ตอนนี้น้ำหนึ่งไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าของธัญแม้ว่ามือของเขาจะยังคงถูกกอบกุมโดยฝ่ามือใหญ่ของอีกฝ่าย
ยังไม่ทันสังเกตุธัญก็โตกว่าเขาไปมากโขแล้ว ทั้งร่างกายที่ใหญ่โตกว่าส่วนสูงที่สูงกว่าเขาไปเป็เกือบสิบเิเ มือใหญ่ๆนี่อีกเมื่อเทียบกับมือของเขาแล้วมันสามารถกอบกุมได้จนมิด
ในขณะที่ธัญโตขึ้นเรื่อยๆแต่ตัวเขากลับเหมือนหยุดอยู่ที่เดิม
“ผมช..”
“ไม่ต้องพูดแล้ว”น้ำหนึ่งยกมือขึ้นปิดปากอีกคนแทบจะทันทีที่เปิดปากออกมาพวงแก้มขาวขึ่นสีระเรื่อจางๆอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
หนึ่งบอกตรงๆว่าตอนนี้เขารู้สึกสับสนความอบอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านมืออันอบอุ่นของธัญยิ่งััก็ยิ่งทำให้รู้สึกอบอุ่นข้างในหัวใจ
เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะชอบอีกฝ่ายไม่เคยคิดเลยแม้แต่น้อย แต่หัวใจที่เต้นแรงอยู่ตอนนี้ก็เหมือนกับมันกำลังจะบอกว่าเขาเองก็คิดแบบเดียวกันกับธัญ
ไม่อยากจะยอมรับความจริงเลยสักนิดน้ำหนึ่งรีบลุกขึ้นยืนกอบเอางานของตัวเองมาถือไว้ด้วยแขนทั้งสองข้างก่อนจะรีบเดินหนีกลับห้องตัวเองไป
ทิ้งธัญไว้ให้อยู่แบบนั้นด้วยความงงงวย
หลังจากวันนั้นน้ำหนึ่งก็ดูจะหลบหน้าธัญอย่างเห็นได้ชัดคนมาทำหน้าที่ปลุกในวันที่ธัญตื่นสายก็กลายเป็คนรับใช้แทนคนขับรถไปส่งจากที่ปกติน้ำหนึ่งจะทำหน้าที่ตรงนี้ก็กลายเป็คุณลุงคนขับรถประจำบ้านที่ไม่ค่อยได้ทำงานตัวเองสักเท่าไหร่ปัจจุบันเลยทำหน้าที่เป็คนสวนแทน
เวลาล่วงเลยผ่านไปกว่าอาทิตย์น่ามหัศจรรย์แต่ก็เป็เื่จริงที่ธัญวลัยไม่ได้เจอหน้าของน้ำหนึ่งเลยแม้แต่เสี้ยว
“โดนหลบหน้าว่ะ”
“เื่แค่นี้เหรอ?”หญิงสาวยกแก้วน้ำชาขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากสีหน้าของเธอเรียบเฉยและงดงามเหมือนดั่งทุกวัน ตอนนี้ทั้งคู่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะน้ำชาในสวนกว้าง
เกลวถูกเรียกมาอย่างกระทันหันโชคดีนักที่เธอไม่ได้มีธุระอะไรอยู่แล้วจึงมาพบปะได้ในทีแรกก็คิดว่าคงจะมีเื่ใหญ่เพราะคนที่ติดต่อไปคือธัญโดยตรง
แต่กลับกลายเป็ปัญหาหัวใจของอีกฝ่ายที่ไม่ได้เกี่ยวกับเธอเลยแม้แต่น้อยแต่อย่างน้อยก็มีน้ำชาหอมๆทานคู่กับเค้กหลากหลายที่ดูท่าอีกฝ่ายจะตั้งใจกว้านซื้อมาจากร้านดังเพื่อเอาใจเธอโดยเฉพาะ
“จู่ๆพี่หนึ่งก็หลบหน้านี่เธอก็เป็คนเดียวที่รู้ว่าฉันคิดยังไงกับพี่หนึ่ง ไม่ให้ถามเธอแล้วจะให้ถามใคร?”
