บทที่ สาม
ความปวดแล่นลิ่วทั่วกายทันทีที่ลู่อิงิฟื้นตัวความรู้สึกรวดร้าวที่ไม่ได้รู้สึกมาแสนนาน จะลืมตาก็เหมือนเป็เื่ที่ยากลำบากขยับตัวยิ่งไม่ต้องคิดถึงเลย ทำได้แค่นอนนิ่งๆ เท่านั้น
‘นี่ข้าตายแล้วหรือยัง? ’ ยังอยู่ร่างเดิมหรือมาเกิดใหม่เป็ใครสักคนเสียแล้วผ่านมานับร้อยปีแล้วแทบลืมสิ้นว่าตัวเองมาเป็เซียนเช่นนี้ได้อย่างไรและความจริงที่นี่ไม่ใช่โลกของนางด้วยซ้ำ
‘ที่นี่คือโลกในนิยายที่นางเคยอ่าน’ วันเวลาหมุนผ่านจนไม่คิดถึงบัดนี้อยู่ๆ ก็เริ่มคิดถึงตอนนั้นอีกครั้งเสียแล้ว
เกือบร้อยปีที่แล้วเวลานั้นนางเป็มนุษย์คนหนึ่งในโลกแห่งดิจิตอลมีอินเทอร์เน็ตมีโทรศัพท์มือถือและติดนิยายอยู่เื่หนึ่งเพราะนิยายเื่นั้นเป็เื่ที่นักแสดงคนโปรดกำลังจะรับบทนำและเห็นว่านิยายเื่นี้ดังเป็อย่างมากนางจึงซื้อเื่ ‘บัลลังก์ราชันมาร’มาอ่าน
นิยายเป็เื่ของจอมมารหนึ่งตนที่คิดจะครองทั้งสามภพฝึกวิชาแก่กล้าพลังมหาศาลแต่เสียอยู่อย่างคือนางอ่านไม่จบเพราะเนื้อเื่ที่ยาวเหยียดและรู้สึกพระเอกจะครองโลกหรือครองตำหนักในที่ใหญ่ที่สุดกันแน่ไปที่ไหนก็ได้หญิงสาวมาตระกองกอด ความจริงก็รู้ว่าหล่อเหลาแต่ก็ชักจะมากเกินไปทำให้พลังในการอ่านเริ่มถดถอยแต่ก็ฝืนอ่านเพราะ‘หยางเฉินอี้เฟิง’ นักแสดงที่ชอบจะแสดงถึงอย่างนั้นก็ทำเอานางอดหลับอดนอนอ่านอยู่ดีพอเช้าอีกวันเลยตื่นสายต้องรีบวิ่งไปทำงานแต่ก็ไปไม่ถึงเหมือนตอนนั้นจะหน้ามืดกลางทางเสียก่อน
แต่พอลืมตามาก็อาการคล้ายเวลานี้เหลือเกินปวดเนื้อตัว ร่างกายมีแผลทั่วและอดยากเพราะนางมาเข้าร่างคนรับใช้ผู้โชคร้ายของนายท่านผู้โเี้ตอนนั้นนางไม่รู้ตัวซ้ำว่าที่นี่คือถือไหนแต่พอจะปะติดปะต่อได้จากชื่อเมืองว่านางหลุดเข้ามายุคโบราณที่ไหนสักที่ กลางวันถูกใช้งานอย่างหนักทั้งเฆี่ยนตีดุด่าอาหารก็ซาลาเปาแห้งๆ ไม่ทำงานก็ถูกจับขัง นางร้องไห้ทุกคืนตอนโลกเก่าก็ชีวิตไม่ได้สบาย โลกใหม่ก็ใช้ชีวิตเยี่ยงทาส
จะเกิดใหม่ทั้งทีก็ขออยู่สบายๆไม่ได้หรือ แต่แล้วคืนหนึ่งอยู่ๆ ก็มีน้ำที่ไหนไม่รู้หยดใส่กลางหน้าผาก คราแรกคิดว่าเพดานรั่วแต่แผลตามตัวอาการเ็ปท้องที่เคยหิวก็ไม่รู้สึกทรมานอีกต่อไป ตัวค่อยๆเบาขึ้นแล้วนางก็ลอยขึ้นแดน์
