ตอน 05
ใจสลาย
(ส่วนตอนท้าย)
สานิตย์บ่นตัดพ้อ “นี่ก็ห้าวันหกวันแล้ว ส่งไปถามหน่วยงานไหนของรัสเซียไม่มีใครตอบหรือให้ข้อมูลเลย ผมอยากติดต่อญาติสักคน อยากรู้สถานะตระกูลนี้ว่ามันยังไงกันแน่”
“เรียกญาติเพื่อจะพาลอริสกลับหรอครับ แต่... ลอริสน่าจะไม่อยากกลับประเทศนะครับ” เกริกไกรขอถามแม้ยังเกรงใจคนยศใหญ่
“ไม่ใช่...” สานิตย์ปฏิเสธก่อนชี้แจง “ผมตั้งใจอยากติดต่อญาติเพื่อถามไถ่สาเหตุ จะได้รู้กันไปเลยว่าพ่อแม่และน้องลอริสลี้ภัยทำไม และก็อาจรู้ด้วยว่าเกี่ยวโยงก่อการร้ายไหม อย่างน้อยก็ช่วยยืนยันอาชีพของทั้งสองพ่อแม่ว่าเป็ อะไรนะ... นักวิทยาศาสตร์ กับ... ครู ไม่ใช่พวกโยงก่อการร้ายทำผิดกฎหมาย”
“แต่น้อง... น้องเพิ่งครบสิบห้าเองนะครับ จะก่อการร้ายได้หรอครับ” วนัสเริ่มไม่มั่นใจความเห็นจากผู้บังคับบัญชา
“ผมไม่ได้มองแบบนั้นนะ ใจเย็น ๆ” สานิตย์ยกมือปรามก่อนอธิบายต่อ “น้องลอริสเป็คนที่จิตใจบริสุทธิ์ ผมเชื่ออย่างหนักแน่น ต่อให้พ่อแม่เป็ก่อการร้ายผมก็จะไม่ยอมให้หญิงสาวคนนี้กลับประเทศ ถ้าผมเห็นว่าญาติตระกูลนี้ไม่ปลอดภัยกับน้อง ผมไม่ส่งน้องไปตายเด็ดขาด มีเหตุผลเดียวที่ผมจะให้ส่งกลับ คือน้องขอเลือกกลับเอง แต่เราก็รู้ ๆ กันอยู่นี่ว่าน้องไม่้าจะกลับอีกแล้ว”
วนัสย้ำความตั้งใจของลูกพี่ โล่งอกที่ไม่ได้มองลอริสในแง่ร้าย
“ฉะนั้นพี่สานิตย์เลยจะให้สิทธิ์ลี้ภัยแก่น้อง”
“ถูกต้อง” น้ำเสียงสานิตย์หนักแน่นจริงจัง “คนทุกคนถ้าเกิดเหตุภัยคุกคามจากที่ใดย่อมใช้สิทธิ์ลี้ภัยได้ และน้องก็สมควรด้วย”
“ทางผมก็พยายามอยู่ครับ อยากแกะรอยจากคำพูดของคนสถานทูต พวกเขาเคยบอกว่าตระกูลนี้มีคนเก่าของเคจีบีหนุนอยู่ พยายามจะถามจากหน่วยงานทางการอื่น แต่ก็เงียบกริบ”
“เคจีบีคืออะไรหรอ วนัส” เกริกไกรขอซักข้อสงสัย
วนัสอธิบายกระชับ “เคจีบี ก็คือหน่วยงานความมั่นคงของสหภาพโซเวียตเดิม ถูกยุบองค์กรไปแล้ว่เป็รัสเซียใหม่เมื่อปีก่อน”
“น่าจะเป็พวกฝ่ายซ้าย ตระกูลนี้มีพวกฝักใฝ่ฝ่ายซ้ายหรือไงนะ” สานิตย์กล่าวร้อนรนปนสงสัย
“จะซ้ายหรือขวา เราเองก็คงไม่อยากสนนะ ขอแค่... น้องลอริสปลอดภัย และน้องต้องได้รับความคุ้มครอง”
“วนัสพูดถูกต้อง” เกริกไกรช่วยสนับสนุนเพื่อน