“แหม ดูพูดเข้า ถ้าไม่เห็นแก่เค้กอร่อยๆก็อย่าหวังเลยค่ะว่าจะยังนั่งอยู่ตรงนี้”
ทั้งคู่บึ้งตึงใส่กันสักพักหญิงสาวไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่เื่ความรู้สึกของธัญ แน่นอนว่ารวมถึงเื่นี้ด้วยเธอไม่ได้ไปรู้ด้วยสักหน่อยว่าทั้งสองคนมีปัญหาอะไรกันจนถึงขั้นต้องหลบหน้าหลบตากันแบบนี้
ธัญค่อยๆเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆซึ่งหลังจากฟังเื่ราวทั้งหมดก็ทำให้เธอหลุดขำออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“นี่ธัญโง่รึเปล่าคะ?”เธอยังคงหัวเราะไม่หยุดเื่ที่เกิดขึ้นมันก็เป็เพราะตัวของธัญเองทั้งนั้น
“อะไร?”
“ใครเขาให้สารภาพไปตรงๆแบบนั้นคนเขาจะใก็ไม่แปลก”เธอกล่าวและวางส้อมเล็กลงบนจานเค้ก
ธัญไม่เคยมีประสบการณ์ด้านความรักมาก่อนซึ่งเธอก็รู้ดีแต่ไม่คิดเลยจริงๆว่าจะถึงขนาดเข้าหาไม่เป็และสารภาพออกไปตรงๆแบบนั้น
สำหรับธัญแล้วคงจะไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรการแสดงความจริงใจมันก็ดีอยู่หรอก เพียงแต่ดูท่าทางแล้วน้ำหนึ่งคงจะรู้สึกใอยู่ไม่น้อย
แต่ถึงขั้นหลบหน้าหลบตาแบบนี้ก็นับว่าแปลกพอสมควร
เพราะน้ำหนึ่งคอยดูแลธัญอยู่ไม่เคยห่างมาั้แ่เด็กเื่ของธัญก็มักจะจัดการให้ทั้งนั้น และแน่นอนว่าไม่เคยอยู่ห่าง
“ใครจะไปรู้ล่ะ”
“แต่พี่หนึ่งก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจใช่ไหมคะ?”เธอถามด้วยแววตาที่เป็ประกายใจหนึ่งแม้เธอจะคิดว่าไม่ใช่เื่ของเธอด้วยซ้ำที่ต้องมาสนใจแต่อีกใจก็รู้สึกดีใจที่ทั้งสองคนดูไปกันได้ด้วยดี
อย่างน้อยเธอก็ไม่อยากลงเอยกับการแต่งงานกับธัญแน่ๆ
“ก็เปล่า..”
“แบบนั้นก็ดีแล้วนี่คะ”
“แต่ตอนนี้พี่หนึ่งหลบหน้าอยู่นะดีตรงไหน?”