ลู่อิงิกลายมาเป็เซียนอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่เพราะตำหนักโอสถทิพย์ทำน้ำค้าง์หก แล้วนางก็รับมันได้แต่อย่างไรก็ดีพอมาถึง์ก็ไร้การต้อนรับอยู่ดีเพราะไม่ได้มีการบำเพ็ญเพียรมาไร้ซึ่งบารมีครั้งนี้ทุกอย่างใหม่ไปหมดยังไม่ทันได้คุ้นเคยกับโลกมนุษย์ไม่รู้ว่าหลุดมาโลกไหนก็ต้องย้ายมาอยู่แดน์ดีที่ตอนนั้นได้นางฟ้าเซียนนามรุ่ยเซียงมาช่วยเหลือ
และก็เวลาเดียวกันที่นางก็เริ่มจะนึกออกว่าที่นี่คือนิยายที่เคยอ่านนี่เองจากชื่อแคว้นบนโลกมนุษย์และเทพเซียนหลายคนที่ปรากฏตัวในนิยายอย่างรุ่ยเซียงแน่นอนความงามความอ่อนโยนของนางฟ้าผู้นี้ถูกตาต้องใจพระเอกอยู่แล้วเสียแต่ว่านางไม่ใช่คนเดียวของเขาก็พระเอกเก็บแแต้มั้แ่นางฟ้าบน์สาวงามโลกมนุษย์ นางมารยั่วสวาท
คิดมาถึงตรงนี้นางก็ขอไม่ยุ่งเกี่ยวลู่อิงิเป็เซียนไร้พลังไม่ใช่ศัตรูเขาอยู่แล้วความงามก็ไม่โดดเด่นแม้ตัวประกอบในนิยายนางยังไม่ใช่ ขออยู่สบายๆที่สวนสระกินนอนชมดอกไม้ไปวันๆ สถานที่ชายขอบสุดเขต์ไม่มีใครมายุ่งเกี่ยวสถานที่ยังไม่มีชื่อเรียกของตัวเองที่เรียกสวนสระเพราะมีสวนพืชและสระบัวแค่นั้นช่างเหมาะกับคนชายขอบเช่นนางเสียจริง
จากนั้นลู่อิงิก็ตั้งมั่นแล้วว่าจากนี้ขอแค่ได้กินอิ่มนอนหลับ ที่เหลือ ‘เชิญไปแย่งชิงกันตามสบาย’ นางขอใช้ชีวิตเซียนให้สบายจากที่สมัยก่อนถูกทุบตีจากนายท่านโเี้หรือเป็พนักงานออฟฟิศถูกสั่งงานเป็โถระบาย
แล้วตามที่ตั้งปณิธานไว้ก็เหมือนจะดีเยี่ยมนางไม่รู้เื่อะไรเลยเกือบร้อยกว่าปี บัดนี้พระเอกอย่าง ‘สวีจ้าวหรง’เป็อย่างไรบ้าง เขาใกล้ได้ครองสามโลกหรือยัง อยู่แต่สวนสระไม่รู้เื่ภายนอก
ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ใช่เื่ของนางอยู่ดีสนเื่ตอนนี้เถอะที่ร่างกายสาหัสเช่นนี้ถ้ายังอยู่ในร่างเซียนพลังปราณน่าจะพอคืนมาบางแล้วลู่อิงิพยายามโคจรพลังให้ไหลเวียนทั่วร่างเพื่อรักษาอาการภายในถูกพิษทำร้าย
“อือ” ดีขึ้นหน่อย ดูเหมือนจะไม่ตายจากรังแมงมุมว่าแต่ตอนนั้นรอดมาได้อย่างไรนะ รู้สึกเหมือนมีคนมาช่วยเอาไว้
“นายท่านฟื้นแล้วหรือขอรับ” เสียงคุ้นๆลู่อิงิพยายามลืมตาที่พอจะขยับได้บ้างขึ้นจึงเห็นเสี่ยวเอ้อร์ที่พึ่งเจอเมื่อวานยืนอยู่ใกล้ๆเตียง
“อืมนี่ข้า..มาอยู่” กว่าจะเค้นได้แต่ละคำ เหนื่อยเอาเื่ทีเดียวดีที่เสี่ยวเอ้อร์ผู้นี่เข้าใจความหมายดีไม่ต้องรอในนางพูดจบ
“มีคุณชายอีกคนมาส่งท่านไว้ขอรับ ให้เงินมาหลายตำลึงเลยบอกให้ข้าเตรียมห้องพักหาหมอมาดูแลท่าน” อ่า..เช่นนี้นี่เองคงเป็คนนั้นว่าแต่เขาเป็ใครกันละ ไปโผล่อยู่กลางดงแมงมุมเวลากลางคืนได้อย่างไร
“เขา..อยู่ไหน?”
