อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 109 เรื่องนี้ผู้ชายไม่เกี่ยว

            พวกออร์วินแวะรับจูนก่อนจะเดินไปที่บ้านของเจค ทันทีที่มาถึงบ้านของเจคเมื่อเปิดประตูเข้าไปเขาพบกับโทมัสนั่งอยู่ที่โต๊ะแต่สิ่งที่ดูไม่น่าเชื่อก็คือกลับเป็นเนียที่ดูเหมือนกำลังจะสอนหนังสือโทมัสอยู่ โดยมีเจคนั่งมองการสอนหนังสือของเนียอยู่เงียบๆ ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเออร์วินเป็นคนสอนหนังสือพวกเจคด้วยตัวเอง หลักสูตรทางคณิตศาสตร์ส่วนใหญ่เขาก็สอนทั้งตัวเลขของทวีปอาร์เคนัสกับตัวเลขอารบิก ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะใช้เลขอารบิกเป็นส่วนใหญ่เพราะมันง่ายกว่าในการใช้งาน และยังสอนหลักสูตรทางคณิตศาสตร์ต่างๆ อย่างเช่นการบวกลบคูณหารและเรื่องรูปทรงเรขาคณิต ซึ่งอาจจะดูเร็วเกินไปสำหรับสิ่งที่เรียนในหนึ่งเดือนมานี้หากเทียบกับหลักสูตรการเรียนในโลกเดิมของเขา แต่เพราะสิ่งที่เรียนมีแค่ไม่กี่อย่างทำให้สามารถเรียนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทุกสิ่งที่เขาสอนนั้นเนียก็จะเรียนอย่างตั้งอกตั้งใจเป็นพิเศษ

            แต่ภาพที่เห็นนี้หากเอาไปบอกให้ใครก็คงไม่มีใครเชื่อว่าคนที่เป็นหนอนหนังสืออย่างโทมัสเรียนหนังสือโดยมีเด็กอายุประมาณ 10 ขวบเป็นคนสอน ดูจากเรื่องที่เรียนอยู่นั้นเดาว่าน่าจะเป็นการตั้งหารโดยใช้เลขอารบิก อันนากำลังล้างจานบ่งบอกว่ามื้อเช้าของพวกเขาพึ่งผ่านไป 

            โทมัสที่เห็นกันมาของเออร์วินจึงรีบลุกขึ้นทักทายว่า

            “อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์”

            เออร์วินรู้สึกจั๊กกะจี้ที่หัวใจทุกครั้งที่ถูกเรียกว่าอาจารย์ และที่สำคัญตอนนี้ไม่ใช่มีแค่เขาที่เรียกเขาว่าอาจารย์ เจคที่นั่งบนโต๊ะก็รีบลุกขึ้นยืนหันมามองเออร์วิน

            “อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์” เจคดูท่าทางกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัดรีบถามว่า “อาจารย์ครับวันนี้จะฝึกอะไรครับ”

            เออร์วินยิ้มแล้วตอบว่า

            “วันนี้จะยังฝึกทุ่มอยู่แบบเดิมครับ”

            ความจริงเขาจะอยากลองฝึกแบบอื่นดูบ้างแต่เลือกที่จะให้เคารพการตัดสินใจของเออร์วิน ความจริงแล้วหลังจากที่เออร์วินกลับไป เจคก็ยังคงฝึกทุ่มอยู่กับบาสจนตกค่ำถึงเลิก เพราะความรู้สึกของการเกือบจะสูญเสียสิ่งสำคัญในตอนนั้นมันยังจำฝังใจเขาแต่เขาไม่ต้องการอะไรคิดแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว นั่นจึงทำให้เขาเลือกที่จะโหมฝึกต่ออย่างมุมานะ ส่วนกำไรถ่วงน้ำหนักของเขานั้นก็ใส่เพิ่มเป็นอันละสามกิโลกรัม เท่ากับว่าเขาต้องแบ่งน้ำหนักทั้งหมดสิบสองกิโลกรัม

