Perfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์

    ตอนที่ 9 นาทีสุดท้าย

    เพื่อนคนงานคนอื่น ๆ บนเวทีประลอง ครั้นได้ยินเสี่ยวไคของพวกเขาตะโกนออกมาเช่นนั้นก็ตกใจ จึงสอบถามไปอีกครั้งว่า“เฮ้ย!!”“เอาจริงดิ!!” แต่เสี่ยวไคของพวกเขาพยักหน้างึก ๆแม้อีกฝ่ายจะมีร่างกายสูงใหญ่ขึ้นมากหากเทียบกับสตรี แต่ถ้าเทียบกับบุรุษในวัยเดียวกัน ก็ยังถือว่าตัวเล็กกว่าพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นทุกคนต่างสังเกตเห็นว่าหยางไคหยิบอะไรสักอย่างขึ้นมากิน ..แลดูคล้ายมันเผาหรืออะไรทำนองนั้น ? พร้อมทั้งดื่มน้ำลงไปอีกเป็นจำนวนมาก จากนั้นตั้งท่าแล้วกล่าวขึ้นว่า “พวกเราเหลือเวลาอีกครึ่งก้านธูป (15 นาที) เท่านั้น จงรีบเข้ามาพร้อมกันเถิด” ทุกคนต่างก็หลงลืมเรื่องขอบเขตของเวลาไปเสียสนิท  พอได้ยินอีกฝ่ายตักเตือนเช่นนั้นต่างก็เกร็งลมปราณขึ้นมา 1 ส่วน จากนั้นซัดเข้าหาเสี่ยวไคที่กำลังโคจรลมปราณอยู่ตรงหน้าพวกเขา พั้ว!! แต่อีกฝ่ายก็ไม่ขยับแม้แต่น้อย จนหยางไคต้องตักเตือนไปอีกว่า“จงซัดเข้ามาอีก พวกท่านต้องการสอบตกหรืออย่างไร ?” โจทย์คือการแสดงวรยุทธ์ หากแม้นพวกเขาออมกำลังกันไว้เช่นนี้ ย่อมส่งผลร้ายต่อการประเมินอย่างแน่นอนแล้ว พอคิดได้เช่นนั้นจึงรวมพลังวัตรขึ้นแล้วใช้ออกด้วยกระบวนท่าที่ดีที่สุดของภายใต้ลมปราณอาชาของตนออกมาจนหมดสิ้น “ให้อภัยข้าด้วย ย้ากกกก!!!”“เสี่ยวไคข้าจะไม่ลืมพระคุณของเจ้าเลย..” พั้ว ๆ ตูม! ตูม ๆ !! ตูม ๆ ๆ ๆ!!! ปรมาจารย์หน้าหยกตวัดข้อมือขีดเขียนคะแนนของแต่ละคนลงในใบกระดาษอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งความโกลาหลต่าง ๆ จบสิ้นลงแล้ว ก็ยังคงปรากฏร่างของฝ่ายตั้งรับยืนนิ่ง ๆ อยู่บนเวที นั่นก็คือเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังโคจรพลังวัตรอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับกระอักโลหิตคำโต ๆ ออกมาหนึ่งคำ จากนั้นล้มลงไปนอน ปรมาจารย์หน้าซีดลง เพราะไม่นึกว่าเด็กหนุ่มจะบ้าดีเดือดอะไรถึงนั้น ในใจก็คิดขึ้นว่า‘ฉิบหายแล้ว!!’ จึงรีบกระโจนขึ้นไปบนเวที แล้วใช้ฝ่ามือสัมผัสไปที่กลางกระหม่อมของเด็กหนุ่มผู้นั้นแล้วก็ให้แปลกใจเพราะพอดูใกล้ ๆ จึงทราบว่า ไอ้เด็กอวดดีผู้นี้ ก็คือไอ้เด็กโง่คนนั้นที่เขาเพิ่งส่งเข้าโรงรักษาเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนมิใช่หรอกหรือ ?  แม้จะมีรูปร่างที่สูงใหญ่ขึ้น แต่ใบหน้านี้ต้องเป็นไอ้หมอนั่นเองไม่ผิดแน่ !! แต่สิ่งที่ทำให้ปรมาจารย์หยางซีหยุน (杨曦云) ตกใจยิ่งไปกว่า จนถึงกับต้องร้องตะโกนออกมาดัง ๆ ว่า“บัดซบ!! เจ้าไม่มีกระทั่งฐานลมปราณสำหรับการต่อสู้เช่นนั้นหรือ ?” กล่าวจบก็รีบอุ้มเอาร่างไร้สติไปที่โรงหมออีกรอบระหว่างทางหยางซีหยุนจึงคิดเรียบเรียงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จึงก็พอคาดเดาได้ว่า เด็กหนุ่มคนนี้คงจะแอบฝึกลมปราณสายสนับสนุนของหอรักษาอย่างแน่นอน ครั้นมาถึงหอรักษา