“ข้าน้อยก็ไม่ทราบเช่นกันคุณชาย เขาให้เงินแล้วก็หายไปเลย”
“อือ..” ลู่อิงิพยักหน้าน้อยๆ ว่ารับรู้แล้ว จากนั้นก็ทำท่าจะหลับอีกรอบเสี่ยวเอ้อร์ที่เห็นนายท่าน้าจะพักผ่อนก็กล่าวลาแล้วปล่อยให้นางนอนพักต่อไป
ขณะที่คนบนเตียงพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูร่างกายหน้าต่างไม้ก็แง้มเปิดออก แล้วอยู่ๆ ก็มีร่างสูงอาภรณ์ดำสนิทก็ปรากฏกายในห้องย่างก้าวเงียบเชียบเดินเข้ามาหยุดที่ขอบเตียง ทั้งนั่งลงเบาๆเพื่อไม่ให้ร่างเล็กตื่นจากนิทรามือหนายกขึ้นปัดเส้นผมยาวสลวยที่บดบังใบหน้าขาวใสให้ไปไว้หลังใบหู แล้วมองอยู่นิ่งๆเช่นนั้นจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแสงอ่อนยามเช้าเริ่มส่องเข้ามาในห้องทางหน้าต่างที่เปิดอยู่เขาถึงลุกขึ้นแล้วเร้นกายหายไปเหมือนไม่เคยมีตัวตนอยู่ในห้อง
ลู่อิงิใช้เวลาเกือบสองวันกว่าจะกลับมาเป็ปกติได้แต่สำหรับการโดนพิษร้ายแรงเช่นนั้นหากไม่มีพลังทิพย์ก็ไม่มีทางลุกมาเดินได้เช่นนี้แน่หากคงถูกฝังไม่ก็กำลังถูกสัตว์แทะกินไปแล้วจะเหลือก็แต่สงสัยว่าใครช่วยนางไว้เท่านั้น
เมื่อหายดีวันนี้คงต้องเดินทางต่อเสียเวลาไปหลายวันไม่ได้อะไรสักอย่างดีที่นางเก็บแก้วผลึกไว้ในถุงหอมไม่ใช่ถุงเงินที่โดนกระชากไปเพราะไม่เช่นนั้นคงเื่ใหญ่ได้ต้องตามหาโจรลอกคราบพวกนั้นเสียเวลาเพิ่มเข้าไปอีก
เซียนน้อยออกจากโรงเตี๊ยมก็ซื้อม้ามาเพิ่มหนึ่งตัวซึ่งก่อนหน้านี้นางได้ถามทางไปหัวเมืองถงเซี่ยจากชาวบ้านแล้วพวกโจรไม่รู้ว่าโกหกหรือไม่ อย่างไรนางขอลองไปดูตามข่าวเสียหน่อย ถ้าเจอก็ดีไม่เจอก็เริ่มกันใหม่แต่ที่ต้องเดินทางโดยม้านั้นก็เพราะว่านางขอเก็บพลังทิพย์ไว้ใช่่ฉุกเฉินดีกว่าไม่กล้าใช้พร่ำเพรื่ออีกต่อไป
ส่วนเื่คนที่ช่วยเหลือนางไว้ถ้าสักวันได้เจอกันก็ให้เป็โชคชะตานางจะได้กล่าวขอบคุณเขาด้วยตัวเอง
ลู่อิงิควบม้าไปตามเส้นทางเปิดโล่งไม่กล้าเฉียดเข้าใกล้ป่าอีก ใช้เวลาเกือบสองชั่วยามก็มาถึงหัวเมืองถงเซี่ยเมืองนี้เป็เมืองใหญ่เป็หัวเมืองตอนใต้ของแคว้นย่อมคึกคัก ทั้งการค้า ร้านรวงผู้คนต่างก็หนาแน่น นางจึงทำแบบครั้งก่อนเดินเข้าโรงเตี๊ยมสอบถามจากเสี่ยวเอ้อร์ของร้าน
