุเมรุเลยแม้แต่น้อย เพราะคุนเผิงคือยอดฝีมือระดับแนวหน้าของหงฮวง การเชิญตัวอันตรายเช่นนี้เข้าสู่บ้านของตนเองย่อมไม่ใช่เื่ฉลาดนัก
คุนเผิงหาได้แปลกใจในท่าทีของคนทั้งสองไม่ เขาแย้มยิ้มแล้วเอ่ยว่า “วันนี้ข้ามาเพื่อมอบวาสนาใหญ่หลวงให้แก่พวกท่านทั้งสอง แต่ไม่รู้ว่าพวกท่านจะสนใจรับไว้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำว่าผลประโยชน์ ดวงตาของทั้งคู่ก็เป็ประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง ทว่าก็กลับมาสงบนิ่งอย่างรวดเร็ว ในฐานะยอดนักวางแผน พวกเขารู้ดีว่าโลกนี้ไม่มีของที่ได้มาเปล่า ๆ
จุ่นถีประสานมือคารวะ “สหายเต๋าคุนเผิง ไม่ทราบว่าวาสนาที่ท่านว่านั้นคือเื่ใดกัน?”
คุนเผิงเผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ออกมา
“วันนี้ข้าเดินทางมาเพื่อช่วยให้พวกท่านทั้งสองได้ ‘จบสิ้นบ่วงกรรม’ ที่มีต่อบรรพชนหงอวิ๋น... ไม่ทราบว่าสหายเต๋าสนใจหรือไม่?”
คุนเผิงเอ่ยอย่างใจเย็น แต่คำพูดนั้นกลับทำให้รูม่านตาของจุ่นถีและเจียอิ่นหดเกร็งด้วยความตระหนก!
วาจานี้ช่างแทงใจดำของพวกเขาเข้าอย่างจัง
สิ่งที่พวกเขากำลังกังวลที่สุดยามนี้คืออะไร? ก็คือเื่บ่วงกรรมนี้นั่นแหละ!
ตามหลักแล้ว การจะได้บรรลุปราชญ์คือเื่มงคล เพราะในวันหน้าย่อมอยู่เหนือผู้คนนับหมื่น ทว่าจุ่นถีและเจียอิ่นกลับต้องแบกรับบ่วงกรรมมหาศาลไว้ั้แ่ยังมิได้บรรลุเสียด้วยซ้ำ และเป็บ่วงกรรมที่มิอาจชดใช้ได้หมดสิ้น
ต่อให้พวกเขาบรรลุเป็ปราชญ์ในวันหน้า พวกเขาก็ต้องคอยรับใช้หงอวิ๋นราวกับเป็คนรับใช้ หงอวิ๋นมีเื่เดือดร้อนใจอันใด พวกเขาต้องยื่นมือเข้าช่วย มิฉะนั้นวิถี์จะตามมาชำระความ
ใครมันจะไปทนไหว!
พวกเราฝึกฝนมาตั้งนาน เพื่อจะมากลายเป็พี่เลี้ยงเด็กให้คนอื่นอย่างนั้นรึ?
ด้วยเหตุนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทั้งคู่จึงจมอยู่กับความกลัดกลุ้ม
ยามนี้คุนเผิงปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับบอกว่ามีทางออกให้ มีหรือที่พวกเขาจะไม่ยินดีจนเนื้อเต้น
จุ่นถีเกือบจะโพล่งถามออกไปแล้วว่ามีวิธีใด แต่ถูกเจียอิ่นขวางไว้ได้ทัน
เจียอิ่นเปลี่ยนท่าทีจากเดิมทันควัน เขามองคุนเผิงด้วยสายตาเป็มิตรและกระตือรือร้น
“สหายเต๋าคุนเผิงดั้นด้นเดินทางมาไกล มิสู้เชิญเข้าไปดื่มน้ำชาในเขาสุเมรุของพวกเราก่อน แล้วค่อยนั่งคุยรายละเอียดกันให้เต็มที่เถิด”
เมื่อได้ยินคำของเจียอิ่น จุ่นถีก็ล่วงรู้เจตนาทันที
เื่คอขาดบาดตายเช่นนี้ จะมาป่าวประกาศพูดคุยกันข้างนอกให้คนอื่นล่วงรู้ได้อย่างไร ช่างมักง่ายเกินไปแล้ว
จุ่นถีรีบเอ่ยเสริม “ใช่แล้ว ๆ สหายเต๋าคุนเผิงเชิญข้างในก่อนเถิด เชิญไปจิบชาดับกระหายเสียหน่อย”
คุนเผิงมิได้ปฏิเสธ
ทั้งสามคนสบตากันด้วยรอยยิ้มที่แฝงเล่ห์กล ก่อนจะพากันก้าวเข้าสู่เขาสุเมรุไปพร้อมกัน