ความสำเร็จมักจะมาพร้อมกับกลิ่นอายของแอลกอฮอล์และแสงไฟที่พร่าเลือนเสมอ...
นั่นคือสิ่งที่ผมเพิ่งจะได้เรียนรู้ในค่ำคืนนี้ หลังจากที่ต้องเผชิญหน้ากับความกดดัน ความเหนื่อยล้า และการอดนอนติดต่อกันมานานหลายสัปดาห์เพื่อทำโครงการ T-Forest ของ T-Group ให้เสร็จสมบูรณ์ ในที่สุด งานเลี้ยงฉลองปิดโครงการอันยิ่งใหญ่อลังการก็ถูกจัดขึ้นที่ห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรมหรูห้าดาวใจกลางกรุงเทพมหานคร บรรยากาศภายในงานคละคลุ้งไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงดนตรีสดโทนแจ๊สจังหวะสนุกสนานคลอเบาๆ และเสียงแก้วเครื่องดื่มที่ชนกันดังกรุ๊งกริ๊งไม่ขาดสาย พนักงานเกือบทุกแผนกต่างพากันปลดปล่อยความเครียดที่สะสมมานานกันอย่างเต็มที่
รวมถึงโต๊ะของแผนก Creative Design ของผมด้วยเช่นกัน
"ชนแก้วหน่อยเร็วกระต่ายน้อยของพี่ วันนี้โปรเจกต์ผ่านฉลุย บอสชมเปาะขนาดนั้น ไม่ดื่มฉลองไม่ได้แล้วนะ"
พี่ส้ม หัวหน้าแผนกสุดแซ่บประจำทีมผู้ควบตำแหน่งพี่เลี้ยงของผมส่งเสียงใสพร้อมกับยื่นแก้วทรงสูงที่มีน้ำสีชมพูหวานแหววประดับด้วยชิ้นสตรอว์เบอร์รี่สดและร่มกระดาษคันเล็กมาตรงหน้าผม ดวงตาของพี่ส้มวิบวับไปด้วยความสนุกสนาน แก้มทั้งสองข้างขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ บ่งบอกว่าเ้าตัวกระดกเครื่องดื่มไปไม่น้อยแล้วเหมือนกัน
ผมมองแก้วค็อกเทลตรงหน้าด้วยความลังเล แวบหนึ่งสมองพลันนึกถึงใบหน้าหล่อเหลาหน้านิ่งดุดันของคุณธีร์—บอสใหญ่ผู้เป็ CEO ของ T-Group และคำสั่งกึ่งบังคับที่เขาเคยฝากไว้ผ่านเลขาฯ อรเมื่อวันก่อนว่า
‘ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาดถ้าร่างกายยังไม่แข็งแรงดี’
แต่จะทำยังไงได้ล่ะครับ ในเมื่อตอนนี้คุณธีร์ไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะนี้เสียหน่อย เขาเป็ถึงผู้บริหารระดับสูงสุด แน่นอนว่าต้องนั่งอยู่ที่โซน VIP บนเวทียกสูงฝั่งโน้นร่วมกับบอร์ดกรรมการและแขกผู้ใหญ่ระดับประเทศ นานๆ ทีถึงจะหันมามองทางนี้บ้าง (หรืออาจจะไม่มองเลยด้วยซ้ำ) อีกอย่าง วันนี้เป็วันแห่งความสำเร็จของทีม ทุกคนเหนื่อยร่วมกันมาอย่างสาหัส หากผมปฏิเสธแก้วของพี่ส้มและรุ่นพี่คนอื่นๆ มันคงจะดูเสียมารยาทและทำลายบรรยากาศน่าดู
"เอ่อ... คือว่าผมเพิ่งหายไข้เองนะคร้าบพี่ส้ม ดื่มนิดเดียวพอนะครับ"
ผมท้วงเสียงอ้อมแอ้ม พยายามต่อรองเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง
"โธ่ พู่กันจ๋า นี่มันค็อกเทลผลไม้ธรรมดาเองลูก หวานๆ เปรี้ยวๆ เหมือนน้ำพั้นช์นั่นแหละ แอลกอฮอล์อ่อนนิดเดียวเอง ดื่มง่ายจะตายไป เชื่อพี่ส้มสิ!"