“ดาวตกหรือขอรับ มีตกห่างนอกเมืองไปหน่อย เห็นว่าแถวๆ วัดหนิงเหอแต่ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจริงหรือไม่”เสี่ยวเอ้อร์เล่าข่าวที่ได้ยินมาให้เซียนน้อยฟัง
“เช่นนั้นมีคนเจอเศษดาวไปแล้วหรือ”ถ้ารู้ถึงขนาดว่าตกที่ไหนน่าจะมีคนเจอไปแล้ว และเศษดาวย่อมเป็เครื่องรางมงคลตามความเชื่อผู้ที่เก็บได้จะได้พบสิ่งดีนำพาความสำเร็จมาให้
“ข้าน้อยไม่ทราบเลยขอรับ” ผู้น้อยส่ายหน้าเขาก็แค่เสี่ยวเอ้อร์ทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่มีเวลาไปเก็บดาวกับใครๆหรอกไม่แปลกที่จะไม่รู้
“ไม่เป็ไรๆ ขอบใจมาก งั้นข้าพักที่นี่” คืนนี้พักที่นี่คงดีที่สุดไปเมืองอื่นไม่ทันแล้วแต่ก่อนอื่นต้องแวะไปดูที่เกิดเหตุเสียหน่อย ‘วัดหนิงเหอ’
ลู่อิงิมาถึงวัดหนิงเหอหลังจากนั้นไม่นานวัดนี้กลายเป็วัดร้างไปเสียแล้ว คงเพราะอยู่ใกล้กับแม่น้ำเกินไปน้ำคงท่วมบ่อยผู้ถือศีลคงทิ้งวัดไปที่อื่นกันหมด ดูจากคราบตะไคร่ที่เกาะอยู่รอบฐานวัดนี่คงไม่มีใครดูแลมานานแล้ว
ไม่มีใครก็ดีจะได้ค้นหาง่ายๆ นางหยิบแก้วผลึกขึ้นมาแปลงกายกลับเป็เซียนแล้วเหาะไปทั่วบริเวณเพื่อตรวจสอบแต่จนแล้วจนรอดแก้วผลึกก็ไม่ส่องแสงแม้สักนิด จึงต้องกลับลงมาที่พื้นดั่งเดิม
ขณะนั้นก็มีเสียงะโดังลั่นห่างออกไป“เข้าไปดูในวัด”เสียงบุรุษวัยฉกรรจ์คนหนึ่งหันมาสั่งคนที่เป็ลูกน้องอีกสองคนดังขึ้นหน้าวัดขณะที่นางกำลังเดินทางกลับเข้าเมือง เรียกความสนใจให้หันไปมองวัดเก่าโทรมขนาดนี้ไม่น่าจะมีคนมากราบไหว้แล้วนะลู่อิงิคิดแล้วพวกนี้มาทำไมกัน?
“ไม่เจอเลยขอรับลูกพี่”
“งั้นก็อยู่รอบๆ วัดนี่แหละ ขาเจ็บแบบนั้นหนีไปไม่ไกลหรอก” ชักจะยังไงๆแล้ว เหมือนล่าอะไรกันอยู่สักอย่างแต่ก็ไม่น่าใช้สัตว์เพราะยังไม่เข้าเขตป่าด้วยซ้ำ เห็นทีจะล่าคนด้วยกันเองขนาดขาเจ็บยังต้องหนีการตามล่างั้นหรือ
ลู่อิงิใช้พลังตาทิพย์ส่องหาคนที่อาจจะซ่อนตัวอยู่ถ้าเป็จับโจรก็จะช่วยหา แต่ถ้าไม่ใช่ก็คงจะช่วยซ่อนหลังใช้พลังส่องดูนอกจากบุรุษร่างใหญ่ทั้งสามก็มีอีกหนึ่งชีวิตซ่อนอยู่ในพุ่มไม้ขนาดตัวเล็กเกินจะเป็ผู้ใหญ่ นี่ตามล่าเด็กกันอยู่นี่!