            ซึ่งแม้ว่าลูกน้องของเขาจากยังคงเหนื่อยล้าจากการฝึกทุ่มมาตลอดวัน แต่เมื่อได้เห็นความมุ่งมานะของลูกพี่ก็พากันเคารพนับถือและพากันมาฝึกทุ่มต่อ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เออร์วินไม่รับรู้แต่ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองของเจคนั้น เพียงแค่มองตาของเขาเออร์วินก็รับรู้ได้ทันที

            ความจริงวันนี้เจคยังคงต้องการหาพวกพ้องออกมาวิ่งปากัวร์ แต่เออร์วินกลับสั่งเขาไว้ว่า ให้หยุดพักไปก่อนจนกว่าร่างกายจะคุ้นชินแล้วค่อยวิ่งต่อเพราะหาคุยวิ่งต่อไปโดยที่ร่างกายไม่ได้พักอาจจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี  หนึ่งในสิ่งที่เออร์วินมักจะย้ำกับเจคอยู่เสมอก็คือการถนอมร่างกาย เพราะในโลกใบนี้ที่พวกเขาไม่สามารถใช้เวทย์มนต์ต่อกรกับผู้ที่มีพลังเวทย์สูงกว่าได้ จึงได้แต่ใช้ร่างกายในการต่อสู้ดังนั้นร่างกายของพวกเราจึงเป็นสิ่งมีค่าและต้องถนอมเอาไว้

            เออร์วินยิ้มให้อีกทีเจคเหมือนทุกทีพร้อมกับพูดว่า

            “ผมรู้ว่าคุณอยากจะฝึกขั้นต่อไปแต่ตอนนี้ผมอยากให้คุณใส่ใจกับการทุ่มครับ เพราะคุณต้องเรียนรู้การใช้แรงการถ่ายน้ำหนักและการยืนให้ถูกวิธีก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก คุณยังจำที่ผมได้บอกคุณไปเมื่อวานได้ไหมครับ”

            เจคพยักหน้าพลางตอบว่า

            “แรงจากการชกไม่ได้ส่งมาจากหมัดแต่ส่งมาจากเอว”

            เออร์วินยิ้มให้เขายังพึงพอใจแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเรเวนก็พูดแทรกขึ้นมาว่า

            “นี่หนุ่มๆ ช่วยรบกวนออกไปสักแป๊บนึงได้ไหมพอดีสาวๆ มีเรื่องต้องคุยกัน”

            เออร์วินพูดในใจ

            ‘เอาแล้ว’

            อันนาที่กำลังล้างจานอยู่ก็หยุดมือแล้วหันมามองส่วนจูนเองก็ทำหน้าสงสัยถามว่า

            “มีเรื่องจะคุยเฉพาะผู้หญิงเหรอคะ”

            ลูซี่ก็ยิ้มพร้อมกับแอ่นอกพร้อมกับพูดว่า

            “ใช่แล้วล่ะเรื่องนี้น่ะผู้ชายไม่เกี่ยว” ซึ่งมีแค่เออวิน เรเวน ลูซี่และเดซี่เท่านั้นที่เข้าใจความหมายของท่าทางนี้ ส่วนจูนกับอันนาต่างก็มองหน้ากันด้วยความสงสัยว่ามันเป็นเรื่องอะไรกันแน่ทำไมผู้ชายถึงไม่เกี่ยว

            เจคกลับโทมัสต่างก็สงสัยจึงได้พากันหันไปมองเออร์วิน ผลลัพธ์คือเด็กชายยักไหล่ให้พวกเขาพร้อมกับบอกว่า

            “ออกไปข้างนอกกันเถอะครับเรื่องนี้พวกเราไม่เกี่ยว”

            “ “เอ๊ะ?” ” ทั้งสองต่างอุทานออกมาแต่ก็เห็นเออร์วินเดินนำพวกเขาออกจากบ้านจึงได้แต่เดินตามออกไป แล้วเมื่อผู้ชายสามคนออกจากบ้านไปแล้วเรเวนก็ทำการปิดประตูบ้านต่อหน้าพวกเขาทั้งสาม

            เจค เออร์วินและโทมัสยืนเรียงหน้ากระดานมองไปที่บ้านของเจค เจคถามด้วยความสงสัยว่า

            “อาจารย์ครับ”

            “ครับ?”