พี่แก้ว รุ่นพี่ดีไซเนอร์อีกคนช่วยเสริมพลางยื่นแก้วของตัวเองมาชนกับแก้วในมือผมเบาๆ จนน้ำสีชมพูกระฉอกเล็กน้อย
"ใช่ๆ ดื่มแก้วนี้แล้วเดี๋ยวพี่ตั้มตักเนื้อปลาเก๋าซอสสามรสให้เป็การปลอบใจ ดื่มเลยๆ"
พี่ตั้ม ดีไซเนอร์รุ่นพี่สายกินสนับสนุนเต็มที่
เมื่อโดนรุ่นพี่ที่เคารพรักรุมล้อมกดดันด้วยความรักใคร่เอ็นดูขนาดนี้ กระต่ายฝึกงานตัวน้อยอย่างผมจะเหลือรอดอะไรล่ะครับ ผมจำใจต้องยกแก้วค็อกเทลสีชมพูหวานแหววนั้นขึ้นแตะริมฝีปาก ค่อยๆ จิบเข้าไปอึกหนึ่งเพื่อรักษาน้ำใจ
อึก...
รสชาติแรกที่ััปลายลิ้นคือความหวานฉ่ำของน้ำเชื่อมสตรอว์เบอร์รี่ ปนความเปรี้ยวอมหวานของน้ำมะนาวและกลิ่นหอมละมุนของผลไม้เมืองร้อน มันอร่อยและดื่มง่ายมากจริงๆ อย่างที่พี่ส้มบอก รสหวานเจี๊ยบจนแทบไม่ได้กลิ่นฉุนหรือรสขมของแอลกอฮอล์เลยสักนิด ทำให้ผมวางใจและเผลอดื่มอึกใหญ่ขึ้นในเวลาต่อมา
"อร่อยใช่ไหมล่ะ? พี่ส้มบอกแล้วว่าสูตรนี้หวานหลอกเด็ก ดื่มเข้าไปเถอะแก้เหนื่อย"
พี่ส้มหัวเราะคิกคักพลางตบบ่าผมเบาๆ
"ครับ... อร่อยดีครับ หวานๆ เหมือนน้ำผลไม้เลย"
ผมยิ้มกว้าง ตอบกลับด้วยความโล่งอก คิดในใจว่าเครื่องดื่มละมุนขนาดนี้คงไม่ทำให้ผมเมาจนเสียเื่แน่ๆ
แต่ผมกลับลืมคำเตือนของเหล่าผู้มีประสบการณ์ไปเสียสนิท... ว่าค็อกเทลรสชาติหวานทานง่าย สีสันสวยงามเหมือนน้ำผลไม้พวกนี้แหละ คือตัวอันตรายตัวจริงที่แอบซ่อนเหล้ารัมหรือวอดก้าดีกรีแรงเอาไว้ข้างใต้ในปริมาณเข้มข้นจนคาดไม่ถึง!
หลังจากแก้วแรกหมดไปอย่างรวดเร็ว แก้วที่สองค็อกเทลสีเหลืองสดใสรสสับปะรดก็ถูกส่งมาเติมต่อทันที ตามด้วยแก้วที่สามที่เป็บลูฮาวายสีฟ้าครามสดใส และแก้วที่สี่ที่เป็ค็อกเทลรสพีชกลิ่นหอมอบอวล พี่ๆ ในแผนกสลับหมุนเวียนกันมาชวนชนแก้วฉลองไม่ขาดสาย ด้วยความที่รสชาติหวานทานง่ายบวกกับบรรยากาศที่สนุกสนานรอบตัว ทำให้ผมกระดกเครื่องดื่มหลากสีเ่าั้เข้าปากแก้วแล้วแก้วเล่าราวกับเป็เพียงน้ำผลไม้ในงานปาร์ตี้ธรรมดา
ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง... ฤทธิ์แอลกอฮอล์หลากชนิดที่ผสมปนเปกันก็เริ่มแผลงฤทธิ์อย่างรวดเร็ว
วูบ...