“ทางนี้มีรอยเท้าลูกพี่ หายไปที่พุ่มไม้”ไม่ทันเสียแล้วพวกมันตามเจอก่อนที่นางจะพาซ่อนเมื่อถูกเปิดที่ซ่อนเด็กชายคนหนึ่งก็ะโออกจากพุ่มไม้เตรียมจะวิ่งหนีแต่ที่ข้อเท้านั้นบวมเหมือนถูกตีมาก่อน วิ่งไม่กี่ก้าวก็ล้มลง
“จับไว้” เสียงดังของคนที่เป็ลูกพี่ของกลุ่มชี้สั่งสมุน ชายทั้งสองวิ่งตรงเข้าไปจับเด็กชายเอาไว้ดึงชายเสื้อลากกลับไปหาผู้เป็หัวหน้า
“คิดจะหนีงั้นหรือ ทั้งขโมยทั้งทำข้าวของเสียหายทำงานชดใช้เป็ปีก็ไม่หมดหรอก” ไม่รู้โกรธแค้นอะไรกันมากมายถึงต้องตวาดเสียงดังทั้งจะลงไม้ลงมือเฆี่ยนตีเด็กชายไร้ทางสู้ตัวก็แค่นั้นโดนทารุณเกินไปแล้ว
ลู่อิงิทนไม่ได้วิ่งเข้าไปหยุดมือที่เตรียมจะฟาดแส้ลงไปที่ร่างผอมแห้งของเด็กหนุ่มนางดึงข้อมือของชายฉกรรจ์นั้นเอาไว้นิ่งแม้เขาจะสูงกว่ากำยำกว่าก็ขยับไม่ได้
“ยั้งมือด้วย” เซียนน้อยเอื้อนเอ่ยเสียงนุ่ม ไม่ได้จะหาเื่กันอีกฝ่ายที่ถูกดึงมือไว้ก็หันกลับมาเตรียมจะโวยวายแต่พอเห็นใบหน้าและการแต่งกายก็หยุดชะงักชุดสีขาวตัวยาวเนื้อผ้าดีปักลายไผ่เขียวและสายคาดเอวเป็ผ้าไหมเขียวแทรกไหมเงินดูสะอาดสะอ้านทั้งผิวขาวเนียนไม่หยาบกร้านเช่นพวกเขาที่ใช้แรงงานผมยาวตรงมัดเก็บอย่างเรียบร้อยไหนจะเครื่องประดับอีก และดูท่าจะมีวรยุทธทั้งที่ตัวบางขนาดนี้ยังรับมือคนตัวใหญ่กว่าสบายๆนี่คุณชายบ้านไหนกัน เกิดไปมีเื่ด้วยจะเป็การแส่หาเื่เข้าตัวอีก
“คุณชาย พวกข้าสั่งสอนเด็กรับใช้แหกคอกโปรดเข้าใจ”
“ตีจนขาบวมเช่นนี้ ข้าว่าก็พอแล้วล่ะมั้ง” นางเหลือบมองเด็กชายตัวน้อยจากที่คาดคะเนด้วยสายตาน่าจะอายุราวๆ เก้าหรือสิบปีแต่ไม่รู้เพราะเป็ภาวะอดยากไหมตัวอาจจะเล็กกว่าปกติ
“มันขโมยสมควรโดนลงโทษ”ชายร่างสูงใหญ่อย่างคนแรงเยอะเมื่อถูกปล่อยมือก็ไม่อยากเสียหน้าที่โดนห้ามไว้จึงเดินย่างสามขุมไปที่เด็กชายคว้าเอาคอเสื้อแต่เด็กชายอีกด้านที่รู้ว่ามีคนมาช่วยจึงสะบัดตัวอย่างแรงจนเสื้อแทบหลุดขาดวิ่งสุดชีวิตถึงขาเจ็บก็ต้องอดทน วิ่งมาเกาะเอวคุณชายน้อยที่อาจจะช่วยชีวิตตนเอง