            “นี่มันเรื่องอะไรกันครับ”

            “เรื่องที่ผู้ชายไม่เกี่ยวน่ะครับ”

            โทมัสที่ได้ยินดังนั้นก็แสดงให้เห็นถึงนิสัยที่มักจะสนใจในความรู้ใหม่ๆ

            “เรื่องที่ผู้ชายไม่เกี่ยวงั้นเหรอครับน่าสนใจจังเลยนะครับ”

            เออร์วินที่ได้ยินก็รู้สึกขนลุกนี่พูดว่า

            “หยุดความคิดของคุณเดี๋ยวนี้เลยนะครับคุณโทมัส”

            โทมัสหันมามองเขาด้วยความสงสัยซึ่งเจคเองก็ไม่ต่างกัน โทมัสถามว่า

            “ทำไมหรอครับอาจารย์”

            เออร์วินมองไปที่บ้านหลังนั้นด้วยสายตาหวาดระแวง พร้อมกับนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาเมื่อเช้านี้ ที่แค่เรื่องการให้พวกเรเวนตัดเย็บชุดชั้นในก็แทบจะเอาชีวิตรอดจากเนื้อมือของพี่สาวและน้องสาว จนตอนนี้เขายังรู้สึกขนพองสยองเกล้าที่นึกถึงเมื่อตอนนั้นก่อนจะพูดว่า

            “บางครั้งมันก็มีเรื่องบางเรื่องนะครับที่ผู้ชายอย่างพวกเราไม่ควรจะเข้าไปเกี่ยว”

            โทมัสที่ได้ฟังก็รู้สึกแปลกใจในขณะที่เจคก็ยิ่งรู้สึกสงสัยยิ่งกว่าเดิม เพราะตั้งแต่ที่เขารู้จักอาจารย์คนนี้มาเขาเป็นคนที่แทบจะแสดงท่าทีมั่นใจอยู่เสมอ สังเกตได้จากรอยยิ้มบนใบหน้าที่เหมือนจะกลายเป็นยี่ห้อของเขา แต่คราวนี้เขากลับสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวของอาจารย์คนนี้ ทำเอาเขาสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่ามันเรื่องอะไรกันแน่ที่พูดว่าผู้ชายไม่เกี่ยว

             ขณะนี้ที่ทั้งสามคนกำลังยืนอยู่หน้าบ้านเธอก็ได้ยินเสียงผู้หญิงจากข้างใน ทำเป็นเสียงตกใจร้องว้ายของจูนกับอันนา แล้วก็มีเสียงหัวเราะคิกคักกันดังออกมาตามด้วยเสียงหัวเราะคุยกันซุบซิบอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เจคและโทมัสรู้สึกคันที่หัวใจแปลกๆ จนได้ยินเสียงคุ้นเคยของบาสดังจากทางด้านหลัง

            “ลูกพี่พวกเรามากันแล้วครับ อ้าวอาจารย์เองก็อยู่ด้วย”

            ตอนนี้พวกบาสหรือคือพวกลูกน้องของเจคต่างก็พากันเรียกเออร์วินว่าอาจารย์กันหมด ตอนนี้ท่าทีที่พวกเขามีต่อเออร์วินนั้นดูคุ้นเคยและสนิทสนมกันมากกว่าเมื่อก่อนมาก พวกเออร์วินทั้งสามคนหันไปมองพบว่าตอนนี้ บาส รอน และเดนิสรวมทั้งลูกน้องทุกคนภายในแก๊งต่างก็อยู่กันพร้อมหน้า สายตาที่ทุกคนมองมาที่เออร์วินปราศจากความเป็นศัตรูเหมือนตอนแรกๆ ส่วนสายตาที่มองมายังโทมัสก็ไม่ได้มีอคติ แม้จะรู้ว่าคนคนนี้เป็นลูกชายขุนนางแต่โทมัสกับไม่เคยวางท่าหรือดูแคลนพวกเขา เพราะตั้งแต่ที่กับคนนี้ปรากฏตัวต่อหน้าทุกคนสิ่งเดียวที่เขาสนใจก็คือความรู้ของเออร์วินเท่านั้น