ความรู้สึกแรกคือสมองเริ่มเบลอ ความคิดอ่านช้าลงอย่างเห็นได้ชัด โลกตรงหน้าคล้ายถูกใส่ฟิลเตอร์เบลอหลังและสโลว์โมชั่น โคมไฟระย้าคริสตัลระยิบระยับบนเพดานหมุนคว้างลอยไปลอยมาเหมือนฝูงหิ่งห้อยขยับปีก แก้มทั้งสองข้างร้อนผ่าวราวกับมีกองไฟดวงเล็กๆ มาตั้งอยู่ใกล้ๆ ลมหายใจอุ่นจัดและมีกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ปนกลิ่นผลไม้หวานฉ่ำ
"งื้อออ... พี่ส้มครับ ทำไมโต๊ะมัน... โต๊ะมันเต้นระบำได้ล่ะครับ"
ผมพึมพำเสียงงุ้งงิ้ง พยายามขยับตัวนั่งตรงแต่มันช่างยากเย็นเหลือเกิน ร่างกายเบาหวิวราวกับก้อนนุ่นลอยลม หัวสมองตื้อตันและหมุนติ้วอย่างควบคุมไม่ได้ ดวงตาโตปรือฉ่ำน้ำหรี่ลงพยายามจับโฟกัสภาพตรงหน้า หัวกลมๆ เอนเซไปทางซ้ายทีก่อนจะพับลงไปซบกับลาดไหล่ของพี่ส้มอย่างออดอ้อนโดยไม่รู้ตัว
"ตายแล้ว! พู่กัน แก้มแดงเป็มะเขือเทศสุกเลยลูกเนี้ย เมาแอ๋แล้วเหรอเรา?"
พี่ส้มสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะร่า เอื้อมมือมาบีบแก้มยุ้ยของผมที่ร้อนฉ่าด้วยความเอ็นดู
"คออ่อนจริงๆ เลยเรา ขนาดเลี่ยงแก้วหนักๆ ให้แล้วนะเนี่ย ไหนสบตาพี่ส้มหน่อยซิ รู้ไหมว่าพี่ส้มมีกี่คน?"
"พี่ส้มมี... มีสามคนครับ คนตรงกลางสวยที่สุดเลยยย... เอิ๊ก!"
ผมตอบพลางหัวเราะร่าเริงคิกคัก ชูสามนิ้วขึ้นมาส่ายไปส่ายมาหน้าตัวเอง ก่อนสะอึกออกมาเสียงดังจนรุ่นพี่ร่วมโต๊ะพากันหัวเราะชอบใจในความโก๊ะและขี้อ้อนตอนเมาของกระต่ายน้อยประจำแผนก
"เอ็นดูว่ะ เมาแล้วอ้อนเก่งชะมัดเลยพู่กันเอ๊ย ถ้าบอสมาเห็นมีหวัง..."
พี่ตั้มพูดพลางอมยิ้มขำ แต่คำพูดประโยคหลังกลับขาดห้วงไปดื้อๆ
---
ภาพรอบตัวของผมในตอนนี้กลายเป็สีพาสเทลฟุ้งละมุนไปหมด สติสตังบินหายไปเกินครึ่ง ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกมึนเบลอ ร่าเริงเกินเหตุ และความผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ผมเอนหัวซบไหล่พี่ส้มอย่างเพลิดเพลิน พลางพึมพำร้องเพลงตามเสียงดนตรีที่ดังแว่วมาในหัวแบบมั่วซั่วเนื้อร้อง
แต่แล้ว... สัญชาตญาณบางอย่างในร่างกายก็ทำให้ผมต้องปรือตาขึ้นมองฝ่าความพร่าเลือน
ท่ามกลางแสงไฟหลากสีและผู้คนนับร้อยที่กำลังโยกย้ายเต้นรำกันสนุกสนาน สายตาของผมดึงดูดเข้าหาร่างสูงใหญ่สง่างามร่างหนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาสั่งตัดพิเศษในโซน VIP ้าเวทีอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
คุณธีร์...
ถึงแม้ภาพจะเบลอจนเห็นหน้าไม่ชัด แต่รัศมีจอมมารเฉียบขาดและแผ่นหลังกว้างสง่าภายใต้เสื้อกั๊กและสูทสามชิ้นสีดำเข้มเนี้ยบกริบนั้น โดดเด่นเกินกว่าที่ใครจะมองข้ามได้ เขานั่งไขว่ห้างด้วยท่าทางพญาราชสีห์เ้าถิ่น มือหนาเรียวยาวหมุนแก้วคริสตัลที่มีน้ำสีอำพันช้าๆ แสงไฟในงานตกกระทบเสี้ยวหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับภาพวาดสีน้ำมันของจิตรกรเอก
ทว่า... สิ่งที่ทำให้ผมสะดุ้งตัวโยนในใจ (แม้หัวจะหมุนติ้วด้วยความเมาก็ตาม) คือดวงตาคมกริบคู่ดุนั้นไม่ได้จับจ้องไปที่การแสดงบนเวที หรือพูดคุยกับผู้บริหารคนอื่นๆ เลยสักนิด
เขากำลังจ้องตรงลงมาที่ผม... จ้องมองเขม็งชนิดตาไม่กะพริบ!