“ก็ใช่อยู่หรอก..แต่ไม่ได้ถึงขั้นลาออกจากงานเพื่อที่จะออกไปจากชีวิตธัญนี่นาเพราะงั้นเราก็ยังมีโอกาสไง”หญิงสาวยิ้มออกมา มือทั้งสองประกบกันอย่างมีนัย
ธัญก็เห็นด้วยกับประโยคนั้นพอย้อนกลับไปคิดก็รู้สึกว่าดีแค่ไหนแล้วที่น้ำหนึ่งไม่หายไปจากชีวิตที่ยังยอมอยู่กับเขาก็นับว่าเป็บุญมากโข แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เข้าใจเกลวอยู่ดี
เธอค่อยๆอธิบายถึงอาการแปลกๆของน้ำหนึ่งเธอลองวิเคราะห์จากข้อมูลที่ตัวเองมี น้ำหนึ่งเองก็รักธัญมากพอที่จะไม่ทิ้งไป ถ้าหากเป็คนอื่นอาจจะหนีไปไกลแล้วก็ได้การที่เขายอมธัญอยู่บ้าง นั่นก็หมายความว่าเื่ของทั้งสองคนยังพอเป็ไปได้
ถ้าหากเป็อย่างที่เธอคิดก็แสดงว่าน้ำหนึ่งเองก็ชอบธัญในแง่ของคนรักเหมือนกัน
ธัญวลัยรับฟังสิ่งที่ออกจากปากของเกลวด้วยความตั้งใจถ้าเป็ไปได้เขาก็ไม่อยากพลาดจนถึงขั้นเสียน้ำหนึ่งไปตลอดชีวิตถ้าหากอีกฝ่ายพยายามหลบหน้า ก็ต้องไปอยู่ในที่ที่อีกคนจะหลบหน้าไม่ได้
น้ำหนึ่งทิ้งเวลาปล่อยให้ผ่านไปแม้ว่าวันนี้จะไม่ได้มีงานเยอะจนถึงขั้นต้องอยู่ล่วงเวลาเพียงแต่เขาจงใจที่จะกลับให้ดึกที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อหลบเลี่ยงการไปเจอกับชายหนุ่มที่อยู่ที่บ้านตลอดเวลา
แม้มันจะดูขี้ขลาดไปหน่อยแต่เขาก็ไม่สามารถที่จะสงบจิตสงบใจได้เมื่ออยู่กับธัญสองคน
นาฬิกาบอกเวลาสามทุ่มป่านนี้แล้วเขาก็ควรที่จะกลับบ้านได้แล้ว
น้ำหนึ่งกลับบ้านมาอย่างอ่อนล้าเขาต้องตื่นเช้ากว่าปกติเพื่อที่จะไปบริษัท และกลับดึกกว่าปกติเพื่อหลบหน้าธัญบางทีก็คิดว่าเป็แบบนี้มันคุ้มรึเปล่า
น้ำหนึ่งเกือบจะปิดประตูแทบจะทันทีที่เปิดเข้าไปในห้องดวงตาของเขาสั่นระริกไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตนเองเห็นเมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องแม้ห้องจะยังมืดสนิทแต่ก็เห็นว่ามีอะไรบางอย่างขยับอยู่ในห้อง
เขายืนแน่นิ่งอยู่หน้าประตูในใจรู้ดีว่าถ้าหากจะเจอผีก็คงเจอไปนานแล้วอีกอย่างนี่มันห้องของเขาที่ใช้นอนเป็ประจำ เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ข้างในจะต้องเป็คนที่คิดไว้แน่ๆ
ไม่นานนักประตูก็ถูกเปิดจากข้างในแสงจากด้านนอกสาดเข้าไปในห้องเผยให้เห็นใบหน้าของอีกคนอย่างชัดเจน
หนึ่งเตรียมตัวที่จะหันหลังกลับและเดินหนีอย่างรวดเร็วแต่มือของธัญกลับไวกว่า เขาคว้าเอาข้อมือของหนึ่งไว้ด้วยความที่่นี้น้ำหนึ่งนอนน้อยเป็พิเศษเขาจึงเสียหลักล้มลงไปพิงอกแกร่งของธัญอย่างง่ายดาย
หัวใจที่เคยทำงานปกติก็เต้นแรงขึ้นมาเหมือนมีคนกำลังรัวกลองชุดอยู่ด้านในน้ำหนึ่งกำมือแน่น ข้อมือของเขาเองก็ถูกจับไว้แน่นราวกับกลัวว่าเขาจะหายไปไหน
ร่างกายดูจะไม่ฟังเขาอีกต่อไปแม้จะบอกตัวเองให้ขยับแล้วออกไปจากสถานการณ์นี้ให้ไวที่สุดแต่ขากลับก้าวไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียว
อย่างน้อยในตอนนี้ก็อยากจะถอดแว่นออกก่อนเพื่อที่จะแกล้งทำเป็ไม่เห็นอีกฝ่ายไปซะ
เหงื่อเริ่มไหลซึมตามกรอบหน้าทั้งสองฝ่ายเงียบไม่มีใครพูดอะไรออกมาทั้งนั้น อยู่หน้าห้องนอนของน้ำหนึ่งถ้าหากมีคนรับใช้มาเห็นก็คงถูกเอาไปนินทาเป็อาทิตย์แน่ๆ
แต่ดึกป่านนี้คงจะไม่มีใครออกมาเดินเล่นตามทางเดิน
ธัญวลัยที่จับตัวของน้ำหนึ่งไว้ได้พอถึงเวลาก็ไม่รู้ว่าตนเองควรจะพูดอะไร สถานการณ์นิ่งและเงียบมากไม่มีใครขยับราวกับเล่นเกมใครขยับก่อนแพ้
มีเพียงแค่หัวใจของทั้งคู่ที่ต่างฝ่ายต่างเต้นระรัวและดูท่าจะไม่หยุดง่ายๆน้ำหนึ่งไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมามองด้วยซ้ำ เขาเอาแต่ก้มหน้าและก็จ้องมองต่ำ
ฝ่ายธัญเองก็ไม่กล้าปล่อยมือเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะหนีไปอีก
“.....”
