สิ่งที่ควรทำ 1
หลายเดือนผันผ่านไปตลอดหลายเดือนมานี้ซูเจินได้ทำสิ่งต่างๆมากมาย ทั้งเตรียมการฝึกเหล่าเด็กน้อยที่จือเหลียงกับสือเหลียงพามา ทั้งสอนการใช้รหัสและการถอดรหัสให้กับคนในหมู่บ้าน ทั้งรวบรวมข้อมูลจากแคว้นต่างๆฝึกฝนการใช้พลังที่มีกับซูซูและการระลึกชาติ เอ่อ…นางหมายถึง ระลึกความทรงจำทุกๆวันนางต้องนั่งโคจรพลังหลายชั่วยาม ทั้งยังต้องฝึกพลังที่แทบกระอักเลือดกับอาจารย์สุดโหดอย่างซูซู นอกจากนั้นก็ยังต้องมาศึกษาตำราของแคว้นต่างๆย้อนหลังไปหลายร้อยปี เพราะความทรงจำของนางสิ้นสุดลงไปเมื่อเกือบพันปีที่แล้ว ความทรงจำของซูซูถึงเพียงตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น ไม่ได้มีความทรงจำหลังตายแล้วแต่เอาเถอะ…อย่างไรนางก็จดจำทั้งหมดได้แล้ว ความรู้สึกตอนนี้ก็มิได้แบ่งแยกออกจากของซูซูเสียทีเดียว แต่เหมือนกับนางและซูซูนั้นได้หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันไปแล้ว แต่ก็เพียงความทรงจำเก่าเท่านั้นซูซูที่อยู่เคียงข้างนางตอนนี้นั้นได้ต่างออกไป นางคนเก่านั้นมิได้มีอยู่แล้ว…มีเพียงซูซูที่แสนโหดเหี้ยมพร้อมนิสัยชอบกลั่นแกล้งผู้อื่นเท่านั้น!‘ซูเจินเจ้าดูสิ พวกนางทำหน้าตลกเสียจริง คิกคิก’ เจ้าก็เลิกแกล้งพวกนางเสียที!ช่วงหลังๆ ที่มิได้ฝึกฝนอีกแล้วนางก็ว่าง ว่างเสียจนต้องออกกลั่นแกล้งผู้อื่นไปทั่ว เช่นวันนี้ที่นางกำลังเป่าลมใส่กระโปรงเหล่าสาวน้อยวัยแรกแย้มให้กระพือเปิดขึ้นกลางหมู่บ้าน จนพวกนางส่งเสียงกรี๊ดอายม้วนวิ่งเข้าบ้านอย่างไว จะไม่อายได้อย่างไร ก็เหล่าบุรุษน้อยใหญ่ทั้งหลายที่นางเรียกมาวันนี้นั่งอยู่เต็มลานหมู่บ้าน ทำให้หลายคนหน้าแดงก่ำ บางคนถึงกับเลือดกำเดาไหล บางคนดีหน่อยเบี่ยงหน้าหนี แต่ก็ส่วนน้อยน่ะนะ“อะแฮ่ม…มากันครบหรือยัง?” ซูเจินเลิกสนใจซูซูหันกลับมาพูดกับเหล่าบุรุษทั้งหลาย ไล่บรรยากาศแปลกๆออกไป หันมาสนใจข้าได้แล้วพวกเจ้าน่ะ“มากันครบแล้วขอรับนายหญิง” ซูเจินพยักหน้าตอบรับจือเหลียงเล็กน้อย“อืม…วันนี้เรียกพวกเจ้ามาเพื่อจะให้ทุกคนได้รู้จักกันไว้ หลังจากนี้ข้าจะมอบหมายหน้าที่ให้กับทุกคน พวกเจ้าต้องทำงานร่วมกันเป็นเสาหลัก