แววตาคมดุคู่นั้นส่องประกายวาวโรจน์เข้มจัดภายใต้คิ้วหนาที่ขมวดมุ่นจนแทบจะชนกัน บรรยากาศรอบตัวคุณธีร์แผ่รังสีความหึงหวงและห่วงใยออกมาอย่างเข้มข้น จนพนักงานคนอื่นๆ ที่พยายามเข้าไปพูดคุยทักทายต่างพากันถอยห่างด้วยความเสียวสันหลัง
ในมุมมองของผมที่สติหลุดลอยไปแล้ว ผมรู้สึกเหมือนเห็นจอมมารในเกมแฟนตาซีที่กำลังโกรธจัดเพราะสัตว์เลี้ยงแอบหนีเที่ยว แววตาดุคู่นั้นจ้องตรงมาที่แก้มแดงฉ่าของผม สลับกับจ้องมือของผมที่กำลังเกาะแขนพี่ส้มอยู่ด้วยความดุดันจนแอบน่ากลัว
‘อุ๊ย... คุณธีร์จอมดุทำตาเขียวใส่อีกแล้ว’ ผมคิดในใจพลางทำปากยื่นงอแงใส่เงาร่างสูงบนเวที
แต่ความเมาไม่มีขีดจำกัดและทำให้คนเรากล้าบ้าบิ่นอย่างเหลือเชื่อ แทนที่ผมจะหลบสายตาหรือทำตัวลีบแบนเหมือนทุกทีที่เจอหน้าประธานจอมมาร ผมกลับส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มแถมยังชูแก้วค็อกเทลที่เหลือแต่น้ำแข็งโบกไปมากลางอากาศส่งให้เขาอย่างท้าทาย ราวกับจะบอกว่า ‘ดูสิครับบอส ผมดื่มหมดเกลี้ยงเลยน้า’
คุณธีร์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นปฏิกิริยาของผม แววตาคมดุคู่นั้นไหววูบอย่างรุนแรง เขาวางแก้วบรั่นดีลงบนโต๊ะข้างตัวด้วยน้ำหนักมือที่หนักหน่วงจนคนข้างๆ สะดุ้ง ร่างสูงใหญ่เกือบ 190 เิเลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อสูทนอกให้เข้าที่ด้วยท่าทางเฉียบคม ก่อนจะก้าวเดินลงจากเวที VIP ตรงดิ่งมายังโต๊ะของแผนก Creative Design ทันที!
ทุกย่างก้าวของคุณธีร์ดูมั่นคง ทรงอำนาจ และสง่างามจนชวนสะกดสายตา แต่ในขณะเดียวกันก็แผ่รังสีคุกคามทรงพลังจนผู้คนในงานพากันหลีกทางให้โดยอัตโนมัติ ราวกับทะเลแดงแยกออกจากกันเมื่อโมเสสเดินผ่าน
"พี่ส้มครับ... จอมมารเดินมาแล้วครับ จอมมารกำลังจะมาลานปะาพวกเราแล้ววว..."
ผมกระซิบบอกเสียงยานคาง พลางชี้มือชี้ไม้ไปทางคุณธีร์ที่กำลังเดินตรงเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
"ไหนๆ พู่กัน บอสเดินไปไหน... เฮ้ย!!! บอสธีร์!!!"