ท่านหมอหยางไห่จึงได้จับชีพจรดู จากนั้นจึงหยิบเม็ดยาเสริมพลังสีแดง 1 เม็ดส่งเข้าปากเด็กหนุ่มแล้วใช้พลังลมปราณขับเคลื่อนเม็ดยาเพียงชั่วครู่ แล้วจึงกล่าวขึ้นว่า “มิต้องกังวล เพียงพลังวัตรขาดช่วงไปเท่านั้นดอก” ฝ่ายหยางซีหยุนได้ฟังก็โล่งใจ เพราะในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา ก็มิได้มีผู้ใดตกตายด้วยการรับน้องและการประเมินผลแม้แต่รายเดียว จากนั้นจึงสอบถามกิจวัตรในแต่ละวันของหยางไคโดยละเอียด ก็ยิ่งมั่นใจว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ได้ร่ำเรียนพลังลมปราณแพทย์สนามที่สุดแสนไร้ประโยชน์ไปแล้วแน่ ๆ ท่านหมอหยางไห่ พอได้ฟังก็ถอนใจใหญ่ แล้วกล่าวไปอย่างสงสารว่า“อาจจะด้วยฐานกายที่อ่อนแอของเขา จึงตัดสินใจโง่ ๆ ไปเช่นนั้นก็เป็นได้” พลังลมปราณสำหรับแพทย์โดยปกตินั้นย่อมสามารถพัฒนาและยกระดับทักษะการรักษาระดับสูงได้ แต่กลับไม่ใช่สำหรับลมปราณแพทย์สนามที่เน้นจำนวนแพทย์ผู้รักษา มากกว่าคุณภาพการรักษาในทุกมิติ หยางซีหยุนจึงไม่มีข้อสงสัยใด ๆ อีกแล้ว ยกเว้นแค่เพียงสิ่งที่เด็กหนุ่มกินเข้าไปก่อนจะเริ่มทำการต่อสู้เท่านั้น จึงได้กลับมาสรุปผลการประเมินพร้อมกับ ผู้อาวุโสท่านอื่น ๆ ฝ่ายพ่อบ้านหยางเฉิง เมื่อเห็นข้อสรุปแล้ว จึงได้สอบถามไปว่า“ในด้านบุ๋นนั้นผ่านเกณฑ์กันทุกคน แต่ด้านบู๊ดูเหมือนจะมี 1 คนที่ไม่ผ่านเช่นนั้นหรือ?” มันหมายถึงการขับคนผู้หนึ่ง ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์ออกจากตระกูลหยางอันทรงเกียรติ และคงต้องเป็นหน้าที่ของปรมาจารย์หยางซีหยุนที่จำเป็นจะต้องอธิบายในเรื่องนี้ ปรมาจารย์หน้าหยกผู้นี้ก็สามารถเรียบเรียงทุกอย่างออกมาอย่างสมบูรณ์ที่สุด ทุกคนต่างพยักหน้า แม้แต่หยางซีจี๋ หัวหน้าผู้ดูแลแปลงผักสวนครัว ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง ถึงกับกล่าวไปว่า“แม้เขาจะมีความรับผิดชอบ แต่เด็กหนุ่มผู้นี้มีร่างกายที่อ่อนแอจริง ๆ และแม้จะให้เป็นผู้ช่วยต่อไป ก็คงจะไม่คุ้มค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอยู่ดี ยังไม่นับศักดิ์ศรีของตระกูลที่จะตกต่ำลงจากเขาในอนาคตก็เป็นได้” น่าเสียดายที่เดือนสุดท้ายนั้น หยางไคนั้นเอาแต่เจ็บป่วยจนผู้อื่นไม่ทราบถึงพัฒนาการทางร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพของเขาเลยแม้แต่ผู้เดียว แต่หากหยางไคจะรอดพ้นจากการถูกขับออกจาตระกูลไปในนาทีนี้ มันก็คงจะมีเพียงหอรักษา ซึ่งอาจจะมองเห็นคุณค่าของผู้ถือครองพลังลมปราณแพทย์สนามบ้างก็ได้…...แต่ก็เปล่าเลย เพราะท่านหมอหยางไห่เอง ยังคงนิ่งเงียบอยู่เช่นนั้น ฝ่ายพ่อบ้านหยางเฉิงกวาดตาเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว จึงกล่าวออกไปว่า“ถ้าหากทุกท่านเห็นเป็นเสียงเดียวกัน จะถือว่า...”....“ช้าก่อนขอรับ เด็กคนนี้ข้าจะรับไว้เอง”มันเป็นเสียงของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหยางไคในนาทีสุดท้ายอย่างน่าประหลาดใจที่สุด ..