            รอนที่เห็นทั้งสามคนยืนอยู่หน้าบ้านก็ถามว่า

            “ทำไมทั้งสามคนเอาแต่ยืนอยู่หน้าบ้านล่ะครับทำไมถึงไม่อยู่ข้างในบ้านกันล่ะ”

            เจคหันมามองเออร์วินพบว่าเขาก็เงียบไปก่อนจะพูดว่า

            “ในเมื่อทุกคนมากันแล้วก็เริ่มฝึกกันเถอะครับ” ก่อนจะไปพูดก็โทมัสว่า “คุณโทมัสครับวันนี้คุณก็ต้องฝึกทุ่มกับพวกเขานะครับ”

            คำพูดของเออวินทำให้โทมัสมึงกับต้องอุทานมาว่า

            “ฮะ?”

            เออร์วินยิ้มให้เขา

            “บทเรียนในวันนี้ก็คือโปรตีนนั้นสำคัญแค่ไฉนครับ”

            “โปรตีน?” โทมัสทวนคำที่ไม่คุ้นหู

             

            ภายในปราสาท

            เกรซกำลังมองชุดชั้นในและชุดสปอร์ตบราที่เธอเพิ่งตัดเสร็จด้วยสายตาแปลกๆ เธอรู้สึกว่าชุดนั้นมันดูล่อแหลมและดูน่าอาย เธอไม่เข้าใจว่าเจ้าชายทรงคิดอะไรอยู่กันแน่ทำไมถึงคิดถึงของแบบนี้ออกมา แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งเจ้าหญิงเธอก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่การจะให้ใส่ของแบบนี้เลยเธอก็ต้องการเวลาทำใจพักผ่อน สายตาผ่านแว่นตาของเธอเจ้ามองชุดชั้นในเหล่านั้นก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดและพยักหน้าประมาณว่าสู้ตาย

            เธอเริ่มจากการถอดชุดสาวใช้อย่างช้าๆ จนร่างกายเปลือยเปล่าทำให้ได้เห็นว่า เบื้องหลังบุคลิกสาวแว่นที่ดูจริงจังของเธอกลับซ่อนเรือนร่างที่ดูน่าเย้ายวนเป็นอย่างยิ่ง ทั้งปทุมถันที่ตูมตั้งปลายถันสีชมพูตั้งสวยบวกกับหุ่นที่เพียวบางทำให้ยากที่จะมีใครต้านทานได้

            ถ้าหยิบชุดชั้นในท่อนบนขึ้นมาใช้เวลาทำใจพักหนึ่งก่อนจะทำการใส่มัน เมื่อใส่มันจนเสร็จแล้วเธอกลับรู้สึกทึ่ง เธอรู้สึกถึงความมั่นคงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนสู้ หน้าอกขนาดใหญ่ของเธอที่ควรจะกลายเป็นสิ่งเกะกะเวลาทำหน้าที่สาวใช้ ตอนนี้กลับมีสิ่งประคองมันจนทำให้เธอมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

            “ความรู้สึกนี้มันสุดยอดเลย” เกรซพูดออกมาด้วยความรู้สึกทึ่ง เธอรู้สึกว่าถ้าเธอใส่สิ่งนี้อยู่ข้างในเธอจะสามารถทำงานได้อย่างถนัดและคล่องตัวยิ่งขึ้น

             