พี่ส้มหันไปมองตามนิ้วชี้ของผมแล้วก็ต้องเบิกตาโตอ้าปากค้าง เสียงพูดที่เคยร่าเริงแจ่มใสจมหายไปในลำคอ ร่างอวบอัดของหัวหน้าแผนกสะดุ้งโหยงรีบปล่อยมือจากตัวผมแล้วลุกขึ้นยืนตัวตรงแน่วราวกับทหารกองเกียรติยศเข้าแถวเตรียมรับเสด็จประธานาธิบดี
---
ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ ร่างสูงใหญ่กำยำของคุณธีร์ก็มายืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะของแผนก Creative Design
ความเงียบสงัดเข้าครอบงำโต๊ะของเราในพริบตา เพลงแจ๊สสนุกสนานที่กำลังบรรเลงอยู่ในงานคล้ายดับมืดลงในมโนสำนึกของรุ่นพี่ทุกคน พี่แก้วและพี่ตั้มตาสว่างเป็ปลิดทิ้ง อาการเมามายปลิวหายไปกับสายลม สองมือกุมประสานไว้ข้างหน้า นั่งตัวเกร็งหลังตรงเป๊ะ แทบไม่กล้าขยับเขยื้อนหรือแม้แต่จะหายใจแรง
คุณธีร์ยืนนิ่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเรียบตึงไร้ความรู้สึกตามสไตล์บอสจอมมารผู้เ็า ดวงตาคมกริบกวาดมองขวดเครื่องดื่มและแก้วค็อกเทลหลากสีบนโต๊ะแวบหนึ่ง ก่อนเลื่อนสายตาไปหยุดนิ่งที่ร่างโปร่งบางของผมซึ่งนั่งตาปรือแก้มแดงแจ๋ ท่าทางป้อแป้เหมือนกระต่ายไร้กระดูกอยู่บนเก้าอี้
"ส...สวัสดีค่ะบอสธีร์ มีอะไรให้แผนก Creative Design รับใช้ด่วนหรือเปล่าคะ?"
พี่ส้มรวบรวมความกล้าพูดเสียงสั่นเครือ พยายามปั้นหน้ายิ้มแย้มอย่างสุดความสามารถเพื่อปกป้องน้องเล็กประจำทีม
คุณธีร์ปรายสายตามองพี่ส้มแวบหนึ่ง น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบจนเดาอารมณ์ไม่ได้
"ไม่มีงานด่วน... ผมแค่มาตามคนกลับบ้าน"
"เอ๊ะ? ตามใครกลับบ้านเหรอคะบอส?" พี่ส้มถามอย่างลืมตัว พลางหรี่ตามองซ้ายมองขวาอย่างสงสัย
แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังเกร็งตัวสั่นจนแทบจะกลายเป็หินอยู่นั้น... ะเิเวลาของคนเมาอย่างผมก็ทำงาน!
ความรู้สึกเมามายแล่นพล่านจนสติสัมปชัญญะและขีดจำกัดความเกรงใจบอสใหญ่ปลิวหายไปในกลีบเมฆ ผมมองหน้าคุณธีร์ที่ยืนหน้าขรึมสวมสูทเนี้ยบกริบอยู่ตรงหน้า แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกหมั่นไส้ใบหน้าหล่อๆ ที่ชอบดุใส่ผมตลอดเวลาขึ้นมาดื้อๆ
ผมยันตัวลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ด้วยความยากลำบาก ร่างโปร่งบางเซไปเซมาจนเกือบเสียหลักหงายหลัง ดีที่คุณธีร์ขยับก้าวเข้ามาประคอง่เอวบางไว้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ััอุ่นจัดจากฝ่ามือหนาผ่านเนื้อผ้าเชิ้ตส่งผ่านเข้ามาทำให้ผมร้อนวาบไปทั้งตัว แต่แทนที่จะขอบคุณ ผมกลับชี้นิ้วเรียวเล็กไปที่หน้าอกแกร่งของคุณธีร์ ยื่นหน้าแดงก่ำเข้าไปใกล้ใบหน้าหล่อเหลาจนปลายจมูกแทบชนกัน แล้วโวยวายเสียงอ้อแอ้งุ้งงิ้งขี้อ้อนปนสะอึก
"คุณธีร์จอมดุ! บอสสองมาตรฐานจังเลย... อึก ทำไมชอบดุใส่คนอื่น แต่... แต่สั่งเค้กสตรอว์เบอร์รีหวานน้อยมาให้ผม... สั่งนมอุ่นๆ พรีเมียมส่งตรงถึงมือผม... บอสสปอยล์ผมตลอดเลย... บอสจะจับผมกินใช่ไหม ผมรู้นะว่าบอสเป็จอมมารจะจับกระต่ายพู่กันกินน่ะ สารภาพมาซะดีๆ เลยนะ!"
เอิ๊ก!
เสียงสะอึกปิดท้ายประโยคคำถามสุดแสนจะช็อกโลกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบกริบ
วินาทีนั้น ลมหายใจของพี่ส้ม พี่แก้ว และพี่ตั้มขาดห้วงทันที ดวงตาของทุกคนเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน พี่ส้มอ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปทำรังได้ ิญญาของแต่ละคนแทบหลุดลอยออกจากร่าง ทุกคนในโต๊ะคิดหาคำไว้อาลัยให้พู่กันในใจว่า
‘พู่กันเอ๊ย... พรุ่งนี้เตรียมรับซองขาวตกงานชัวร์ๆ แกบังอาจชี้หน้าถามบอสจอมมารว่าส่งเค้กส่งนม แถมยังหาว่าจะกินแกกลางวงเหล้าขนาดนี้!’
