เซิ่งซีตั้งท่าจะเผ่นหนีทันที แต่ยังไม่ทันได้หยิบศาสตราวิเศษออกมา เวินเจ๋อิก็ร่อนลงข้างกายนางเสียแล้ว เขาถามพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจว่า "ศิษย์น้องเล็กกลับมาแล้วหรือ ลงเขาไปเที่ยวเล่นสนุกหรือไม่?"
แม้ว่าน้ำเสียงของเวินเจ๋อิจะดูจริงใจ และบุคลิกในนิยายต้นฉบับก็ไม่ใช่คนหน้าเนื้อใจเสือ แต่เซิ่งซีกลับรู้สึกผิดจนตัวสั่น
นางลนลานอย่างหนัก รีบหยิบกล่องอาหารแปดสมบัติออกมาจากแหวนมิติอย่างระมัดระวัง "ศิษย์พี่รองเ้าคะ ข้ามีของขวัญมาฝากท่านด้วย ขนมร้านนี้อร่อยมากเลยนะเ้าคะ ข้าต้องไปเข้าแถวรอตั้งนานกว่าจะซื้อมาได้ ท่านลองชิมดูสิเ้าคะ"
"ขอบใจศิษย์น้องเล็กมาก" เวินเจ๋อิใช้มือข้างที่ไม่ได้ถือกระบี่รับกล่องอาหารไป หลังจากกล่าวขอบคุณแล้ว เขาก็เริ่มสั่งสอนนางด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"คราวหน้าถ้าแถวยาวเกินไป เ้าสามารถให้หุ่นเชิดของศิษย์พี่สี่เ้าไปเข้าแถวแทนได้ ในฐานะผู้ฝึกตน เราต้องรู้จักใช้เวลาให้เป็ประโยชน์ และทุ่มเทเวลาอันมีค่าไปกับสิ่งที่คู่ควร ชีวิตคนเราควรจะใช้ผ่านไปเช่นนี้ เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต จะได้ไม่รู้สึกเสียใจที่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ และไม่รู้สึกอับอายที่ไม่ได้ทำประโยชน์อันใดเลย..."
เซิ่งซี "..."
ศิษย์พี่รอง ท่านคือแบบเรียนกลับชาติมาเกิดใช่หรือไม่เนี่ย!
นางเป็ปลาเค็มนะ ไม่อยากรู้หรอกว่าชีวิตที่คุ้มค่ามันต้องสร้างมายังไง!
เซียวหลีลั่วยื่นอุ้งเท้าหมีสีดำอวบอ้วนออกมาหมายจะแอบหยิบขนมในกล่องอาหารกิน เวินเจ๋อิเลยยกกล่องอาหารให้เขาไปเสียเลย ก่อนจะถือกระบี่เดินตรงมาทางเซิ่งซี
เซิ่งซีรีบมุดไปแอบข้างหลังลวี่เสี่ยงทันที
ลวี่เสี่ยงรีบพุ่งเข้าไปกอดเวินเจ๋อิไว้แน่นพลางอ้อนวอนเสียงดัง "ศิษย์พี่รองใจเย็น ๆ ก่อนขอรับ ศิษย์น้องเล็กแค่ขาดสอบเอง โทษไม่ถึงตายนะขอรับ!"
เวินเจ๋อิชะงัก "เ้าคิดอะไรของเ้าน่ะ?"
"แล้วท่านที่เป็ผู้ฝึกตนวิถีโอสถจะถือกระบี่มาทำไมล่ะเ้าคะ?" เซิ่งซีถามอย่างขลาดกลัว
เวินเจ๋อิเพิ่งสังเกตเห็นกระบี่ในมือ เขาหัวเราะแล้วโยนกระบี่ขึ้นฟ้า กระบี่คมกริบหมุนตัวกลางอากาศสามรอบครึ่งก่อนจะปักลงพื้นอย่างแม่นยำจนยอดเขาเจี้ยนอี้สั่นะเืเล็กน้อย
เซียวหลีลั่วที่กำลังยัดขนมเข้าปากถึงกับชะงัก คราวนี้เป็ทีของเขาที่ััได้ถึงกลิ่นอายสังหารบ้างแล้ว
เขากลืนขนมลงคออย่างยากลำบาก "...กระบี่เล่มนี้ ให้ข้าหรือ?"