“แล้วเื่ที่พ่อแม่เดินทางคนละเที่ยวบินกับน้องล่ะ ผมล่ะงง วนัสสืบมาว่ามีการสับเปลี่ยนผู้โดยสาร” สานิตย์เริ่มถกปัญหาหนักอีกเื่
“ผมเองก็ไม่อาจล่วงรู้ชัด เป็ผลมาจากที่มอสโกเลยหรือเปล่า แต่น่าจะใช่ เพราะว่าที่อิสตันบูลตอนที่เขาส่งภาพถ่ายพ่อกับแม่มา เขาก็บอกว่า มากันแค่สองคนที่เป็ครอบครัวเปรีตินกับเปรีติน่า ไม่พบชื่อน้องลอริสในเที่ยวบินนั้น แต่ดันไปเจอกับเที่ยวบินย้อนสี่ชั่วโมงก่อน”
วนัสถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนก้มหน้าสลด พยายามเล่าต่อจากที่สันนิษฐาน
“ผมค่อนข้างแน่ใจครับ ต้องมีใครสักคนที่มีอำนาจสั่งให้สับเปลี่ยนผู้โดยสารั้แ่มอสโก อาจมีบุคคลสำคัญขอสับเปลี่ยน แต่ก็ไม่รู้สาเหตุแท้จริงว่าทำไมต้องทำแบบนี้ การสับเปลี่ยนก็คงมั่วมาก พ่อแม่กับลูกถูกจับแยกคนละลำ แล้วโอกาสจะเจอที่อิสตันบูลก็ควรจะมีบ้าง แต่พวกเขาก็ไม่ให้โอกาสเลย ไม่ให้ลอริสได้เจอพ่อแม่อีกเลย เที่ยวบินแม้มีการพักจอดมีการเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสาร แต่ก็เหมือนแยกกันจัดการเที่ยวใครเที่ยวมัน”
“แปลว่าน้องลอริสคงดวงแข็งน่ะสิ ถึงไม่ได้ไปเที่ยวบินมรณะเดียวกับพ่อแม่”
วนัสกล่าวเสียงเศร้า “ถึงเป็อย่างงั้นก็จบไม่สวย จบเศร้าอยู่ดีครับ”
“ใช่แล้ว จบอย่างเศร้า” สานิตย์ตอกย้ำบทสรุป
“ใช่แล้วครับ” เกริกไกรพยักหน้าแ่
“ลอริสจะได้รับอนุญาตผ่านเข้าเมืองแล้วสินะครับ” วนัสขอถามย้ำ
“ผมถามวนัส ถามตรง ๆ นะ” สานิตย์มองสบตาลูกน้อง น้ำเสียงอย่างคนเอาจริงเอาจัง “คุณมองลอริสเป็แบบไหน ถ้าเป็คุณ...”
วนัสหันไปมองหญิงสาวรัสเซียที่ยังสบตาอย่างคนซื่อ ก่อนหันมาสบมองแล้วฟังผู้บังคับบัญชาอีกครั้ง
“คนลักลอบเข้าเมืองมีตั้งมากมาย แรงงานผิดกฎหมายมีเยอะแยะ แต่ถ้านับพวกฝรั่งอย่างเดียว บางคน ผมย้ำว่าบางคนนะ เข้ามาไทยแล้วทำอะไร โน่น พัฒน์พงษ์เอย พัทยาเอย แล้วคุณคิดว่า น้องลอริส จะไปเป็แบบนั้นได้หรอ ในสภาพร่างกายบอบช้ำมีโรคประจำตัวถึงชีวิตซะขนาดนี้”
“ผม... ผมยังไงก็รับ ให้ผ่านเข้าเมืองครับ...” วนัสตอบ
“คุณนี่... สมแล้วที่ผมไว้วางใจ คุณก็คิดเหมือนผมนั่นแหละ”
คนยศใหญ่ควักอุปกรณ์บางอย่างจากกระเป๋าสะพายไหล่ วางลงบนโต๊ะแล้วหันไปสบมองเ้าของบ้าน ส่งเสียงเข้มแข็งออกปากสั่ง “เอาพาสปอร์ตมา คุณเกริกไกร”
