ผู้คนในตำหนักใหญ่ต่างพากันลุกยืนหันมองไปยังหน้าประตูตำหนักทันทีที่ได้ยินการมาถึงของตระกูลฟงผู้อวุโสตระกูลลู่ต่างพากันมีสีหน้างุนงงบ้างก็มีสีหน้าไม่พอใจเป็อย่างยิ่งบ้างถึงกลับถอยหายใจแรงเพราะว่าไม่แปลกอะไรเลยหากใช้สมองขบคิดซักเล็กน้อยก็จะมองออกว่าตระกูลฟงหยามหน้าพวกมันขนาดไหนไหนเลยจะมาช้าซึ่งคงเป็การจงใจอย่างแน่นอนแล้วที่ทำให้พวกมันรู้สึกไม่พอใจเป็อย่างยิ่งก็คือพวกมันที่มาช้าแล้วยังมีหน้ามากันเพียงสองคนใช่แล้วเพียงสองคนนี่มันเป็งานที่มีเกียรติของตระกูลลู่ไม่ใช่ว่าจะมีหลายครั้งมีเพียงครั้งเดียวจะมีอีกก็ต่อเมื่อแต่งตั้งผู้นำตระกูลคนใหม่อีกรอบตระกูลหนิงที่นับว่าอ่อนแอที่สุดในสามพรรคตระกูลใหญ่พวกมันยังมากันถึงห้าคนถึงจะดูไม่ใช่จำนวนมากมายแต่ก็ถือว่าทุ่มกำลังออกไปไม่น้อยแต่นี่ตระกูลฟงมันเป็ตระกูลอันดับหนึ่งกลับมาเพียงสองคน แล้วถ้าดูไม่ผิดบุรุษวัยกลางคนที่มากับนายน้อยฟงคงจะเป็เพียงคนขับรถที่พอมีฝีมืออยู่บ้างไม่ถึงกับเป็ผู้อวุโส
นายน้อยฟงกางแขนออกด้านข้างพลางเอ่ยเสียงดังหนักแน่น“ฮ่าฮ่าฮ่า ดูซิว่าผู้ใดมา ข้าไงหละนายน้อยแห่งตระกูลฟงฟงซวนเว่ย บังอาจไม่มาต้อนรับเรานายน้อยฟงหน้าทางเข้าตระกูลถึงกลับให้เราหาทางมาเองหากเื่นี้ถึงหูท่านบิดาเกรงว่าคงจะเป็ปัญหาแต่พวกท่านตระกูลลู่ทั้งหลายอย่าได้กังวลลู่ซุนเกอผู้นี้นำทางเรามาเรานับมันเป็สหายเช่นนั้นเราจะไม่เอาความอันใดพวกท่านก็อย่าได้ลืมบุคุณมันเสียหละ”
ตระกูลมาช้าอย่างที่สุดแล้วยังมาเพียงสองคนแต่วาจาที่มันเอ่ยออกมากลับไม่ใช่คำเอ่ยแก้ตัวหรือคำขอโทษแต่มันกลับขู่ที่จะเอาเื่เอาราว แต่ว่าไม่มีผู้ใดกล้าที่จะเอ่ยขัดเลยแม้แต่น้อยได้แต่ขบฟันกำหมัดแน่นแต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้แล้วยังต้องก้มหัวยอมรับว่าตนเป็ฝ่ายผิดอีกต่างหากนี่ก็เพราะว่ามันไม่อาจตอแยตระกูลฟงได้เด็ดขาด
ผู้อวุโสตระกูลลู่ผู้หนึ่งคิดจะเอ่ยปากแต่ก็ถูกลู่เทียนฉีเอามือขวางท่าทางห้ามไว้ลู่เทียนฉีรู้ไม่ว่าใครต่างก็รู้ว่าตระกูลฟงมันจงใจปั่นประสาทหากเผลอลงมือกับมันก็ไม่ต่างจากได้เป็ศัตรูกับตระกูลฟงอย่างเป็ทางการ