เวินเจ๋อิพยักหน้า "นี่คือกระบี่ที่ท่านอาจารย์เคยใช้ ข้าอุตส่าห์ไปยืมท่านมาให้เ้าโดยเฉพาะ เอาวางไว้หน้าเรือนของเ้า ให้เ้าได้ััเจตจำนงกระบี่ในนั้นทุกวัน จะเป็ผลดีต่อการเพิ่มพลังบำเพ็ญของเ้า ศิษย์น้องห้า... ยอดกระบี่งามย่อมเกิดจากการฝึกฝนบ่มเพาะ จะละเลยการบำเพ็ญเพียรไม่ได้เด็ดขาด"
เซียวหลีลั่วรู้สึกว่าขนมกุ้ยฮวาในมือไม่อร่อยขึ้นมาทันที
เซิ่งซีลูบคางพลางใช้ความคิด "ศิษย์พี่รองเ้าคะ ข้าว่าหน้าเรือนของศิษย์พี่ห้าน่าจะมีกระบี่สักสองเล่มนะเ้าคะ เล่มหนึ่งคือกระบี่ที่ท่านอาจารย์เคยใช้ ส่วนอีกเล่ม… ก็ควรเป็กระบี่ที่ท่านอาจารย์เคยใช้เหมือนกันเ้าค่ะ"
เวินเจ๋อิเห็นด้วยอย่างยิ่ง "ศิษย์น้องเล็กพูดถูก เดี๋ยวข้าจะไปขอยืมจากท่านอาจารย์มาอีกเล่ม"
เซิ่งซีที่รอดตายมาได้อีกครั้งกลับมามีชีวิตชีวาเต็มร้อย นางมองตามเวินเจ๋อิที่เหินเมฆจากไปพลางตาเป็ประกาย "เมฆของศิษย์พี่รองสวยจังเลย ชื่ออะไรหรือเ้าคะ?"
ลวี่เสี่ยงที่รอดตัวมาได้เช่นกันตอบด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย "มันเป็แค่ศาสตราวิเศษน่ะ ศิษย์พี่รองไม่ได้ตั้งชื่อให้หรอก ถ้าศิษย์น้องชอบ เดี๋ยวข้าจะทำให้อันหนึ่ง"
ศาสตราวิเศษรูปเมฆนี่มีขนาดเล็ก ออกตัวได้เร็ว เวลาจะหนีเอาตัวรอดย่อมสะดวกกว่าเรือเหาะมากนัก
เซิ่งซีตาโต "จริงหรือเ้าคะ! ศิษย์พี่ช่วยปรับสีให้เป็สีเหลืองทองได้หรือไม่เ้าคะ? ข้าจะเรียกมันว่าเมฆสีทอง!"
ลวี่เสี่ยง "ไว้ใจข้าได้เลย"
...
นับั้แ่เวินเจ๋อิหลอมโอสถเสร็จและออกจากการปิดด่าน สำนักเวิ่นซินที่เคยเงียบสงบก็เปลี่ยนไปราวกับคนละขั้ว
ลวี่เสี่ยงที่เคยมานั่งตกปลากับเซิ่งซี ตอนนี้กลับเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องหลอมศาสตรา เพื่อที่ว่าการสอบประจำเดือนครั้งหน้าจะได้ไม่ถูกจับไปทดลองโอสถ
เซียวหลีลั่วที่เคยชวนเซิ่งซีลงเขาไปเที่ยวเล่นบ่อย ๆ แม้ตอนนี้จะยังอยู่ในร่างหมีดำั์ แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะกวัดแกว่งกระบี่วันละห้าพันครั้ง ขยันขันแข็งราวกับเปลี่ยนไปเป็คนละคน
โชคดีที่ศิษย์พี่รองยังพอมีมโนธรรมอยู่บ้าง แม้เขาจะอยากให้นกกระเรียนบำเพ็ญเพียร แต่เขารู้สึกว่านกกระเรียนบนยอดเขาปลาเค็มเป็สัตว์เลี้ยงของเซิ่งซี จึงควรให้เซิ่งซีเป็คนเลือกเคล็ดวิชาให้พวกมันเองจะดีกว่า
เซิ่งซีจึงกดเื่นี้ไว้ก่อน ทำให้นกกระเรียนทั้งหลายรอดตายหวุดหวิด
ในตอนนี้ เซิ่งซีนั่งเก้าอี้โยกตากแดดอยู่คนเดียว จิบน้ำชาิญญาที่หุ่นเชิดยกมาให้ พลางฮัมเพลงในลำคออย่างสบายอารมณ์
ส่วนเื่การสอบประจำเดือนในเดือนหน้าจะทำยังไงน่ะหรือ?