ชายวัยสี่สิบที่รับดูแลหญิงสาวฝรั่งยังนั่งอึ้งตะลึง วนัสจึงสะกิดไหล่เรียกสติ อีกมือพลางชี้ยังกระเป๋าหนังสีน้ำตาล เกริกไกรเอื้อมหยิบมาใกล้ตัวแล้วปลดสายเข็มขัดเปิดออก
ทั้งเอกสารในซองใสและห่อถุงใส่ชุดขาวล้วนเป็ของลอริส เกริกไกรรู้ดีแก่ใจว่ากระเป๋าย่อมมีเ้าของ จึงยกมาวางใกล้หญิงสาวฝรั่งดั่งอยากให้เกียรติ
หยิบซองใสออกมาแล้วเลือกเล่มพาสปอร์ตส่งให้สานิตย์ ฝ่ายรับพยักหน้าพลางบอก “เดี๋ยวผมจัดการให้”
เมื่อเล่มพาสปอร์ตอยู่ในมือคนยศใหญ่ วางมันลงแล้วเปิดหน้าว่างที่รอปั๊ม ถาดหมึกเปิดรอพร้อมอนุมัติ ชั่วครู่กลับชะงักมือเมื่อจะหยิบตรายางสำคัญ
“เดี๋ยวก่อนนะ... ผมสงสัย” สานิตย์สบตาวนัสและเกริกไกร สีหน้าดูจริงจังกว่าเคยเป็ “ทำไม... พ่อแม่พาน้องลอริสลี้ภัยมาที่ไทย ประเทศอื่นใกล้กว่าสะดวกกว่าก็มีตั้งมากมาย ทำไมเขาเลือกที่นี่ล่ะ”
วนัสก้มหน้าตอบพลางครุ่นคิด “ผมว่า... ต้องเล่าจากเื่แลกเงินของน้องลอริสน่ะครับ”
“มีอะไรที่ผมไม่รู้เล่ามาเลย” สานิตย์รบเร้าให้เปิดเผย
“ผมขอเล่าพอสังเขปนะครับ” วนัสเริ่มบอกความจริงที่ยังไม่แน่ชัด “เดิมทีน้องมีเงินติดตัว น่าจะมาจากพ่อแม่ให้ แต่มีไม่กี่รูเบิลหรอก พวกตำรวจหญิงก็พาไปแลกเป็เงินไทยเพื่อซื้ออาหาร แต่แลกไม่หมด ก็ยังมีเงินรูเบิลเหลือด้วย ตอนผมสอบซักประวัติขณะดูเอกสารของน้องก็ยังเห็นเงินเ่าั้แนบมาด้วย รู้ั้แ่วันที่ยังไม่ได้แลกจนวันต่อมามีคนพาไปแลกให้ แต่แล้ว...”
“แต่แล้วอะไร...” สานิตย์รบเร้าให้รีบพูดต่อ
“วันที่น้องลอริสหมดสติ วันนั้นเงินไม่เหลือแต่เช้าแล้ว คงถูกพวกมิจฉาชีพขโมยไปหมดตอนน้องนั่งหลับ” วนัสเอ่ยเสียงเศร้า
“อะไรกัน คนตกทุกข์ได้ยากแท้ ๆ ยังซ้ำเติมได้ลงคอ” สานิตย์เริ่มใส่อารมณ์เคืองแค้น
วนัสเริ่มเล่าต่อ “แต่เื่ที่ผมจะเล่า ผมประหลาดใจ... ตอนซักประวัติตามขั้นตอน ถามน้องไปว่ามาไทยทำไม พ่อแม่ด้วย ทำไมคิดมาไทย... น้องไม่ตอบ ไม่ตอบเลย ก้มหน้ามองแบงก์ห้าร้อยแล้วเอาแต่ร้องไห้”
สานิตย์ถามซักต่อ “แบงก์ไทยเราเองหรอ”
“ใช่ครับ” วนัสตอบสั้นพร้อมจบอธิบาย
“วนัสลองให้เงินน้องดูซิ”
ลูกน้องใต้บังคับบัญชาทำตามคำแนะนำ ส่งธนบัตรหนึ่งร้อยบาทให้ลอริสรับไว้ “ตอนนี้มีแต่แบงก์ร้อยคงพอใช้แทนได้นะครับ”