            กล่าวกันว่าหนึ่งในเวลาศักดิ์สิทธิ์ของผู้หญิงก็คือช่วงการแต่งตัวหรือแต่งหน้า เออร์วิินที่ตัดสินใจให้พวกเจคฝึกทุ่มกันไปก่อน โดยให้โทมัสฝึกทุ่มกับพวกเจคเพื่อให้เจคคอยช่วยดูแล ซึ่งผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่เขาขาดกล้ามเนื้อของโทมัสนั้นเรียกได้ว่าไม่ได้เรื่อง ผลลัพธ์จากการวิ่งรอบสลัมเมื่อวานก่อนยังคงทำให้เขารู้สึกปวดกล้ามเนื้อ

            แต่ขนาดที่เออร์วินให้พวกเจคฝึกกันไปก่อนแล้วเวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า พวกผู้หญิงก็ยังไม่ออกมายังคงมีเสียงหัวเราะคึกคักหรือเสียงร้องวี๊ดว๊ายดังออกมาให้ได้ยิน  เออร์วินนั่งพิงผนังบ้านก็ได้แต่รำพึงในใจว่า

            ‘ไม่ว่าจะโลกนี้หรือโลกนู้นผู้หญิงก็ไปต่างกันเลยนะ’ เขาพูดพร้อมกับนึกถึงเธอคนนั้นในชาติก่อนของเขา ผู้หญิงที่บอกว่าจะเป็นเจ้าสาวของเขาผู้หญิงที่ทำให้เขารู้สึกเกลียดตัวเองที่ไม่สามารถปกป้องเธอได้ และเกลียดตัวเองที่ไม่สามารถแสดงความรู้สึกของตัวเองให้เธอรับรู้ได้ เขานั่งอยู่อย่างนั้นไปพักใหญ่ๆ ก่อนที่ประตูบ้านของเจคก็เปิดออก

            เออร์วินหันไปมองเพราะว่าเป็นเรเวนเดินนำออกมาตามด้วยเนียกับเดซี่แล้วก็จูนที่ดูเขินๆ เล็กน้อย ส่วนอันนานั้นดูดูเธอไม่ค่อยอยากจะออกมาสักเท่าไหร่ จับไหล่เธอแล้วดันออกมา สายตาของอันนาก้มมองหลุกหลิกที่พื้นไม่กล้าเงยหน้าตรงๆ

            เจคทุ่มเดนิสลงกับพื้นก่อนจะหันไปมองที่หน้าบ้าน ทำระยะเวลาที่คือพวกเธอใช้ไปในบ้านนั้นทำเอาเจคยิ่งสงสัยกว่าเธอว่าพวกเธอทำอะไรกันแน่ถึงนานขนาดนั้น เพราะเจค เดนิสและโทมัส ผลัดกันฝึกทุ่มไปหลายรอบจนโทมัสฝึกต่อไม่ไหวเพราะพื้นฐานร่างกายด้อยที่สุดแล้วแต่นั่งพักกับพื้น แต่พอเขาหันไปเห็นพวกผู้หญิงออกมาจากบ้านพอก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างแตกต่างแต่เขามองไม่ออกว่ามันแตกต่างยังไง

            อันนากวาดสายตามองรอบๆ อย่างอายๆ แต่พบว่าไม่มีใครมองมาที่เธอเลยจึงรู้สึกโล่งอก ก่อนจะกวาดสายตามองหาใครบางคนจนพบกับเจค พบว่าเขามองมาที่เธอด้วยสายตาแปลกใจก่อนจะหันไปทุ่มกับเดนิสต่อ

            พอได้เห็นสายตาเช่นนั้นของเจคเธอกลับรู้สึกผิดหวังเพราะเธอคิดว่าเจคจะเป็นคนแรกที่สังเกตความเปลี่ยนแปลง จูนเห็นท่าทางผิดหวังของอันนาจึงลอบด่าเจคในใจว่า

            ‘ไอ้ผู้ชายหยาบกระด้างไม่ความละเอียดอ่อนเลยแม้แต่นิดเดียว’

            เออร์วินกวาดสายตาคือมองที่อันนากับจูนก่อนจะถามเรเวนว่า

            “พวกเธอใส่ชุดชั้นในที่พวกพี่สาวตัดเย็บเมื่อคืนกันไว้ข้างในหรอครับ”