ลู่เทียนฉีเอ่ยเสียงปกติ “ตระกูลลู่ข้าขออภัยเชิญพวกท่านมาพบปะกันก่อนเป็อย่างไร” ท่าทีของลู่เทียนฉีนี่สงบแต่ในใจมันก็ไม่ได้ต่างไปจากผู้อวุโสท่านอื่นมันก็ต่างรู้สึกไม่พอใจอยู่ไม่น้อยแต่มันก็ต้องเก็บเอาไว้ข้างในแล้วต้องคอยเตือนเหล่าผู้อวุโส ทั้งหมดนี้ก็เพื่อคนในตระกูล
ฟงซวนเว่ยไม่ได้เดินไปตามที่ลู่เทียนฉีเชิญมันมันเพียงสะบัดมืออย่างเรียบง่ายสองครั้งบุรุษที่มากับมันก็เดินไปทางลู่เทียนฉี ฟงซวนเว่ยมันไม่คิดที่จะไปคุยกับใครทั้งนั้นเพียงมาถึงก็จะหนีไปซะแล้วมันไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้นแม้กระทั่งผู้นำตระกูลอย่างลู่เทียนฉี
ทันทีที่เห็นท่าทีของฟงซวนเว่ยพวกมันก็ต่างแสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็ไม่มีใครที่จะกล้าเอ่ยอะไรแม้แต่ครึ่งคำแสดงให้เห็นถึงว่าพรรคตระกูลฟงนั้นเป็ตัวตนเช่นไรเหล่าผู้คนนอกตำหนักก็ต่างพากันเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดพวกมันต่างก็มีความรู้สึกเวทนาตระกูลลู่ตอนนี้อยู่ไม่น้อย
แต่กลับมีคนผู้หนึ่งที่เพียงเพิ่งจะสติแตกไปได้ไม่นานเมื่อมันมาเจอเหตุการณ์เช่นนี้ไหนเลยจะทนไหวปรากฏเสียงโพล่งวาจาแดกดันหนักแน่น
ผู้อวุโสหก “บัดซบ!!” ได้โพล่งระบายออกไปมันเหมือนกับว่าได้ยกขุนเขาร้อยจั้งออกจากอกแต่เมื่อมันรู้สึกตัวว่ามันทำเื่ไม่ควรออกไป ตอนนี้มันก็ไม่ต่างมีขุนเขาอันใหม่ขนาดพันจั้งโถมทับมันมันมีสีหน้ากระวนกระวายหันหน้าไปทางลู่เทียนฉีคิดให้อีกฝ่ายแก้ความให้มันท่าทีมันตอนนี้ไม่เหลือท่าทีของผู้อวุโส
ลู่เทียนฉีก็ไม่อาจทำอะไรได้ทำได้เพียงรอดูท่าทีของตระกูลฟง
ฟงซวนเว่ย “ข้าใจกว้างดั่งมหาสมุทร เอาเป็ว่าเมื่อครู่ข้าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นคราวนี้จะรีบตอบคำถามที่ข้าถามไปได้หรือยัง” มันเหมือนจะรีบไปจากตรงนี้ให้ไวที่สุดหรือไม่ก็แค่อาจจะคร้านที่จะเอาเื่เอาราว
หลังจากลู่ซุนเกอไปเดินถามคนหน้าตำหนักใหญ่มากมาย คนหน้าตำหนักผู้หนึ่งรีบวิ่งไปหาฟงซวนเว่ย “ข้าเห็นนายน้อยลู่วิ่งไปทางนั้นพร้อมกับอีกสองคน”มันชี้นิ้วไปทางหนึ่งนั่นตรงกับทางไปบ้านสวนดอกไม้
เมื่อได้ยินฟงซวนเว่ยก็เดินออกจากตำหนักใหญ่ทันทีไม่แม้แต่จะกล่าววาจาต่อซักครึ่งคำ
คนในตำหนักใหญ่ก็ต่างพากันถอนหายใจโล่งอก
ณ ระหว่างทางเดินไปบ้านสวนดอกไม้
หนิงกวงซืออยู่ฝั่งซ้ายมู่ไฉซูอยู่ทางขวา ลู่เฟยอยู่บนหลังมู่ไฉซู