พวกผู้บริหารระดับสูงและพนักงานโต๊ะข้างๆ ที่แอบเงี่ยหูฟังอยู่ถึงกับช็อกตาค้าง ถ้วยชาและแก้วเหล้าในมือแทบจะร่วงหล่นลงพื้น ทุกคนในงานต่างเงียบกริบเพื่อรอชมการลงทัณฑ์จากประธานบริษัทผู้ไร้ความปรานี
---
ทว่า... ปฏิกิริยาของคุณธีร์กลับไม่ได้เป็ไปตามที่ทุกคนคาดคิดเลยแม้แต่น้อย
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่เคยเรียบนิ่งสนิทกลับค่อยๆ คลายความตึงเครียดลง ดวงตาคมกริบคู่ดุคู่นั้นฉายประกายอ่อนเชื่อมระยิบระยับ แววตาเปี่ยมล้นด้วยความเอ็นดูอย่างปิดไม่มิดเมื่อจ้องมองแก้มกลมแดงซ่านและท่าทางโวยวายงุ้งงิ้งแสนน่ารักของเด็กฝึกงานตัวน้อยในอ้อมแขน
มุมปากหยักสวยของคุณธีร์ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนอย่างที่ไม่มีพนักงานคนไหนใน T-Group เคยเห็นมาก่อนปรากฏขึ้นบนใบหน้าคม
คุณธีร์โน้มตัวลงมาหาคนเมาที่ยังคงทำปากยื่นตาปรือชี้หน้าเขาอยู่ช้าๆ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความหวานกระซิบต่อหน้าทุกคนที่กำลังมองตาค้างอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"ใช่... และผมกำลังจะกินเธอตอนนี้เลย"
"หา...?"
ผมกะพริบตาปริบๆ สมองอันน้อยนิดประมวลผลคำตอบของคุณธีร์ไม่ทัน ได้แต่ทำหน้าเอ๋อใส่เขา
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ประท้วงอะไรต่อ ร่างทั้งร่างก็พลันลอยหวือขึ้นจากพื้นห้องจัดเลี้ยงด้วยแรงช้อนอุ้มของคุณธีร์ ร่างสูงก้มลงช้อนร่างโปร่งบางของผมขึ้นอุ้มในท่าเ้าหญิง (Princess Carry) อย่างง่ายดายและมั่นคง ราวกับร่างกายผมไร้น้ำหนัก แผ่นหลังแนบชิดกับอกกว้างอันอบอุ่น แขนแกร่งแข็งแรงราวกับคีมเหล็กประคองสะโพกและแผ่นหลังของผมไว้แ่าปลอดภัย
"หวาาา...!"
ผมร้องอุทานเสียงหลงด้วยความใที่ตัวลอยขึ้นเหนือพื้น สัญชาตญาณคนเมาทำให้ผมรีบตวัดแขนทั้งสองข้างโอบรอบคอแกร่งของคุณธีร์ไว้แน่นเพราะกลัวร่วง ใบหน้าหวานซุกเข้าหาซอกคอและอกแกร่งอุ่นๆ ของเขาโดยอัตโนมัติ
เสียงกรีดร้องเบาๆ ดังมาจากรอบโต๊ะ Creative Design ทันที!
พี่ส้มยกสองมือปิดหน้ากรีดร้องแบบไม่มีเสียง ตัวสั่นเทาราวกับโดนไฟช็อต แววตาเบิกกว้างเปล่งประกายสีรุ้งแห่งความฟินทะลุปรอท ิญญาสาววายในตัวฟื้นคืนชีพและกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งในใจ ส่วนพี่แก้วและพี่ตั้มได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก อ้าปากค้างจนลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ ข่าวลือเื่ความสัมพันธ์พิเศษระหว่างบอสใหญ่กับเด็กฝึกงานตัวน้อยได้รับการยืนยันต่อหน้าต่อตาแบบสยบทุกข้อสงสัยอย่างเป็ทางการในคืนนี้แล้ว!