“เดี๋ยวนะ คุณหงายแบงก์ให้น้องดูด้วยหรอ” สานิตย์เริ่มจับสังเกต
“ใช่ครับ ผมเห็นคราวนั้นก็เป็แบบนี้ น้องหงายแบงก์แล้วร้องไห้ ไม่ตอบเหตุผลอะไรเลย”
หยาดน้ำใสเริ่มเอ่อคลอสองเบ้าตาหญิงสาวฝรั่ง แต่ไร้เสียงสะอื้น
“นั่นไง น้องน้ำตาซึม...” สานิตย์ยืนยันข้อสันนิษฐานของวนัส
“ทำไมลอริสร้องไห้” เกริกไกรขอถามซัก
“ผมอนุมัติ ให้ผ่านเข้าเมือง” ตรายางในมือคนยศใหญ่ปั๊มลงบนพาสปอร์ตของลอริสในที่สุด
“แบบนี้นี่เอง” วนัสช่วยเฉลย “พ่อแม่และน้องลอริสเลือกลี้ภัยมาที่นี่น่าจะเหตุผลนี้ด้วย เพราะรู้ข่าวตอนพฤษภาที่บ้านเราเกิดความขัดแย้ง แล้วก็มีคนหนึ่งหยุดยั้งไว้ได้ ข่าวดังไปทั่วโลกพวกเขาน่าจะทราบแต่แรกแล้ว”
สานิตย์พลันช่วยสรุป “ก็แปลว่า... ทั้งน้องและพ่อแม่รู้จักพระเ้าแผ่นดินของพวกเรานี้เอง มาพึ่งใบบุญประเทศไทยนี้เอง”
“ดีใจจัง...” เกริกไกรผลิยิ้มยินดี
“เงินผมให้ลอริสเลยแล้วกัน ถึงแม้แค่ร้อยเดียว” วนัสเอ่ยมอบของขวัญให้หญิงสาวตุ๊กตา
ลอริสไม่ทราบว่าเงินในมือตอนนี้คือการมอบให้ แต่ทุกคนที่ดูอยู่กลับไม่เคยถือสา กลับซาบซึ้งด้วยซ้ำที่หญิงสาวรัสเซียรู้จักบุคคลอันเป็ที่เคารพยิ่งของพวกเขา
“อบอุ่นหัวใจจังเลยนะคะ... ขอบคุณท่านสารวัตรมาก ๆ ด้วยค่ะ” สุรีย์รัตน์ยกมือไหว้กล่าวเสียงหวาน
เ้าของบ้านที่เริ่มคลายอาการตะลึงอึ้งจึงยกมือไหว้ขอบคุณเช่นกัน
“ไม่ต้องติดคุกแล้วนะ พวกเรา” วนัสยิ้มพลางเอ่ยแซว
“ผมส่งเื่ปรึกษาผู้ใหญ่มาแล้ว เขาตีกลับลงมาให้ผมพิจารณาเอาเอง พูดง่าย ๆ เลือกเสี่ยงเอง ผมก็เลยเลือกให้ผ่าน ก็ลงเอยแบบนี้แหละ ถือว่าจบได้สวย หมดห่วงกันซะทีนะ”
สานิตย์เล่าไปพลางหยิบกระดาษพร้อมคู่สำเนาขึ้นมา “อ้อ ผมมีเอกสารการลี้ภัย ขอจากหน่วยงานที่ดูแลการลี้ภัย ให้น้องเซ็นแล้วคุณเกริกไกรก็เก็บต้นฉบับไว้นะ ผมจะเก็บสำเนาไว้เผื่อใช้ดูประวัติภายหลัง”
วนัสยื่นเอกสารสำคัญให้ลอริส พลางทำมือเหมือนการเขียนแล้วบอก “ไซน์ เฮียร์ ยัวร์ ซิกเนเจอร์”
ลอริสยังคงคล้ายลังเล วนัสจึงเอ่ยคำอย่างที่หญิงสาวผู้นี้เคยร่ำไห้วิงวอนก่อนเป็ลมหมดสติ “อุเบียชิเช อุเบียชิเช”
เกริกไกรยังจดจำเหตุการณ์วันนั้นจึงอุทาน “คำที่วนัสเคยแปลให้ว่า ลี้ภัย น่ะหรอ”
