นางร้ายสื่อรัก 3P

    แคว้นชาง

    แคว้นชาง 

            “องค์หญิงถึงชายแดนแล้วใช่หรือไม่?” ฮ่องเต้ชางเหวินหมิ่นพูดกับองครักษ์คนสนิท

            “พะยะค่ะ..คาดว่าไม่เกินสามวันคงจะถึงเมืองหลวง"

            ฮ่องเต้ชางเหวินหมิ่นมีสีพระพักตร์เคร่งเครียด หลายวันก่อนพระองค์ได้รับราชสาสน์จากแคว้นเจ้าเรื่องการขอยกเลิกองค์หญิงบรรณาการหรือการส่งองค์หญิงมาเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี และหนังสือกฏพระราชบัญญัติอันใหม่ของแคว้นเจ้า นั่นหมายความว่าองค์หญิงสี่ที่ทรงส่งตัวไปต้องกลับมาพร้อมความอับอาย เท่านั้นยังไม่พอยังมีนกพิราบสื่อสารส่งข้อความด่วนเรื่ององค์หญิงสี่จะประกาศสงครามกับแคว้นเจ้าเพื่อรักษาหน้าตนเอง

    ถึงแม้พระองค์จะรู้สึกโกรธแต่เพราะเป็นถึงเจ้าครองแคว้นจะกระทำสิ่งใดหุนหันพลันแล่นมิได้ พระราชสาสน์จากแคว้นเจ้าที่ส่งมานั้นยังแนบคำขออภัยปิดมาในส่วนท้าย เช่นนี้แล้วจะให้พระองค์ก่อสงครามได้หรือ?

            “หลายสิบปีมานี้เราปกครองแคว้นด้วยความสงบร่มเย็นมาโดยตลอด หากจะให้ก่อสงครามซึ่งแน่นอนว่าผลที่ตามมาจะมีเพียงความสูญเสีย เหตุใดองค์หญิงสี่จึงใจร้อนบุ่มบ่ามประกาศออกไปเช่นนั้นเราไม่เข้าใจ” ฮ่องเต้ชางเหวินหมิ่นส่ายศีรษะอย่างจนปัญญา แม้จะรู้สึกเสียหน้าแต่ความห่วงใยในราษฎรนั้นมีมากกว่า “เจ้าคิดว่าอย่างไร” เอ่ยถามองครักษ์ข้างกาย

            “คงต้องรอองค์หญิงกลับมาชี้แจงแล้วพะยะค่ะว่าเหตุใดจึงกระทำเช่นนั้น" องครักษ์ตอบแบ่งรับแบ่งสู้ เหตุใดเขาจะมิรู้เล่าว่าองค์หญิงสี่ชางหวงหลานขึ้นชื่อเรื่องความร้ายกาจเอาแต่พระทัยตนเองมากมายเพียงใดถึงแม้เรื่องนี้จะทำให้นางดูน่าสงสารแต่การตัดสินพระทัยประกาศสงครามออกไปเช่นนั้นหาใช่สิ่งที่สตรีควรกระทำ

            “อืม.."

    ๑-----------------------๑

            สามวันต่อมากลุ่มคณะผู้แทนพระองค์นำโดยองค์หญิงสี่ชางหวงหลานได้เดินทางกลับมาถึงเมืองหลวง ไม่รอให้มีรับสั่งจากฮ่องเต้องค์หญิงสี่ก็มาขอเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ทันที

            “ถวายพระพรเสด็จพ่อเพคะ” ชางหวงหลานย่อกายถวายพระพร

            “เอาล่ะๆ ..ไม่ต้องมากพิธี” สังเกตุสีหน้าท่าทางของชางหวงหลาน “มีเรื่องอะไรเร่งด่วนเช่นนั้นรึ” ถึงแม้พระองค์จะทรงทราบดีอยู่แล้วแต่ก็ยังอยากจะฟังความจากปากของนางเอง

            “ลูกถูกราชวงศ์แคว้นเจ้าทำให้อับอายยิ่งนัก ปฏิเสธลูกลูกยังมิเจ็บใจเท่าพวกเขาจัดงานอภิเษกสมรสอย่างยิ่งใหญ่ตามหลังมาทั้งๆ ที่ลูกยังมิทันก้าวออกจากแคว้นเจ้าเสียด้วยซ้ำ” ดวงตาผู้เล่ามีแต่ความเคียดแค้นชิงชัง “ทั่วทั้งสองแคว้นต่างรับรู้ว่าลูกเดินทางมาเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี แต่ยามนี้ทั้งสองแคว้นต่างก็รับรู้เช่นกันว่าลูกเป็นองค์หญิงที่ไม่มีผู้ใดยอมรับ นับจากนี้ไปจะมีผู้ใดกล้าตบแต่งลูกไปเป็นชายากันเล่าเพคะ” น้ำตาไหลออกมาเต็มแก้มร้องไห้ฟูมฟาย “ตราบใดที่ลูกมิมีความสุขลูกก็จะมิยินยอมให้พวกเขามีความสุขเช่นกัน”

            ความสงสารลูกรักมีอยู่เต็มอก แต่ความหวาดหวั่นในสงครามก็ทำให้พระองค์ต้องคิดหนัก “อย่าได้คิดเช่นนั้น…เรื่องนี้พ่อจะหาทางออกที่ดีที่สุดให้แก่เจ้าเอง เดินทางมาไกลจงกลับไปพักผ่อนที่ตำหนักเสียก่อนแล้วอย่าลืมแวะหาเสด็จแม่ของเจ้าด้วยนางเป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก” ฮ่องเต้เอ่ยตัดบทอย่างนุ่มนวล