"ผมขอตัวพู่กันกลับก่อน พวกคุณดื่มกันต่อตามสบาย คืนนี้บิลค่าใช้จ่ายทั้งหมดส่งตรงไปที่เลขาฯ อร ผมจ่ายให้เอง"
คุณธีร์หันไปบอกพี่ส้มด้วยเสียงทุ้มเรียบ แต่แฝงความเด็ดขาดที่ไม่อนุญาตให้ใครคัดค้าน
"ข...ค่ะบอส! เดินทางปลอดภัยนะคะบอส ฝากดูแลน้องพู่กันด้วยนะคะ"
พี่ส้มละล่ำละลักรับคำด้วยใบหน้าแดงก่ำจากความฟินจัด แทบจะคุกเข่าลงไปส่งเสด็จบอสใหญ่ที่อุ้มกระต่ายน้อยออกจากงาน
---
คุณธีร์ไม่ได้สนใจเสียงพูดคุยหรือสายตาตกตะลึงของพนักงานคนอื่นๆ ในแกรนด์บอลรูมอีกต่อไป เขาอุ้มร่างของผมในท่าเ้าหญิงก้าวเดินอย่างมั่นคงผ่านกลางงานเลี้ยงไปตามทางเดินหรูหรา ท่ามกลางสายตาผู้คนนับร้อยที่ต่างหยุดคุยแล้วหันมามองประธานบริษัทหนุ่มอุ้มเด็กฝึกงานด้วยความตกตะลึงกันทั้งงาน
สำหรับตัวผมในตอนนี้... ฤทธิ์แอลกอฮอล์บวกกับความมึนหัวจากแรงเคลื่อนขยับทำให้ไม่รับรู้เื่ราวภายนอกอีกต่อไป รู้เพียงแค่ว่าอ้อมแขนที่โอบอุ้มอยู่นี้ช่างอบอุ่นและปลอดภัยเหลือเกิน กลิ่นหอมสะอาดแนว Woody ประจำตัวของคุณธีร์ผสมผสานกับไออุ่นจากผิวกายแกร่งลอยมาปะทะจมูกทุกครั้งที่ผมซุกหน้าเข้าหาลาดไหล่กว้างของเขา
ผมกระชับอ้อมแขนกอดรอบคอแกร่งของคุณธีร์แน่นขึ้นอีก ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อร้อนผ่าว ถูไถแก้มยุ้ยเข้ากับลาดไหล่กว้างผ่านเนื้อผ้าสูทชั้นดีอย่างออดอ้อนอ้อยอิ่ง พึมพำงุ้งงิ้งไม่ยอมปล่อย
"คุณธีร์... จอมดุ... แต่ตัวอุ่นจังเลยครับ... กลิ่นตัวคุณธีร์หอมจัง..."
เสียงบ่นงึมงำไร้สติของคนเมาคออ่อนทำให้คุณธีร์ชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย แขนแกร่งกระชับกอดร่างของผมให้แน่นเข้าหาอกกว้างยิ่งขึ้น เขาก้มลงมองใบหน้าหวานที่ซุกไซร้ไหล่ของตนเองอย่างรักใคร่ แววตาคมดุแปรเปลี่ยนเป็อ่อนเชื่อมทอดมองด้วยความเอ็นดูเปี่ยมล้น มุมปากหยักลึกยกยิ้มจางๆ
"อ้อนเก่งขนาดนี้... แล้วคิดว่าจะหนีพ้นน้ำมือจอมมารได้ยังไงกันครับ"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบเบาๆ ข้างใบหู น้ำเสียงอบอุ่นและนุ่มนวลจนคนฟังรู้สึกจั๊กจี้และหน้าร้อนฉ่ายิ่งกว่าเดิม
เขาก้าวเดินลงมายังลานจอดรถ VIP ชั้นใต้ดินของโรงแรมอย่างมั่นคง ก่อนหยุดยืนที่ข้างรถยนต์ Aston Martin Vantage สีดำขลับคันหรูของตัวเอง คุณธีร์ใช้มือเพียงข้างเดียวประคองร่างของผมไว้กับตัวอย่างทรงพลัง ขณะที่มืออีกข้างกดรีโมตเปิดล็อกแล้วเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารตอนหน้าออกอย่างนุ่มนวล
เขาก้มตัวลงวางร่างของผมลงบนเบาะหนังแท้หนานุ่มสีน้ำตาลเข้มอย่างอ่อนโยนและทะนุถนอมที่สุด ราวกับกลัวว่าหากออกแรงมากไปเพียงนิด ร่างโปร่งบางจะบุบสลาย
แต่เมื่อแผ่นหลังัักับเบาะรถ มือทั้งสองข้างที่เคยโอบรอบคอแกร่งของคุณธีร์ไว้กลับไม่ยอมปล่อยออกง่ายๆ ผมยังคงใช้มือบางเกี่ยวดึงรั้งลำคอของเขาไว้แน่น บังคับให้ใบหน้าคมคายหล่อเหลาต้องโน้มต่ำลงมาใกล้จนปลายจมูกของเราชนกันเบาๆ ดวงตาปรือฉ่ำน้ำสบสายตากับดวงตาคมเข้มของคุณธีร์ในระยะประชิด
"บอส... บอสจะไม่กินพู่กันจริงๆ ใช่ไหมครับ..."