“คุณชายช่วยข้าด้วย ข้าไม่ได้ขโมย พวกเขาใช้งานข้าแต่ไม่ให้กินข้าหิวเลย..หยิบมากิน” เสียงเด็กหนุ่มแหบพร่าแรงจะพูดยังเหนื่อยอ่อน นางเห็นแล้วทนต่อไปไม่ได้คิดถึงตัวเองที่มาโลกนี่ใหม่ๆ ชีวิตลำบากยากเข็ญโดนทุบตีกินแต่ของค้างๆ ใกล้เสีย
“เด็กคนนี้ข้าขอไว้ พวกท่าน้าอะไรแลกเปลี่ยนก็กล่าวมา”
“สิบตำลึงทอง” สิบตำลึงทอง! นี่มันมากไปแล้วกับแรงงานเด็กชายแต่พอมาคิดอีกที นี่ไม่ใช่ซื้อแรงงานแต่เป็การซื้อชีวิตเด็กคนนี้ถ้ายังเป็ทาสรับใช้อยู่ไม่มีทางพ้นวัยเด็ก ต้องสิ้นชีวิตก่อนแน่สิบตำลึงทองก็ได้นางไม่เดือดร้อนเื่เงินอยู่แล้วแค่ต้องเสียพลังปราณเซียนมากหน่อยเพราะแร่ทองนั้นสูญพลังหนักกว่าถึงอย่างนั้นจะให้เสกออกมาจากถุงเงินเลยดูจะเป็ไปไม่ได้
“รบกวนไปรับที่โรงเตี๊ยมในเมืองกับข้า”
ชายฉกรรจ์ทั้งสามตกตะลึงที่อยู่ๆเงินจำนวนมากก็มาถึงมือไม่คิดว่าคุณชายคนนี้จะใจใหญ่ยอมเสียเงินขนาดนั้นก็สิบตำลึงทองมันมหาศาลแค่ไหนทั้งชาตินี้ไม่คิดว่าจะได้จับจริงๆ ถึงเด็กจะเป็แรงงานของที่ร้านแต่ถ้าหายไปแล้วบอกว่าตายก็ไม่มีใครสนแล้วเงินทั้งหมดก็จะเป็ของพวกเขาเหมือนได้เปล่าๆ
ลู่อิงิเดินทางกลับมาถึงโรงเตี๊ยมก็นำเงินมาให้ชายทั้งสามแลกกับเด็กชายหน้าตาละโมบของทั้งสามปิดไม่มิดนางเห็นแล้วก็ขัดใจ รู้สึกว่าทั้งสามไม่ควรได้สิ่งนี้ขายชีวิตคนแลกเงิน ดีที่ยังมีวิธีแก้เผ็ดคืน
“ขอบคุณคุณชาย ข้าไม่กวนท่านแล้ว”
“ดูแลเงินของพวกเ้าให้ดี” นางเตือนก่อนมองทั้งสามเดินจากไป
ด้านเด็กชายที่ได้รับการช่วยเหลือตอนนี้ก็ยังเกาะเอวนางมาั้แ่หน้าวัดก็ยังไม่ยอมห่าง แม้จะนั่งม้ากลับเข้าเมืองเข้าโรงเตี๊ยมมาหยิบเงิน ตอนนี้เขาก็ยังจับชายเสื้อนางไว้ตลอด
“ลำบากคุณชาย ข้าไม่ได้มีค่าถึงสิบตำลึงทอง” เด็กน้อยเอ่ยทั้งน้ำตาแต่นางเข้าใจดีที่เขาจะคิดเช่นนั้นที่มองตนเองไม่มีค่าแต่ถ้าไม่จ่ายเงินตนเองก็คงไม่รอด
“ไม่หรอก ชีวิตคนประเมินค่าไม่ได้ แต่พวกเขาต่างหากไม่สมควรได้เงินนั้นไป”
“คุณชายจะไปชิงเงินนั้นคืนหรือไม่” นางแย้มยิ้มออกมาทั้งหัวเราะน้อยๆกับคำพูดของเขา เด็กชายก็มองมาด้วยสายตาไม่เข้าใจว่ามีเื่อะไรน่าขันกัน