ลู่เฟยวางคางเหน็กไปที่ไหล่ซ้ายของมู่ไฉซูพลางเอ่ย“พี่หญิง ตัวข้าหนักหรือไม่?” ลู่เฟยอยู่บนหลังมู่ไฉซูมาซักพักแล้ว
มู่ไฉซู “จะให้ข้าตอบแบบที่ท่าน้าหรือจะให้ตอบความจริงดีหละ อิ๊อิ๊” นางดูเหมือนจะไม่ได้ลำบากอย่างที่ลูเฟยคิดดีไม่ดีนางคงหวังให้มันขี่หลังนางั้แ่แรกแล้ว
หนิงกวงซือระหว่างทางก็จ้องมองทั้งสองพูดคุยหยอกล้อกันมาตลอดมันอดไม่ได้ที่จะยิ้มแย้มออกมา
หนิงกวงซือเอ่ย “พวกท่านท่าทางจะหยอกล้อกันบ่อยครั้ง”
มูไฉซูยิ้มแย้มเอ่ย “ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิดเลย เป็น้องเฟยที่มักกลั่นแกล้งข้าอยู่ฝ่ายเดียวต่างหาก”
ลู่เฟยเอ่ยเสียงสูง “พี่หญิงใส่ร้ายข้าแล้วเป้นท่านที่มักกลั่นแกล้งผู้อื่นยามนอนหลับ”
มู่ไฉซูรีบแก้ตัวทันควัน“นายน้อยหนิงอย่าไปเชื่อวาจาไร้แก่นสารนี่เด็ดขาดเื่ที่ว่าเป็น้องเฟยวางแผนไว้ทั้งหมด”
≖‿≖ ลู่เฟยมุมปากยกยิ้มตาหลี่“มันก็เป็แผนของข้าจริงอย่างที่ท่านว่าแต่ท่านก็ทำตามแผนที่ข้าวางไว้ไม่ใช่รึไงท่านถึงถูกข้าจับได้คาหนังคาเขา”
มู่ไฉซูหน้าแดง “มะมะมมไม่ใช่ซักหน่อย” นางสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง
ลู่เฟยยกคางของมันที่อยู่ไหล่ซ้ายย้ายไปเหน็กที่ไหล่ขวาแก้มของทั้งสองคนแนบติดกันทำให้มู่ไฉซูหน้าแดงแจ๋เอ่ยวาจาไม่ออกแม้ครึ่งคำนางทำเหมือนเดิมสะบัดหน้าไปท้างหนิงกวงซือก็คือทางซ้ายแต่ลู่เฟยก็ยังยกคางย้ายมาเหน็กที่ไหล่ซ้ายทำให้แก้มของทั้งสองแนบชิดกันอีกครั้ง มู่ไฉซูก็คิดว่าอาจจะบังเอิญนางก็เขิลอายยิ่งนางหันหน้าไปทางขวาอีกทีแต่ว่าลู่เฟยมันกลับทำเหมือนเดิมยกคางซ้ายไปวางที่ไหล่ขวาแก้มของทั้งสองก็แนบชิดกันอีกรอบ
ตุบบบ!!
ลู่เฟยก้นกระแทกพื้น“โอ้ย พี่หญิงท่านคิดจะทำอะไรเนี้ย”
มู่ไฉซู“ก็ปล่อยให้เ้าเดินเองไง เชอะ!” มู่ไฉซูเอ่ยจบก็หน้าแดงแจ๋เดินกระทืบเท้าเร่งนำหน้าคนทังสองไปไกล
ลู่เฟยลุกขึ้นปัดฝุ่นมองไปทางหนิงกวงซือก็พบว่ามันอมยิ้มกำลังใช้มือปิดปากกลั้นหัวเราะแต่มันก็เหมือนจะปิดไม่มิด
ลู่เฟยเอ่ย“เ้าขำอะไรกัน มันเป็แผน มันเป็แผน!!”
หนิงกวงซือ “อืมข้าเชื่อเ้ามันเป็แผน มันเป็.. ฮ่าฮ่าฮ๊าฮ่า... โทษทีๆ” มันมองหน้าลู่เฟยมันอมยิ้มพยายามกลั้นหัวเราะสุดขีด
ลู่เฟยเอ่ยน้ำเสียงปกติด้วยสีหน้าหนาทนเหมือนว่าเมื่อกี้มันไม่เห็นอะไรทั้งนั้น “เชื่อข้าก็ดีแล้ว ตามนางไปกัน”