“ตายแล้ว”เสียงคุ้นเคยของป้าสมใจร้องดังขึ้นจนทั้งคู่ดีดตัวออกห่างกันโดยอัตโนมัติ
“ทำอะไรกันอยู่คะ?อ้าว คุณหนึ่งยังไม่ได้อาบน้ำอีก?”หญิงชราเดินเข้ามาใกล้ตอนนี้เธออยู่ในชุดนอนพร้อมที่จะนอนเต็มที่แต่เธอออกมาเช็คดูว่ามีไฟตรงไหนที่เธอยังไม่ได้ปิดหรือไม่พอเดินมาจนถึงใกล้ๆกับห้องของน้ำหนึ่งก็พบว่าทั้งคู่กับลังยืนอมพะนำกันอยู่สองคนโดยที่ประตูห้องก็เปิดไว้
ตัวคุณหนูของเธอไม่น่าห่วงเท่าไหร่เพราะใส่ชุดนอนคงจะพร้อมนอนอยู่แล้ว แต่น้ำหนึ่งกลับยังอยู่ในชุดสูทเต็มยศเธอก็เข้าใจว่าเพิ่งกลับบ้านมา
แต่ั้แ่เวลาที่เธอได้ยินเสียงรถของน้ำหนึ่งเลี้ยวเข้ามาก็ปาไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้วเธอจึงแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่ยังอยู่ในสภาพเดิม
“ไม่มีอะไรครับผมกำลังไปอาบน้ำพอดี..”หนึ่งว่าดวงตาของเขาขยับไปมาไม่รู้ว่าจะต้องเอาสายตาไปวางไว้ที่ไหนและได้แต่หวังว่าป้าเขาจะไม่เอาเื่ที่เขาอยู่ดึกๆดื่นๆกับธัญสองต่อสองไปพูดให้ใครฟัง
“คุณหนูก็เข้าห้องได้แล้วนะคะอย่าไปกวนคุณหนึ่งเขาสิ”เธอเอ็ดคุณหนูของเธอก่อนที่จะเดินเข้าไปดันตัวธัญให้เดินไปอีกทางซึ่งเป็ทางกลับห้องของธัญ
น้ำหนึ่งไม่คิดจะช่วยเลยแม้แต่น้อยสุดท้ายธัญก็ถูกลากกลับเข้าไปในห้องตอนนี้ก็เหลือเพียงเขาที่ยืนอยู่หน้าห้องคนเดียว
เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกอย่างน้อยก็ไม่ใช่คืนนี้ที่ต้องเปิดใจพูดกับธัญ แต่ก็ยังคงรู้สึกกังวลอยู่ดีว่าสักวันจะต้องคุย
เขารู้ตัวดีว่าหนีไปไม่ได้ตลอดหรอกแต่ขอแค่วันนี้แล้วกัน