ไม่กี่อึดใจลอริสจึงเซ็นตามคำบอกของวนัส สานิตย์เห็นจึงเอ่ยชม “น้องฉลาดนะ ผมดูแล้ว น้องพอเข้าใจที่เราสื่อสาร”
และแล้ว ลายมือชื่อผู้ลี้ภัยด้วยภาษารัสเซียอยู่บนเอกสารในที่สุด 'ПЕРЕЙТИНА ЛАУРИЗ БОРИСОВНА'
“ลายมือสวยจัง” สุรีย์รัตน์อุทานเสียงหวาน
“อ่านรัสเซียออกหรอลูก” เกริกไกรถามปนแซว
ลูกสาวยิ้มไม่หุบ “เปล่าค่ะพ่อ... แต่รู้ว่าน้องลายมือสวย หนูชอบ”
สานิตย์ขอถามซัก “ชื่อน้องอ่านว่าอะไรน่ะ ยาวมากเลย”
“เปรีติน่า ลอริส บอริซอฟน่า” วนัสช่วยเฉลย “ตรงตามในพาสปอร์ตเลยครับ แต่ถ้าถอดเฟิสต์เนมของน้อง จากรัสเซียเป็อังกฤษจะไม่ตรงในพาสปอร์ต ลงท้ายเป็ตัว Z แทน พอสะกดทั้งชื่อจะเป็ LAURIZ แต่น้องเลือกสะกดลงท้ายด้วย SE เป็ LAURISE แทน อันนี้ก็แปลกเหมือนกัน”
“น้องมีชื่อรองด้วย ดูเต็มยศเลย” สุรีย์รัตน์ชื่นชมทั้งทึ่งทั้งแปลกใจ
ผู้รอบรู้รัสเซียจึงเริ่มอธิบาย “คนรัสเซียปกติจะมีชื่อรองด้วย ชื่อรองจะนำชื่อพ่อในสายเืมาใช้ในรูปแบบชื่อลูกชายและชื่อลูกสาว ตัวอย่างก็น้องลอริสมีชื่อรองว่า บอริซอฟน่า ก็คือใช้ชื่อ บอริส ของพ่อมาเป็ชื่อรองแล้วแปลงรูปแบบเป็ชื่อลูกสาว ส่วนนามสกุลก็เช่นกัน ส่วนใหญ่นะ ผู้ชายกับผู้หญิงใช้ต่างชื่อสกุลกัน มีบ้างที่ชายหญิงใช้เหมือนกันแต่น้อยกว่า พ่อของน้องลอริส ชื่อบอริส นามสกุลเปรีติน แต่พอมาเป็ชื่อลูกสาว ลอริส นามสกุลจะเป็ เปรีติน่า ใส่ตัว A ต่อท้าย จาก ติน เป็ ติน่า”
สุรีย์รัตน์ยิ้มชมเชย “เก่งจังเลยค่ะ น้าวนัส สมแล้วที่ยกให้เป็ผู้สื่อสารคนสำคัญของลอริส”
พี่เลี้ยงสาวผุดแย้มบาง ๆ พลางผินมองตุ๊กตารัสเซียที่กลับมานั่งนิ่งสงบเสงี่ยม สองมือวางบนตักอย่างเคยชิน น้ำตาเริ่มเหือดแห้งลงแล้ว
เกริกไกรช่วยเก็บธนบัตรจากมือลอริสใส่ซองรวมกับเอกสารสำคัญ
วนัสกล่าวถ่อมตน “อย่าชมเลย น้ายังรู้ไม่มาก พูดรัสเซีย ฟังรัสเซีย ยังมีงง ๆ อยู่เลย ศัพท์ก็รู้แค่พื้นฐาน ตอนซักประวัติน้องลอริสก็ฟังแปลไม่ออกเยอะเหมือนกัน น้องพูดน้อย แต่พอพูดรัสเซียน้าก็แปลได้มั่งไม่ได้มั่ง”
“ทีนี้ก็ถึงคราววนัสล่ะนะ เื่สำคัญ ช่วยหน่อยนะ” สานิตย์เริ่มเบิกเื่ใหม่
วนัสเริ่มหน้าซีด คล้ายภาระนี้ตนจำใจต้องแบกไว้จนหนักอึ้ง “ผมไม่มั่นใจเลย กลัว... กลัวจะ... ทำพลาดอีก”