จดจำพวกของตนไว้ให้ดีนอกจากนี้อย่าได้ไว้ใจผู้ใด”“ขอรับ!” พวกเขาตอบรับด้วยเสียงอันดังพร้อมกับท่าทางที่ซูเจินได้สอนไว้ นั่นคือการเอาเข่าซ้ายชันขึ้นพร้อมกับวางแขนซ้ายไว้บนเข่ามือขวากำไว้ตรงตำแหน่งหัวใจก็แหม…มันเท่จะตายไป เคยเห็นแต่ในหนังพอลองเอามาใช้จริงแล้วรู้สึกดีต่อใจจริงๆ“เด็กๆ”ซูเจินเรียกเหล่าเด็กๆที่จือเหลียงกับสือเหลียงพามา ใช้เวลาหลายเดือนเพื่อฝึกเด็กๆ ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่หากก็ทดแทนด้วยตารางการฝึกสุดโหด เรียกได้ว่าการฝึกทหารที่โลกนู้นนั้นเทียบแทบไม่ติด แต่ถึงอย่างนั้นก็มิได้มีใครตาย เพราะมีหมอมารเช่นนางอยู่ทั้งคนฟังมิผิดหรอก…เคยได้ยินแต่หมอเทวดานึกมิถึงว่าจะมีหมอมารด้วยหลังจากตรวจเจียอี๋เสร็จซูเจินก็มาคาดคั้นเอาคำตอบกับซูซู ตอนแรกนึกว่าซูซูจะมิยอมตอบ แต่ที่ไหนได้นางกลับทำท่าทางมิได้ใส่ใจแล้วบอกทุกอย่างนางบอกว่าฝั่งมารดาของนางนั้นเป็นหมอมาร ทุกรุ่นจะถ่ายทอดให้กับบุตรีคนโตเพียงคนเดียวเท่านั้นและจะสืบทอดกันในสายเลือด เพราะว่ามีวิชาแพทย์บางอย่างที่สามารถใช้ได้เฉพาะทายาทที่สืบสายเลือดเท่านั้น นางนั้นได้รับสืบทอดมาอย่างถูกต้องและมีเพียงมารดากับนางเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ แม้แต่บิดาก็ยังมิล่วงรู้เมื่อนางตายลงก็เท่ากับว่าชื่อหมอมารก็ได้สิ้นสุดลงด้วยหมอมารกับหมอเทวดานั้นมีข้อแตกต่างกันอย่างเด่นชัด หมอเทวดานั้นอุทิศตนให้กับการรักษาและการปรุงยา แต่หมอมารนั้นก็ตามชื่อ มิได้รักษามนุษย์ทั่วไป แต่หากคอยรักษาเหล่าหมู่มารและสัตว์อสูรแทน บางคราก็รักษาให้เหล่าทวยเทพสิ่งตอบแทนที่เหล่าหมอมารเรียกร้องในการรักษาก็แล้วแต่รุ่นนั้นๆ บ้างก็เรียกร้องสิ่งของวิเศษ บ้างก็เรียกร้องขอบทเวทที่เหล่าอสุราใช้ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าแต่ละรุ่นใช้ได้เพียงหนึ่ง ดังนั้นแล้วหมอมารจึงสืบทอดได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น พลังมากมายแต่เหล่ามนุษย์เรียกมันว่าคำสาปหมอมารเชี่ยวชาญยาพิษและการรักษาที่ต่างจากหมอเทวดา เป็นการรักษาที่แปลกประหลาด ดังนั้นเหล่ามนุษย์จึงมินิยมรักษากับหมอมาร เมื่อนางฟื้นชื่อของหมอมารก็กลับมาด้วยพอได้ฟังก็พอจะระลึกความได้ ความทรงจำของนางสับสนและขาดหาย บางทีก็ต้องใช้เวลาซูเจินมองเหล่าเด็กๆทั้งชายและหญิงจำนวนสามสิบคนอย่างพึงพอใจ มีตั้งแต่อายุสิบสามถึงสิบแปดปี เป็นชายยี่สิบคนหญิงอีกสิบคน นอกจากร่างกายจะแข็งแกร่งแล้วยังสามารถต้านพิษได้อีกด้วย ก็นางให้พวกเขาอาบยาพิษตลอดเวลาหลายเดือนนี่นา“เด็กๆเหล่านี้จะทำหน้าที่คอยส่งรหัส”“ข้าเฮยหลงเป็นพี่ใหญ่ นั่นคือ เหลาสู่ ซือจื่อ ต้าโก่ว ต้าเซียง ไต้สู่ โหวจื่อ หูหลาง ชื่อเวย เอ้อหยีร์ เหย่หนิว เปียนฝุ เหมาหนิว สงเมา ปานหม่า จิ่งลู่ เป้าจื่อ โม่เอ๋อร์ ต้าซิง ไป๋เสอ เหลียนฮวา ลี่ฮวา หลันฮวา จู๋ร์ฮวา อิงฮวา เหม่ยฮวา ไป๋หลาง หวงหลาง หมู่ตาน และจื่อเหยี่ยนขอรับ”เฮยหลงเด็กที่มีอายุมากที่สุดออกมาแนะนำตัวน้องๆเรียงตามลำดับลงไป เมื่อถึงชื่อตนเด็กๆก็ก้าวออกมาทีละคน“ฝากตัวด้วยขอรับ/เจ้าค่ะ”ซูเจินยิ้มอย่างภูมิใจเมื่อเด็กๆพูดตามที่นางสอน“เด็กน้อยเจ้าช่างหาญกล้าใช้ชื่อ ‘หลง’ (มังกร) มิละอายฟ้าดินเสียจริง ข้าละอยากจะเห็นผู้ตั้งชื่อเจ้าเสียจริง ฮ่าๆๆๆ”“นั่นสิๆ พวกเจ้าพี่น้องขนกันมาทั้งป่าแล้วกระมัง ฮ่าๆๆๆ”“หากข้ารู้ว่าผู้ใดตั้งชื่อให้พวกเจ้าข้าจะถีบให้สักครา เผื่อสติมันจะได้กลับมา”“ใช่ๆ ข้าเห็นด้วยๆ”เหล่าชายน้อยใหญ่พูดคุยล้อเลียนชื่อเหล่าพี่น้องเบื้องหน้ากันอย่างสนุกปาก เสียจนมิได้เอะใจกับบรรยากาศที่เริ่มเย็นเยียบลง เด็กๆต่างเหลือบมองผู้ตั้งชื่อให้อย่างระแวดระวังกับคนไร้บ้านไร้ชื่อเช่นพวกเขา เมื่อมีคนตั้งชื่อให้ไม่ว่าชื่ออะไรก็ล้วนแต่เป็นชื่อที่ดี ย่อมไม่พอใจที่มีคนมาหัวเราะอยู่แล้ว!แต่หากคนผู้นั้นมิว่าอะไรกับการล้อเลียนชื่อของพวกเขาหรือเห็นสนุกไปด้วย พวกเขาคงได้แต่อดทนกล้ำกลืนลงไปเท่านั้นแต่ทว่ามิเพียงมิมีเสียงหัวเราะเห็นชอบเท่านั้น ดวงตาก็แววโรจน์ราวดวงไฟบ่งบอกอารมณ์ได้เป็นอย่างดี จนเหล่าเด็กน้อยต่างน้ำตาคลอเบ้าดวงตาฉ่ำวาวไปด้วยหยาดน้ำ ซาบซึ้งใจจนมิสามารถเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาได้ซูเจินนั้นเห็นเด็กๆที่ตนเฝ้าฝึกฝนอยู่หลายเดือนจนเกิดความผูกพันกำลังก้มหน้าซ่อนหยาดน้ำตา ก็ดั่งมีมือมาดึงเส้นความอดทนตนออก“พวกเจ้าตลกกันมากหรือ?”