“ไม่ต้องชิงคืนหรอก” เพราะเงินนั้นนางเสกขึ้นมาถ้าจะให้หายไปย่อมง่ายเช่นกัน อาจจะวันสองวันเงินทั้งสิบตำลึงทองที่เก็บอย่างดีเท่าไรต่อให้เก็บใส่หีบแล้วฝังไว้ใต้ดินมันก็จะหายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่นางก็ใช้วิธีนี้กับเงินที่พวกโจรลอกคราบทำกับนางที่ดงแมงมุมเช่นกัน
เมื่อจบเื่กับพวกอันธพาลแล้วลู่อิงิก็กลับมาสนใจเด็กข้างกายมองสำรวจเด็กน้อยั้แ่หัวจรดเท้า ทั้งตัวมอมแมมไม่ว่าจะเนื้อตัวและเสื้อผ้าชุดผ้าเนื้อหยาบบางจุดก็ขาด บ้างมีรอยไหม้และยังมองไม่ออกว่าเคยเป็ชุดสีอะไรมาก่อนเก่าจนเหมือนนุ่งเศษผ้าที่สำคัญก็คือแผลจากการถูกเฆี่ยนและข้อเท้าบวมเป่งคงต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วหายามารักษา
เื่พวกนี้ให้เสี่ยวเอ้อร์จัดหาไม่นานก็ได้มาหมดทั้งชุดและยาแต่ก่อนอื่นเลยคือต้องอาบน้ำ สางผมเสียก่อน
“เด็กน้อยเ้าชื่ออะไรหรือ” พาเข้าเมืองมาก็นานสองนานแต่ไม่ได้ถามชื่อแซ่กัน
“เรียกเสี่ยวหรงก็ได้ขอรับคุณชาย” เด็กน้อยตอบยิ้มแย้มก่อนจะถามกลับบ้าง“แล้วข้า เออ ต้องเรียกคุณชายว่าอย่างดี” จะเอ่ยถามชื่อตรงๆ ก็ไม่กล้าสินะกลัวนางจะดุหรือ?
“งั้นเ้าเรียกข้าว่าิเกอถือว่าข้าเป็พี่ชายเ้าแล้วกัน”ทันทีที่ลู่อิงิเอ่ยจบตาใสแวววับของเด็กหนุ่มก็รื้นคล้ายจะร้องไห้อีกเขาเลยหนีลงถังน้ำที่เติมเต็มน้ำเอาไว้ก่อนหน้าเพราะกลัวจะร้องไห้ให้คนอื่นเห็นแต่แผลทั้งตัวเขาเลยต้องะโโหยงด้วยอาการแสบตามหลัง
“โอ๊ย แสบ” นางเห็นแล้วก็ขำน้อยๆ ก่อนจะไปช่วยเช็ดตัวให้เด็กน้อย
หลังอาบน้ำแปรงผมเสร็จเรียบร้อยนางก็ต้องมาสำรวจใหม่ใบหน้าของเสี่ยวหรงจัดได้ว่างดงามอยู่มากทีเดียว ถึงจะเป็เด็กก็ตามทีเมื่อเติบใหญ่คงรูปงามชนิดที่สตรีทั้งหลายเห็นแล้วอ่อนระทวย ผิวพรรณจริงๆก็ขาวใสถ้าไม่มีรอยแผลคงจะไม่ต่างจากคุณชายน้อยบ้านเศรษฐีหรือพวกเชื้อพระวงศ์เลยทีเดียวเหมือนนางเจอของที่ตกพื้นคลุกฝุ่นจนคล้ายหินพอเอามาทำความสะอาดถึงรู้ว่าเป็หยกงาม
“เสี่ยวหรงเ้าทานก่อนได้เลยนะ ทั้งหมดนี่เป็ของเ้า”ลู่อิงิหมายถึงอาหารมากมายที่เสี่ยวเอ้อร์นำเข้ามาในห้อง มีตั้งห้าหกอย่างต้องบำรุงกันเสียหน่อยเสี่ยวหรงจะได้ไม่ผอมแห้งเช่นตอนนี้