            ได้คำตอบที่ได้กลับมาคือสันมือสองเรเวนที่สักลงกลางกระบาลของเขาจนต้องยกมือกุมหัว

            “พี่สาวครับผมเจ็บนะ” เขาสงสัยว่าวันนี้เป็นวันอะไรทำไมเจ็บตัวตั้งแต่ตื่นนอนยันตอนนี้เลย ส่วนจูนกับอันนาหน้าแดงทันทีที่ได้ยินคำถามของเออร์วิน สุวรรณเนียกับเดซี่นั้นมองเขาด้วยสายตาเป็นเชิงตำหนิ เนียพูดว่า

            “ไอ้ปีศาจโรคจิต”

            “ฮะ?”  เออร์วินร้องออกมาเพราะรู้สึกว่าตั้งแต่เช้าที่เขาต้องเจ็บตัวแล้วยังถูกกล่าวหาว่าเป็นคนโรคจิตไม่รู้ตั้งกี่รอบ และไม่ใช่แค่เนียแม้แต่เดซี่ก็ยังพูดว่า

            “เจ้าชายนั่นเป็นการคุกคามทางเพศนะเพคะ”

            เออวินถึงกับพูดไม่ออกเพราะเขาไม่นึกว่าแม้แต่เดซี่ที่มักเป็นคนเรียบร้อยก็เป็นไปกับพวกเธอด้วย

            แล้วหลังจากนั้นพวกเธอก็เริ่มฝึกกันตามที่เออร์วินบอก ลูซี่กับเรเวนจับคู่กันฝึกทุ่มส่วนจูนกับอันนาฝึกการจำแนกพืชแต่ละชนิดเพื่อปูพื้นฐานก่อนที่จะทำการสกัดสารออกมา ซึ่งผลลัพธ์ของการใส่ชุดชั้นในแบบใหม่แสดงออกมาหรือยังหน้าที่เพราะมันคล่องตัวเป็นอย่างมากเวลาพวกเธอเคลื่อนไหว

             

            จนถึงตอนเที่ยงทุกคนก็ได้หยุดพักเรเวนก็ได้มาพูดกับเขาว่า

            “ขอคุยส่วนตัวหน่อยได้ไหม”

            เออร์วินมองเธออย่างแปลกใจเพราะเขารู้สึกว่าพักนี้เรเวนมีเรื่องจะพูดส่วนตัวกับเขาบ่อยจัง จึงถามเธอไปว่า

            “พี่สาวจะของผมแต่งงาน?”

            เรเวนชูสันมือมือเตรียมสับลงที่กลางกระบาลของเขาเออร์วินจึงรีบพูดว่า

            “ได้สิครับพี่สาวจะคุยเรื่องอะไรครับ”

            แล้วเรเวนก็เดินพาเขาออกไปจากบ้านของเจคไปยังจุดที่ไม่ค่อยมีคน ก่อนจะยืนนิ่งคิดสักพักหนึ่งเธอนึกถึงสิ่งที่เธอได้รู้ในวันนี้ นั่นก็คือลิลิธสามารถรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลแบล็ควิงที่อาณาจักรชีวาสซึ่งอยู่ห่างไกลจากที่นี่ได้ในเวลาไม่นาน ทั้งที่มันไม่ใช่สิ่งที่เจ้าหญิงของเมืองเล็กๆ ที่อยู่สุดขอบทวีปอย่างเมืองไพร์ล็อก จะสามารถรู้ได้ในเวลาอันสั้น หรือต่อให้เป็นพระราชาก็ยังไม่มีความสามารถพอเกิดที่จะทำได้อยู่ดี มันทำให้เธอนึกถึงตราสัญลักษณ์กุหลาบสีทองที่เธอเห็นในคืนนั้น เรเวนหันไปมองเออร์วินก่อนจะถามเขาว่า

            “เธอรู้จักตระกูลโรเซสต้าไหม?”

             


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน