บทที่ 13 บุพเพสันนิวาส
ระหว่างทางกลับบ้าน เธอบังเอิญเหลือบไปเห็นร้านขายเสื้อผ้าร้านหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนน ร้านนั้นตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ดูหรูหราสะดุดตา เมื่อเดินเข้าไปก็พบว่าภายในร้านมีแต่เสื้อผ้าแบบจีนวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ทั้งชุดเ้าสาวแบบจีน ชุดกี่เพ้า และชุดกระโปรงจีนหลากสีสัน
เ้าของร้านก็ดูใจดี เธอช่วยหญิงสาวเลือกชุดอยู่นาน สุดท้าย ซางเฟยหว่านก็ตัดสินใจเลือกชุดกระโปรงหางม้าแบบจีนชุดหนึ่ง ซึ่งดูเรียบร้อยแต่แฝงไปด้วยความงดงาม
เสื้อตัวบนเป็เชิ้ตสีขาว ปกเสื้อเป็แบบจีนประดับมุกเลื่อมลายดอกไม้ เข้าชุดกับกระโปรงสีฟ้าอมเขียว ทอเส้นทอง ลายผ้าดูคลาสสิก แต่พอใส่ในยุคสมัยนี้ก็ไม่ดูแปลกตานัก
ข้อเสียอย่างเดียวคือราคาแพง ชุดหนึ่งราคาตั้งห้าพันกว่า
แต่เทียบกับกางเกงยีนส์ขาด ๆ ตามห้าง หรือชุดเดรสสั้นจู๋ราคาเหยียบหมื่น เธอมองว่า แบบนี้รับได้กว่าเยอะ
เมื่อซางเฟยหว่านลองสวมใส่เท่านั้นแหละ มันกลับสวยสะดุดตามากเลยทีเดียว
รูปร่างของเธอสูงเพรียว ผิวขาว หน้าตาสะสวย บวกกับบุคลิกนิ่งสุขุมแบบสาวโบราณ เมื่อใส่กระโปรงทรงหางม้ายิ่งดูสวยสง่า
แม้แต่เ้าของร้านยังอดชมไม่ได้ “หนูเป็คนที่ใส่กระโปรงทรงหางม้าได้สวยที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นเลยนะจ๊ะ เหมือนดาราดังเลยล่ะ! แค่เปลี่ยนทรงผมนิดหน่อยก็เป๊ะปังแล้ว”
พูดจบเ้าของร้านก็หยิบปิ่นปักผมไม้จันทน์แกะสลักอย่างดีออกมาจากตู้ แล้วลองเอามาทาบกับผมของหญิงสาว “แบบนี้สวยขึ้นเยอะเลย”
“ปิ่นอันเท่าไหร่คะ”
“ปิ่นอันละ 288 หยวนจ้ะ”
ได้ยินดังนั้น ซางเฟยหว่านก็ใ “แค่กิ่งไม้ทำไมแพงจัง”
เ้าของร้านอมยิ้ม แล้วอธิบาย “นี่เป็งานฝีมือล้วน ๆ ทำจากไม้จันทน์ม่วงจากธรรมชาติ ราคานี้ไม่แพงหรอกนะ”
ซางเฟยหว่านไม่เอาปิ่นปักผม จ่ายแค่ค่าเสื้อผ้า
ตอนเดินออกจากร้าน เธอสังเกตเห็นต้นไผ่ที่ปลูกเรียงรายอยู่หน้าประตู เป็ฉากกั้นอย่างมีสไตล์
ซางเฟยหว่านจึงชี้ไปที่ต้นไผ่แล้วถามว่า “ฉันขอหักไปกิ่งหนึ่งได้ไหมคะ”
ลูกค้าเอ่ยปากขอ เ้าของร้านก็ไม่ขัดศรัทธา
ซางเฟยหว่านนึกแล้ว จึงเอื้อมมือไปหักกิ่งไผ่เขียวมาเป็ปิ่นปักผม แล้วเกล้าผมมวยต่ำปักปิ่น ใบไผ่สีเขียวมรกตสองสามใบประดับอยู่บนผม แกว่งไกวไปตามลม ยิ่งขับให้เธอดูสง่างามมากขึ้นไปอีก
“ขอบคุณค่ะ” เธอเอ่ยอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินจากไป
เ้าของร้านยืนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกตัว เธอหักกิ่งไผ่มามองแล้วมองอีก “ก็แค่ต้นไผ่ธรรมดา ๆ ทำไมเธอปักแล้วดูสวยจัง”
ซางเฟยหว่านเดินไปได้ไม่นาน WeChat ก็เด้งข้อความขึ้นมา เป็ข้อความจากนกน้อยโผบิน
หลังจากจบไลฟ์เมื่อคืน เธอจึงเพิ่ม WeChat ของนกน้อยโผบิน เพื่อที่จะได้ติดต่อกันสะดวกในวันนี้
[คุณหมอดูคะ ตำรวจที่เป็เพื่อนฉันช่วยเช็กข้อมูลให้แล้วค่ะ ข้อมูลประจำตัวของแฟนฉันปลอมทั้งหมดเลย เทียบกับรูปถ่ายแล้ว สงสัยว่าน่าจะเป็ผู้ร่วมขบวนการที่เคยก่อคดีลักพาตัวไปต่างประเทศหลายคดีก่อนหน้านี้ พระเ้า! ถ้าเพื่อนฉันไม่ได้เป็ตำรวจ ฉันคงไม่เชื่อแน่ ๆ ว่ามันคือเื่จริง เื่บ้า ๆ น่ากลัวแบบนี้มันเกิดขึ้นกับฉันได้ยังไงเนี่ย]
[นกน้อยโผบิน ในเมื่อเธอรู้แล้วว่าเขามีปัญหา ก็ระวังตัวไว้ด้วยนะ]
[คุณหมอดูคะ ตำรวจไปจับเขาแล้วค่ะ ฉันไม่เป็ไรแล้วนะคะ ยังดีนะที่คุณดูออกว่ามีปัญหา ไม่งั้นฉันคงโดนเขาหลอกไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จริง ๆ คิดแล้วก็ขนลุก]
เมื่อคืน เธอตกลงกับนกน้อยโผบินไว้แล้วว่า คืนนี้จะไปช่วยเธอจัดการเื่เ้าหวังว่าง
บ้านของนกน้อยโผบินอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ ห่างจากเมืองหลวงกว่าพันกิโลเมตร
ซางเฟยหว่านจองตั๋วเครื่องบินไว้ล่วงหน้าทางโทรศัพท์แล้ว แต่พอรีบไปถึงสนามบินเท่านั้นแหละ เธอก็ถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ
ในฐานะที่เป็ิญญาเร่ร่อนซึ่งมาจากต่างโลก ความรู้ความเข้าใจที่มีต่อสังคมยุคปัจจุบันของเธอ ส่วนใหญ่แล้วล้วนมาจากความทรงจำของเ้าของร่างเดิม
แต่ปัญหาก็คือ ซางเฟยหว่านคนก่อนไม่เคยขึ้นเครื่องบินเลยสักครั้ง
นั่นจึงทำให้ซางเฟยหว่านในตอนนี้ไม่รู้เื่รู้ราวอะไรเกี่ยวกับสนามบินและขั้นตอนการขึ้นเครื่องบินเลยแม้แต่น้อย
หญิงสาวยืนอยู่ท่ามกลางความจอแจของผู้คนมากมายในอาคารผู้โดยสารสนามบินขนาดใหญ่แห่งนี้ เธอลังเลใจว่าควรจะถามใครสักคนดีไหมนะ
ถ้าถามออกไป จะดูเชยมากไปหรือเปล่านะ?
เธอได้คิดในใจ
ทันใดนั้น ก็มีคนคุ้นหน้าคุ้นตาโผล่ขึ้นมาท่ามกลางฝูงชน
แม้ว่าเขาจะพยายามพรางตัวด้วยแว่นตาดำและหน้ากากอนามัย แต่ผมสีแดงเพลิงที่สะดุดตาก็ทำให้เขากลายเป็จุดสนใจอยู่ดี
จุดสนใจที่ว่านี้มีชื่อจริงว่า ‘ไป๋จวิ้น’ ส่วนชื่อในโลกออนไลน์คือ ‘คุณชายรักอิสระ’
ในฐานะทายาทมหาเศรษฐีผู้โด่งดัง ไลฟ์สดเมื่อคืนนี้ทำให้เขาดังเป็พลุแตกเข้าไปอีก ยอดผู้ติดตามพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แถมยังมีคนใจดีบันทึกภาพความทรงจำอันแสน ‘หอมหวาน’ ที่เขาต้องกินอุจจาระไว้ แล้วนำไปเผยแพร่บนโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง
มีชาวเน็ตจำนวนมากแห่กันไปคอมเมนต์ใต้โพสต์ Weibo ของเขา รอคอยการแสดงกินอุจจาระครั้งต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ
25 ปีในชีวิต คุณชายรักอิสระไม่เคยต้องเผชิญกับความอับอายขายหน้าแบบนี้มาก่อน
ไม่ใช่แค่ชาวเน็ตที่เอาเขาไปล้อเลียนเป็เื่ตลก กลุ่มเพื่อนที่เคยเที่ยวเตร่ด้วยกันในเมืองหลวงก็โทรมา ‘แสดงความเป็ห่วงจอมปลอม’ ไม่ขาดสาย
เมื่อรู้ว่าอยู่เมืองหลวงต่อไปไม่ได้แล้ว คุณชายรักอิสระจึงเก็บข้าวของเตรียมหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่เมืองเล็ก ๆ ทางใต้สักพัก
จุดจบแบบนี้ที่เขาต้องเผชิญ ล้วนเป็เพราะคำทำนายของหมอดูหญิงคนนั้น
เหมือนฟ้ากลั่นแกล้ง เขาเพิ่งคิดถึงซางเฟยหว่าน หันไปก็เจอผู้หญิงที่หน้าคุ้น ๆ แต่จำไม่ได้ว่าเป็ใคร
ในฐานะคุณชายแห่ง Starlight Entertainment เขาผ่านผู้หญิงสวย ๆ มานับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่เคยเจอใครสวยเท่าคนตรงหน้านี้
ผู้หญิงที่เขาเคยเจอ สวยก็สวยอยู่หรอก แต่ส่วนใหญ่เป็เพราะการแต่งหน้าหนาเตอะต่างหาก
ส่วนผู้หญิงตรงหน้านี้ ไม่ได้แต่งเติมเครื่องสำอางแต่อย่างใด ทว่ากลับมีผิวขาวราวหิมะ ปากแดง ฟันขาว งดงามอย่างเป็ธรรมชาติ
โดยเฉพาะดวงตาของเธอ เปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของหญิงสาว แต่ขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยสติปัญญาที่มองทะลุปรุโปร่ง ผสานกับออร่าอันสูงส่งราวกับไม่ใช่คนในโลกมนุษย์ เธองดงามราวกับเทพธิดาจากสรวง์ที่หลงทางมายังโลกมนุษย์
คุณชายผู้ไม่เคยสนใจสิ่งใด ลืมที่จะปกปิดใบหน้า เขาถอดแว่นกันแดดออก แล้วถามด้วยความตกตะลึงว่า “คุณผู้หญิงครับ เราเคยเจอกันที่ไหนหรือเปล่า?”