“ฮื้ออ ิเกอดีกับข้าเหลือเกิน เสี่ยวหรงจะเป็ของท่านชั่วชีวิต”เด็กน้อยวิ่งเข้ามาหาลู่อิงิอย่างทุลักทุเลทั้งที่ขาก็เจ็บแท้ๆยังจะฝืนตัวเองกอดเอวซุกหน้าเข้าหาร่างบางของคุณชายผู้ช่วยชีวิตแล้วร้องไห้อย่างไม่อดกลั้นอีก
“ข้ารู้แล้วๆ” มือบางของเซียนน้อยกอดปลอบพร้อมลูบหลังไปด้วยนางตอบไปทั้งที่ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป ต้องเดินทางตามหาเศษเสี้ยวของแก้วผลึกคงมีอันตรายนานัปการไหนถ้าทำสำเร็จต้องกลับขึ้น์อีก จะเช่นไรไว้ถึงตอนนั้นค่อยคิดการได้ช่วยหนึ่งชีวิตนั้นสำคัญที่สุด
นางพาเด็กชายมากินข้าวปลาก่อนจะได้ไปพักผ่อนส่วนตนเองนั้นความจริงไม่ต้องดื่มกินก็อยู่ได้เพราะเป็เซียนแต่เพราะนางเป็เซียนปลอมๆ ไม่ได้มีบารมีความอยากตัดขาดจากเื่พื้นฐานมนุษย์นางยังทำไม่ได้ทั้งหมดเห็นอาหารหน้าตาน่าทานก็อดไม่ได้ที่จะลองลิ้มชิมรส
เมื่อจนอาหารพร่องลงไปเยอะพอควรลู่อิงิก็พาเด็กน้อยไปนอนแต่หัวค่ำเสี่ยวหรงตอนแรกก็ทำท่าจะไม่ยอมนอนเพราะเห็นคุณชายคนสำคัญต้องมาคอยนั่งเฝ้าจนนางต้องไปนอนด้วยถึงจะยอม
“ทีนี้ก็หลับได้แล้วนะเสี่ยวหรง” ลู่อิงิที่นอนอยู่ข้างๆเด็กชายลูบเส้นผมนิ่มของอีกฝ่ายหวังจะกล่อมให้เขาหลับแต่เด็กน้อยก็มุดตัวลงผ้าห่มแล้วขยับมากอดนางเอาไว้เสียก่อน
“ข้าขอกอดิเกอนอนนะขอรับ”
“อือ” นางรับคำของเด็กน้อยส่วนมากเด็กที่ไปเป็ทาสรับใช้ตามบ้านเศรษฐีหรือร้านค้าใหญ่ๆ มักจะกำพร้าบิดามารดาเสี่ยวหรงก็คงเช่นกัน เขาน่าจะอยากได้ความรักจากใครสักคนนางจึงอนุญาตให้คนตัวผอมบางกอดได้อย่างไม่คิดอะไร
“ิเกอตัวหอมนัก” ขณะใกล้จะหลับเด็กน้อยก็ละเมอออกมา นางรอจนเขาหลับสนิทถึงลุกขึ้นมาดูาแที่ขาเล็กของเสี่ยวหรง
“บวมขนาดนี้คงปวดมากสินะ” ลู่อิงิถอนหายใจขณะลูบที่แผลเบาๆจากนั้นถึงส่งพลังผ่านไปที่าแให้ช่วยรักษาจนอาการบวมลดลงไปมากพรุ่งนี้เช้าคงพอเดินได้เป็ปกติ จากนั้นนางก็ลงจากเตียงไม่ลืมที่จะกระชับผ้าห่มให้คลุมหน้าอกของเด็กน้อยแล้วแปลงกายกลับเป็เซียนสาวลอยออกนอกหน้าต่างไป
----------------------------------------------------------------------
เสี่ยวหรงน่ารักไหมคะทุกคน ทางนี้มันเขี้ยวมากค่ะ อยากจะแกล้งบีบแก้มที่สุด
เด็กคนนี้อ้อนไม่ไหวเลยจริงๆ ว่างั้นกันไหมคะ ^^