            “แต่ลูกได้ลั่นวาจาไว้ว่าจะประกาศสงคราม!!!" เงยหน้ามองพระพักตร์ของบิดาเขม็งในใจเต้นกระหน่ำรุนแรง

            “ไม่ได้!!!” ระงับโทสะไว้ก่อนจะกล่าว “ก่อนหน้าที่เจ้าจะส่งนกพิราบสื่อสารมาหาพ่อทางแคว้นเจ้าได้ส่งราชสาสน์มาขออภัยและชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วในฐานะพันธมิตร หากเจ้าอยากให้พ่อประกาศสงคราม พ่อมิสามารถกระทำให้เจ้าได้ เจ้าเป็นถึงองค์หญิงของแคว้นจะไม่รับรู้เลยรึว่าหากมีสงครามความเสียหายจะมีมากมายเพียงไหน กองกำลังทหารของเรามีไว้เพื่อปกป้องดูแลแว่นแคว้นหาใช่มีไว้เพื่อทำสงครามตามใจเจ้า!!” เริ่มโมโหส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ “เรื่องใหญ่เช่นนี้มิใช่เรื่องที่สตรีจะเข้ามาวุ่นวายได้ กลับตำหนักแล้วไปคิดไตร่ตรองดู หากเจ้ายังคงดื้อดึงพ่อจะส่งเจ้าไปอยู่อาราม” หันหลังออกจากห้องทรงงาน

            “เสด็จพ่อ!!!” สั่นหน้าร้องไห้ “เหตุใดจึงมิต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของลูกบ้างเพคะ..ท่านเป็นผู้ส่งข้าไปรับความอัปยศนี้กลับมาแล้วยังจะทำเป็นนิ่งเฉยปล่อยให้ผู้คนดูแคลนลูกอีก!!!!” ตะโกนขึ้นตามหลังพระบิดาไป ความหมดหวังฉายชัดในแววตา “ข้าจะหาวิธีจัดการเอง รอข้าก่อนแคว้นเจ้า”

     

    หนึ่งเดือนให้หลัง ณ.ตำหนักซันหลง (จางฮองเฮา)

            “นี่เป็นยากระชับร่างกาย” จางฮองเฮาวางขวดยาลงบนมือขาวบางของเหม่ยเซียน “เจ้ามีพระสวามีตั้งสองคนจะปล่อยให้ร่างกายทรุดโทรมได้อย่างไร ยานี้ช่วยยกกระชับผิวพรรณทุกส่วนให้เรียบเนียนแน่นตึงไม่เว้นแม้แต่ส่วนนั้นของสตรี” ก้มลงมองส่วนนั้นที่ว่าจนทำเอาเหม่ยเซียนหน้าแดงก่ำ

            “เสด็จแม่ก็กล่าวอันใดกันเพคะ..เหม่ยเอ๋อร์อายยิ่ง”

            “อายอันใดที่ตรงนี้มีเพียงสตรี ที่แม่ใหญ่แนะนำเจ้าก็ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว” หลันกุ้ยเฟยพูดยิ้มๆ “เจ้าดูแม่กับแม่ใหญ่สิขนาดมีบุตรตั้งสองคนแล้วทุกสัดส่วนก็ยังคงเนียนแน่น.ใช่หรือไม่” ยื่นแขนให้เหม่ยเซียนจับ

            “ใช่เพคะ..ผิวพรรณเรียบตึงมิมีหย่อนคล้อยเลยจริงๆ” พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วยแล้วยื่นขวดยาให้สาวใช้เก็บไว้ ‘มีสามีถึงสองต้องอดทน!’

            “ยามนี้เจ้ามิมีวี่แววตั้งครรภ์เลยรึ? มิได้กินยาห้ามครรภ์ใช่หรือไม่” จางฮองเฮาถามอีก

            “มิได้กินเพคะ แต่เรื่องเช่นนี้ต้องแล้วแต่ชะตาฟ้าลิขิตเหม่ยเอ๋อร์พึ่งจะสิบหกหนาวเวลายังมีอีกมากมายนักเพคะ” นางเพิ่งพ้นวัยปักปิ่นยังมิถึงปีก็ออกเรือนชีวิตในวัยสาวช่างสั้นนักจะให้มีลูกทันทีคงจะมิเข้าท่า ไว้หลังจากนี้อีกสักปีสองปีก็มิเป็นไรหรอก

            “แม่ก็คิดว่าบุตรทั้งสองของแม่ช่วงนี้มีราชกิจรัดตัว กลับถึงตำหนักก็เหนื่อยอ่อนเข้านอนตั้งแต่ฟ้ายังมิทันมืดเสียอีก555555" หลันกุ้ยเฟยเย้าแหย่แล้วหัวเราะ ทำเอาจางฮองเฮาอดหัวเราะตามมิได้ เหม่ยเซียนแก้มแดงแจ๋ ก้มหน้าลงบีบมือตัวเอง ‘ทั้งสองพระองค์ทำการบ้านแทบจะทุกคืนจนนางพักผ่อนไม่เพียงพอเลยด้วยซ้ำเพคะ'

            “หากลูกรู้ว่าเสด็จแม่จะกลั่นแกล้งชายารักของลูกเช่นนี้ ลูกจะมิยอมให้นางมาเข้าเฝ้าหรอกพะยะค่ะ” หย่งเซิงเดินมาหาสตรีในดวงใจทั้งสามที่ตำหนักซันหลง

            “ก็ดูสิ..กล่าวเรื่องเช่นนี้ทีไรนางเป็นอันต้องเขินอายน่ารักจริงๆ เชียว” หลันกุ้ยเฟยกล่าวทำให้ทุกคนพากันมองหน้านาง ที่นั่งแก้มแดง