ผมพึมพำถามเสียงสั่นเครือ แววตาใสซื่อระคนหวาดระแวงปนขี้อ้อนช้อนขึ้นมองเขาอย่างน่าเอ็นดู
คุณธีร์จ้องมองริมฝีปากอิ่มสีแดงสดที่เผยอออกเล็กน้อยและกลิ่นแอลกอฮอล์ผสมผลไม้หวานฉ่ำที่โชยมาบางเบา ความอดทนของชายหนุ่มวัยสามสิบสี่ปีเกือบสิ้นสุดลงตรงนั้น นิ้วเรียวยาวขยับขึ้นมาลูบไล้ปอยผมนุ่มที่หน้าผากของผมอย่างแ่เบา ััอบอุ่นโยกย้ายไปที่ข้างแก้มกลมใสอย่างรักใคร่เสน่หา
"ตอนนี้พู่กันเมาอยู่... พี่จะยอมปล่อยไปก่อน"
เสียงทุ้มต่ำอบอุ่นกระซิบชิดริมฝีปากอิ่มอย่างอ่อนโยนจนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดกันและกัน
"แต่ถ้ารุ่งเช้าตื่นมาเมื่อไหร่... พู่กันเตรียมตัวโดนพี่กินจริงๆ ได้เลยครับ เด็กดี"
พูดจบ คุณธีร์ก็ก้มลงประทับริมฝีปากหยักสวยลงบนหน้าผากมนของผมหนักๆ หนึ่งที ความอบอุ่นอันอ่อนโยนส่งผ่านเข้ามาในความรู้สึก ทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะและรู้สึกอุ่นวาบไปทั่วสรรพางค์กาย ผมค่อยๆ คลายวงแขนออกจากคอแกร่งของคุณธีร์ด้วยความเคลิ้มฝัน ปล่อยให้เขาจัดท่านอนให้สบายตัวและคาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อยอย่างทะนุถนอม
ประตูรถฝั่งผู้โดยสารถูกปิดลงอย่างนุ่มนวล กั้นโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายไว้เื้ั
คุณธีร์อ้อมมาประจำตำแหน่งคนขับ สตาร์ตเครื่องยนต์ Aston Martin เสียงคำรามทุ้มต่ำทรงพลังปลุกความเงียบในลานจอดรถ VIP ก่อนจะหักพวงมาลัยมุ่งหน้าออกสู่ท้องถนนกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน
ดวงตาคมกริบเหลือบมองคนเมาตัวน้อยที่หลับตาพริ้มอยู่บนเบาะข้างๆ แก้มกลมยุ้ยขึ้นสีมะเขือเทศสุกน่ารักน่าฟัดและมีเสียงหายใจเข้าออกสม่ำเสมอเป็จังหวะ คุณธีร์ส่ายหน้ายิ้มๆ พลางเลื่อนมือหนามาจับมือเรียวเล็กของผมที่วางอยู่บนหน้าตักขึ้นมากุมไว้แน่น อุ่น แข็งแกร่ง และแฝงความหวงแหนอย่างที่สุด
รถยนต์คันหรูแล่นทะยานไปบนถนน มุ่งตรงสู่จุดหมายปลายทาง... ซึ่งไม่ใช่คอนโดสตูดิโอขนาดเล็กของผมอย่างแน่นอน
หากแต่เป็เพนต์เฮาส์สุดหรูส่วนตัวย่านสาทรของคุณธีร์... รังส่วนตัวของจอมมารที่พร้อมจะกักขังและดูแลกระต่ายน้อยขี้อ้อนตัวนี้ไว้ในอ้อมอกตลอดทั้งค่ำคืน และรอคอยเวลาเปิดฉากความรักลึกซึ้งเร่าร้อนในยามที่แสงตะวันของเช้าวันใหม่สาดส่องเข้ามา...