ก็ไว้รอเดือนหน้าค่อยคิดสิ ปลาเค็มไม่จำเป็ต้องคิดเื่ที่ไกลขนาดนั้นหรอก
ทันใดนั้น ค่ายกลเคลื่อนย้ายที่เชื่อมต่อจากยอดเขาหลักมายังยอดเขาปลาเค็มก็สว่างวาบขึ้น ปรากฏตัวอักษรสีรุ้งลอยเด่นว่า
[มาที่โถงหลัก]
มีเื่ใหญ่อะไรหรือเปล่านะ?
เซิ่งซีลุกขึ้นจากเก้าอี้โยก แล้วนั่งเมฆสีทองมุ่งหน้าไปยังยอดเขาหลักทันที
เซียวหลีลั่วและคนอื่น ๆ มาถึงกันหมดแล้ว เมื่อจิ้งเฉินหยวนจวินเห็นนางมาถึง ก็บอกกับทุกคนว่า "แดนลับอันสุ่ยซานใกล้จะเปิดออกแล้ว ในนั้นมีสมุนไพรอย่างหนึ่งที่อาจารย์้า พวกเ้าจงเดินทางไปที่นั่นและนำมันกลับมาให้ได้"
จิ้งเฉินหยวนจวินไม่ค่อยสั่งให้พวกเขาออกไปทำธุระเท่าไหร่นัก ลวี่เสี่ยงจึงถามด้วยความสงสัย "ท่านอาจารย์ขอรับ สมุนไพรที่ท่าน้ามีชื่อว่าอะไรหรือขอรับ?"
จิ้งเฉินหยวนจวินยกมือขึ้น พลันปรากฏภาพจำลองของใบไม้แห้งใบหนึ่งบนฝ่ามือ
เซียวหลีลั่วไม่เข้าใจ "แค่ใบไม้แห้งใบเดียวเองหรือขอรับ?"
เวินเจ๋อิที่เป็ผู้ฝึกตนวิถีโอสถและเป็ยอดขุนพลแห่งการเคี่ยวเข็ญ มองปราดเดียวก็จำตัวตนที่แท้จริงของมันได้ "นี่คือใบไม้ไร้ลักษณ์ใช่หรือไม่ขอรับ?"
จิ้งเฉินหยวนจวินมองเขาด้วยสายตาชื่นชม "ถูกต้อง ใบไม้ไร้ลักษณ์มีรูปลักษณ์ภายนอกไม่ต่างจากใบไม้แห้งทั่วไป ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือในระหว่างกระบวนการหลอม ใบไม้ไร้ลักษณ์จะกลายเป็ผีเสื้อ แต่พวกเ้าไม่จำเป็ต้องแยกแยะว่าอันไหนคือของจริง แค่เก็บใบไม้แห้งทั้งหมดในแดนลับกลับมาก็พอ อาจารย์จะตรวจสอบเอง"
แดนลับอันสุ่ยซานเป็แดนลับขนาดเล็กที่อยู่ใกล้กับสำนักลั่วเฟิง อนุญาตให้เฉพาะผู้ฝึกตนขั้นแก่นพลังทองคำและขั้นที่ต่ำกว่าเข้าไปได้เท่านั้น
แดนลับนี้เปิดออกไม่เป็เวลา และตำแหน่งทางเข้าก็เปลี่ยนไปทุกครั้ง บางครั้งก็อยู่ไกลออกไปหลายพันลี้
ด้วยเหตุนี้ สำนักลั่วเฟิงจึงยังไม่สามารถแดนลับนี้ได้อย่างสมบูรณ์ และต้องจำยอมให้ผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ เข้าไปข้างในได้ด้วย
ในนิยายต้นฉบับ เซียวหลีลั่วและบรรดาศิษย์พี่คนอื่น ๆ ได้รู้จักกับเซิ่งหรูเยว่เพราะแดนลับแห่งนี้ และนับจากนั้นศิษย์พี่ทั้งหลายก็พากันตกหลุมพราง กลายเป็สุนัขเลียแสนคลั่งรักของเซิ่งหรูเยว่ไปทีละคน
แต่เซิ่งซีไม่เข้าใจว่าจิ้งเฉินหยวนจวินรู้ได้อย่างไรว่าแดนลับอันสุ่ยซานจะเปิดออกตอนไหน อาจารย์ผู้นี้เป็เพียงขั้นิญญาต้นกำเนิดตอนต้นที่แสนอ่อนแอไม่ใช่หรือ?