“เกิดอะไรขึ้นหรอคะ”
“ช่วยบอกผมหน่อยมันคืออะไรครับ”
ดูเหมือนสองพ่อลูกไม่ทราบเื่ที่จะเกิดขึ้นมาก่อน สีหน้าเริ่มอาบฉายกังวลชัดเจน
“ผมจะบอกความจริงกับลอริสในตอนนี้ครับ” วนัสยืนยันแน่นหนัก
สองพ่อลูกเผยอปากค้าง ทั้งตกตะลึงจนหายใจไม่ทั่วท้อง ลอริสจะเป็อย่างไรหากต้องรู้ความจริงเื่หนึ่งที่ยังไม่ได้บอก
“ไม่นะ... เื่นั้น...” สุรีย์รัตน์อุทานแ่เอื่อย “น้องจะทำใจได้ไหม”
“ไม่อาจเลี่ยงได้ น้องกำพร้าแล้ว ต้องบอกให้รู้” สานิตย์ช่วยเฉลยภาระที่วนัสกำลังแบกหนักปานยกูเา
เกริกไกรหน้าซีดเผือดทันตา แม้ลอริสไม่ใช่คนในสายเื แต่กลับห่วงใยไม่ต่างจากลูกรักในไส้เสียแล้ว
วนัสขอซองใส่เอกสารสำคัญจากมือเกริกไกร เมื่อเพื่อนรักจำใจส่งมอบให้ สองมือล้วงหยิบกระดาษใบเล็กออกมา กระดาษที่ทั้งเกริกไกรและสุรีย์รัตน์ไม่เคยเห็นมาก่อน
รูปถ่ายครอบครัวพร้อมหน้าคราวเยือนจัตุรัสแดงแห่งมอสโก ลอริสสวมชุดเดรสขาวคล้ายที่นั่งเครื่องลี้ภัยมากรุงเทพ คนเป็พ่อใส่แว่นในมาดนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ ส่วนแม่ไว้ผมม้าเหมือนลูกสาวทั้งสีหน้าดูอบอุ่นจริงใจ
“ส่งให้น้องดู” สานิตย์สั่งลูกน้อง คนสนองคำสั่งยื่นรูปถ่ายใส่มือนวลผ่องของลอริส
สาวตุ๊กตารัสเซียรับรูปถ่ายแล้วก้มจ้อง นิ่งงันอยู่นานไร้เมียงมองทางอื่น ดูไม่ยากนี่คืออาการลูกสาวถวิลถึงคนเป็พ่อเป็แม่
“น่าเห็นใจจังเลย...” สุรีย์รัตน์รำพันสงสารหญิงสาวกำพร้า
“รูปถ่ายนี้แหละ ที่ลอริสถือไปเดินตามหาพ่อแม่ไปในวันแรกที่มากรุงเทพ ผมเห็นล่ะสงสาร” วนัสเล่าความหลังที่เคยพบเจอ
ไม่ช้าวนัสหยิบแฟ้มเอกสารสีเทาแล้วเปิดออก สารพันกระดาษเริ่มวางเรียงบนโต๊ะ มองหลายแผ่นกลับเป็ภาษารัสเซีย แต่มีแปลกอยู่แผ่นเดียวเป็ภาพถ่ายที่มาจากการรับแฟกซ์
รูปถ่ายไม่ค่อยชัดแจ่มแจ้งนัก แต่ก็พอเดาสีหน้าได้หากให้คนเคยรู้จักได้ดู ใต้ภาพมีหมึกปากกาเขียนกำกับ 'At Istanbul'
วนัสยื่นกระดาษรูปถ่ายจากเครื่องแฟกซ์ให้น้องลอริส พลางบอกเป็ภาษารัสเซีย “อานิ ทวาอิ ราดิเทลิ / Они твои родители? (พวกเขาคือผู้ปกครองของคุณใช่ไหม)”
“ด๊า...” ลอริสเงยหน้าสบตาผู้มอบ เสียงนุ่มละมุนตอบยืนยัน