ซางเฟยหว่านอมยิ้มเล็กน้อย “เมื่อวานนี้ไง ขี้หมาอร่อยไหมล่ะ?”
ทันใดนั้น ภาพลักษณ์ของหญิงงามก็แตกสลาย เหลือไว้เพียงความหวาดกลัว
“นี่เธอ… เธอ… เธอ... เธอคือหมอดูคนนั้นเหรอ?”
ซางเฟยหวานจึงแถลงไขอย่างจริงจัง “ฉันดูดวงไม่เคยพูดจาเหลวไหล จะเรียกว่าสิบแปดมงกุฎได้ยังไง”
คุณชายรักอิสระสวมแว่นตาดำอย่างเงียบ ๆ พูดว่า “ลาก่อนล่ะ!”
จากนั้นหันหลังเตรียมจะเผ่น แต่กลับถูกซางเฟยหวานคว้าคอเสื้อไว้แล้วลากกลับมา
คุณชายรักอิสระงุนงง ทั้งที่ตัวเองสูงตั้ง 180 กว่า ทำไมถึงโดนสาวน้อยที่ตัวเตี้ยกว่าตั้งเยอะลากกลับมาเหมือนลูกไก่แบบนี้
“ปล่อยนะ! เธอ... เธอ... ผู้หญิงอย่างเธอมีแรงเยอะขนาดนี้ได้ยังไง”
“โอ้ย! โอ้ย! เธอจะทำอะไรเนี่ย แบบนี้ฉันเสียหน้านะ”
“ก็ได้ ๆ! ฉันไม่ไปแล้ว มีอะไรค่อยพูดค่อยจากันนะ”
ซางเฟยหวานจึงปล่อยเขา “เื่ที่ตกลงกันเมื่อคืน นายทำไปแค่ครึ่งเดียวเองนะ แล้วที่เหลือล่ะ”
คุณชายรักอิสระพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “ฉันให้ทิปเธอเพิ่มเป็สิบเท่าแล้ว แบบนี้ไม่นับเหรอ”
ซางเฟยหวานจึงตอบ “ไม่นับ”
ใบหน้าที่งดงามราวกับภาพวาด บุคลิกเย่อหยิ่ง แต่แววตาที่มองเขากลับทำให้รู้สึกกดดันอย่างน่าประหลาด
คุณชายรักอิสระมองไปรอบ ๆ ก่อนจะลดเสียงลงอย่างไม่เต็มใจนัก “คุณย่า!”
พูดจบก็เตรียมตัวจะจากไป พร้อมกับสาบานกับตัวเองในใจว่า จะไม่มาเจอหล่อนอีกตลอดชีวิต
ใครจะไปรู้ว่า ยังไม่ทันได้ก้าวขาออกไปไหน ก็ถูกซางเฟยหว่านลากกลับมาเสียแล้ว
“นี่ เธอช่วยเลิกหิ้วฉันไปมาได้ไหม คนเยอะแยะแบบนี้ ฉันอายเป็นะ!” คุณชายรักอิสระโวยวายอย่างหัวเสีย
“นายกำลังจะไปเมืองเจียงเฉิงหรือเปล่า” ซางเฟยหว่านเอ่ยถาม
“เธอรู้ได้ยังไง” คุณชายรักอิสระถามอย่างสงสัย
“ฉันคำนวณดูน่ะ พอดีเลย พวกเราไปทางเดียวกัน ไปด้วยกันเถอะ” ซางเฟยหว่านกล่าว
“ถ้าฉันปฏิเสธล่ะ” คุณชายรักอิสระถามอย่างจนใจ
ซางเฟยหว่านมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย เพียงเท่านั้น เขาก็รู้แล้วว่าไม่มีทางปฏิเสธได้แน่ ๆ