การลงไปในแดนลับน่าสนุกกว่าการมานั่งบำเพ็ญเพียรในสำนักตั้งเยอะ เซียวหลีลั่วจึงตอบตกลงเป็คนแรก
ลวี่เสี่ยงยกมือขึ้นอย่างลังเล "ท่านอาจารย์ขอรับ หรือว่าศิษย์น้องห้าไม่ต้องไปจะดีกว่า?"
จิ้งเฉินหยวนจวินยิ้ม "ไม่เป็ไรหรอก พวกเ้ามีทั้งผู้ฝึกตนวิถีโอสถและวิถีศาสตรา ส่วนเซิ่งซีก็ยังอยู่แค่ขั้นรวบรวมปราณ มีหลีลั่วไปด้วยจะปลอดภัยกว่า"
เซิ่งซีคิดในใจว่าแค่รูปร่างหน้าตาของศิษย์พี่ห้าในตอนนี้ก็ดูปลอดภัยมากพอแล้ว
ทั้งกลุ่มลาจิ้งเฉินหยวนจวิน แล้วพากันขึ้นเรือเหาะของเซิ่งซีมุ่งหน้าไปยังแดนลับอันสุ่ยซานทันที
จนกระทั่งออกพ้นประตูสำนัก เซียวหลีลั่วถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ "ก่อนออกมาข้าน่าจะขอให้อาจารย์ช่วยเปลี่ยนข้ากลับเป็คนก่อนนะ"
เซิ่งซีลูบหัวหมีอย่างเพลิดเพลิน "แต่ข้าว่าตอนนี้ท่านก็น่ารักดีออกนะเ้าคะ"
เซียวหลีลั่วพลันยืดอกด้วยความภูมิใจ "ในเมื่อศิษย์น้องเล็กชอบ งั้นข้าเป็หมีต่อไปก็ได้"
เวินเจ๋อิมองเซิ่งซีที่กำลังลูบหมีอยู่พลางส่งขวดโอสถให้นาง "ศิษย์น้องเล็ก นี่คือโอสถที่ทำให้ศิษย์น้องห้ากลายเป็หมี ถ้าเ้าชอบก็เอาไปเถอะ ต่อไปอยากเปลี่ยนใครเป็หมีก็ทำได้ตามใจชอบเลย"
เซิ่งซีซาบซึ้งใจมาก "ศิษย์พี่รอง ท่านช่างดีเหลือเกินเ้าค่ะ ข้ายังชอบพวกน้องหมาน้องแมวด้วยนะเ้าคะ ท่านช่วยหลอมโอสถที่เปลี่ยนคนเป็หมาเป็แมวให้หน่อยได้หรือไม่เ้าคะ?"
เวินเจ๋อิชอบวิจัยเื่โอสถเป็ที่สุด พอได้ยินว่าลูกค้ามีความ้า เขาก็รีบรับปากทันที "ไม่มีปัญหา"
เซียวหลีลั่วและลวี่เสี่ยงต่างพากันขนลุกซู่พร้อมกัน
ต่อไปเวลาทดลองโอสถ พวกเขาต้องกลายเป็หมาเป็แมวด้วยหรือเนี่ย?