แปลว่ารูปถ่ายจากเครื่องแฟกซ์คือพ่อแม่ที่ตามหา รูปที่บันทึกได้ขณะทั้งสองเดินออกประตูจะขึ้นเครื่องเที่ยวบินมรณะ
ประกายตาจากสาวรัสเซียยังใสซื่อ ช่างเป็ความหวังยิ่งใหญ่เปี่ยมล้นหัวใจ แต่ทุกคนต่างตระหนักดีว่านี่คือความหวังที่ทลายลงไปแล้ว
มือวนัสเริ่มสั่นเทา ใจเต้นรัวหายใจไม่ทั่วท้อง ก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วหยิบกระดาษอีกสามแผ่นที่มีแต่ภาษารัสเซีย ยื่นส่งให้ลอริสพิจารณาใคร่ครวญด้วยตนเอง
สองแผ่นแรกเป็ภาพถ่ายเอกสารจากหนังสือพิมพ์ ระบุข่าวเที่ยวบินที่พ่อแม่โดยสารมาประสบอุบัติเหตุตกมหาสมุทรอินเดีย อีกแผ่นเป็รายชื่อผู้โดยสารเที่ยวบินมรณะทั้งหมด รายชื่อส่วนใหญ่เป็คนรัสเซีย ทั้งมีหมึกปากกาวงชื่อบุคคลเจาะจงอยู่สองคน คนหนึ่งคือ เปรีติน บอริส / Перейтин Борис อีกคนหนึ่งคือ เปรีติน่า นาตาเลีย / Перейтина Наталья
หัวกระดาษระบุข้อความตัวใหญ่ว่าทั้งหมดคือผู้สาบสูญ
ความรู้สึกจากทุกคนนับแต่นี้มิอาจคาดเดาได้อีกแล้ว
มิกี่อึดใจผันผ่านกลับคล้ายช่างยาวนาน...
หยาดน้ำตาร่วงเผาะ รินรดรูปถ่ายครอบครัวพร้อมหน้าเมื่อวันวาน
สองแก้มนวลผ่องถูกชโลมไหลเป็สายน้ำตา
กระดาษรูปถ่ายครอบครัวร่วงลงบนตัก มือนวลทั้งสองยกขึ้นปิดหน้า ก้มค้อมลงแล้วส่งเสียงสะอื้น
“เนี้ยต... เนี้ยต...”
หญิงสาวดุจตุ๊กตาล้มตัวลงซบหมอนข้างกาย ร่ำไห้ฟูมฟายปานหัวใจแสนรวดร้าว
“ปาปะ... / Папа... (พ่อ) มามา... / Мама... (แม่) เนี้ยต... เนี้ยต...”
เสียงเพรียกหาพ่อแม่ปนสะอื้นซ้ำไปซ้ำมา
“ปาปะ... มามา...”
“ไอ แอม โซ ซอร์รี่...” สุรีย์รัตน์เอื้อนเสียงพร่า น้ำตาคลอสุดหักห้าม
“วี อาร์ เวรี่ ซอร์รี่... นาโมชิน ชาล / Нам очень жаль (พวกเราเสียใจยิ่ง)” วนัสก้มหน้าเอ่ยจากใจสลด สานิตย์นิ่งก้มหน้าซึมเซา
“ลอริส... ลูกพ่อ...” เกริกไกรรำพันรันทด น้ำตาคลอเบ้าดั่งผู้ชายอ่อนแอ ไม่รู้เนื้อรู้ตัวว่ามองลอริสเสมือนเป็ลูกสาวอีกคนไปแล้ว
“เนี้ยต... เนี้ยต... ปาปะ... มามา...” เสียงพร่าเพรียกหาเคล้าสะอื้นยังอึงอล
มือผ่องจากพี่เลี้ยงสาวลูบหลังปลอบโยน แม้น้ำตามิอาจกลั้นต้องร่ำไห้ไปด้วยกัน
ไม่อาจเรียกคำอื่นนอกจากหัวใจแหลกสลาย...
ห้องรับแขกแห่งบ้าน 'สุขสรวง์' พลันจมดิ่งสู่ห้วงสลดสังเวชขีดสุด
-จบตอน-
