"พนักงานในเครือ MichaelSAF Group ทุกท่านจะต้องทดลองงานเป็นเวลา 3 เดือนจึงจะได้รับเงินเดือนแทนเงินรายวันซึ่งทางเราจะทำการหักค่าใช้จ่ายและหนี้จากการลงทุนอันล้มเหลวของทุกท่านแล้วจ่ายเป็นเงินสดทุกวันที่ 30โดยฐานเงินเดือนจะคิดจากความรู้ความสามารถและผลงานเป็นหลักส่วนเงินรายวันเราจะคิดตามค่าแรงขั้นต่ำของประเทศกะลาแลนด์ บวกเบี้ยขยันค่าตำแหน่ง และค่ากะ
สำหรับสวัสดิการทุกท่านจะได้พักห้องพักตามที่เลือกเอาไว้ มีอาหารครบ 3 มื้อต่อวันตามประเภทอาหารที่เลือก สามารถเปลี่ยนแปลงได้เดือนละ 1 ครั้ง มีวันหยุดอาทิตย์ละ 1วัน แต่ในช่วงทดลองงานจะไม่มีการจ่ายเงินในวันหยุดและไม่อนุญาตให้ออกจากบริเวณที่ทางเรากำหนดจนกว่าท่านจะจ่ายหนี้คืนครบตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาจ้างงาน
กฎในการอยู่ร่วมกันเราได้แจกแจงรายละเอียดให้ท่านทราบในคู่มือพนักงานพร้อมบทลงโทษแล้วหากท่านจะเพิกเฉย อ่านเพียง 7 บรรทัดแล้ววางก็ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาเป็นข้ออ้างในการบรรเทาโทษ แต่เป็นเรื่องของ... มึง"
นั่นคือบทปฐมนิเทศพนักงานใหม่ที่นายปันผลเป็นตัวแทนผมกล่าวหน้าเสาธงชาติกะลาแลนด์กลางแดดร้อนๆ ในวันเปิดอาณาจักรอย่างเป็นทางการและก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหู ทั้งจากคนที่เซ็นชื่อโดยไม่อ่านเอกสารและคนที่ไม่พอใจกับประโยคสุดท้ายของบทพูดในครั้งนี้
"ดูคุณไมเคิลก็เป็นคนสุภาพไปเอาคนต่ำช้าที่ไหนมาพูดกับพวกเรา"
"นี่มันคิดจะใช้แรงงานทาสชัดๆเดี๋ยวเจอกันกระทรวงแรงงาน!"
"บ้าไปแล้ว!ที่บอกออกไปข้างนอกไม่ได้หมายความว่าไงวะ!?"
เสียงโวยวายดังขึ้นเรื่อยๆจนเริ่มมีคนทนไม่ได้
ปังงงงง!!
แจ็กกี้ลุกขึ้นชักปืนจากเอวมายิงขึ้นฟ้า1 นัด แต่ดูเหมือนนั่นจะยิ่งทำให้เกิดเสียงกรีดร้องดังแทนเสียงโวยวายมากกว่า
"แกทำบ้าอะไรเนี่ย!?"นายปันผลถลึงตาใส่เพื่อน ขณะที่ผมยืนมองการแก้ปัญหาของทั้งคู่อยู่ใต้ร่มไม้แบบผู้บังคับบัญชามะพร้าวเน่ากับคนในบัญชาที่จะโตไปเป็นต้นกระบองเพชร
"ถ้ายังไม่เงียบจะไม่ใช่แค่ยิงขึ้นฟ้า" ปืนในมือนายปันผลเล็งไปที่กลุ่มพนักงานด้านล่างและกวาดไปมาตามทิศทางของเสียง จนกระทั่งคนทั้งหมดเงียบปากเป็นโอกาสให้ผมเดินออกจากร่มไม้ขึ้นไปบนเวทีชั่วคราวหน้าเสาธงที่แจ็กกี้เสนอให้ซื้อต่อจากวงหมอลำมาตั้งไว้สำหรับนำมะพร้าวเน่าวัยชราเต้นแอโรบิก
ใช่... และคนนำเต้นคือแจ็กกี้
"ผมมีเอกสารที่นายกรัฐมนตรีกะลาแลนด์ลงนามให้อำนาจโดยที่กฎหมายแรงงานของกะลาแลนด์ ไม่มีผลบังคับใช้กับสัญญารายบุคคลที่ทุกท่านเซ็นไปถ้าท่านมีปัญหากับสัญญาจ้างงาน แค่หาเงินมาคืนให้กับผม... ก็จบ"ผมชูสำเนาเอกสารในมือ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังขึ้นมาอีกรอบ
"ถ้าหาเงินได้จะมายืนอยู่ตรงนี้หรือไง!"
"ไอ้เขมรหน้าเลือด!!"
"เอาเอกสารนั่นมาดูซิแอบอ้างท่านนายกหรือเปล่า ท่านจะไปลงนามแบบนั้นได้ไง!"
เสียงตะโกนล่าสุดที่ได้ยินและจับใจความได้ ทำเอาผมยิ้มมุมปาก
"ผมยินดีให้พวกคุณดูเอกสารฉบับจริงและพร้อมพิสูจน์ว่าลายมือนี้เป็นของนายกรัฐมนตรีกะลาแลนด์แต่ก็คงต้องมีค่าเสียเวลากับค่าหมิ่นประมาทรวมเข้าไปกับหนี้ของแต่ละคนด้วย"
นี่คือบทลงโทษแรกสำหรับพวกมะพร้าวเน่าปากเปราะคนพวกนี้ควรได้เรียนรู้ว่า ทุกคำพูดที่พ่นออกมาโดยไม่ผ่านสมอง มีราคาที่ต้องจ่าย
"จริงๆ มีข้าวให้กินมีที่พักให้ก็ไม่ขี้เหร่นะ"
"ถ้ามีค่าตำแหน่งให้ด้วยก็คงดีกว่าทำงานรับค่าแรงขั้นต่ำโรงงานล่ะมั้ง"
"ทนทดลองงาน 3 เดือนพอได้เงินเดือนเต็ม เดี๋ยวก็หมดหนี้แล้ว"
กลุ่มคนฝีปากกล้าว่านอนสอนง่ายขึ้นมาทันทีที่ได้เรียนรู้ว่านอกจากจะใช้มือเซ็นชื่อกู้เงินได้แล้ว ยังใช้ปากขยายหนี้ให้ทะลุเพดานได้ด้วย
"บอสน่าจะถ่ายเอกสารแจกแล้วคิดค่าเสียเวลากับค่าหมิ่นประมาทไปเลยนะครับ" แจ็กกี้บ่นงึมงำหลังจากเรื่องราวในตอนเช้ายุติ
"ใช่ครับไม่น่าบอกพวกมันเลย" นายปันผลชักสีหน้าหงุดหงิดท่าทางเหมือนอยากกำจัดมะพร้าวเน่าทำปุ๋ยหมักมากกว่า
"ช่างเถอะถึงยังไงพวกมันก็ไม่มีทางใช้หนี้หมดในชาตินี้"คำตอบของผมทำให้เจ้าพวกนั้นหัวเย็นขึ้นมาบ้าง
"คิดเงินค่าที่พักกับค่าอาหารพวกมันด้วยเลยครับบอส"แจ็กกี้ขุดหาเรื่องขึ้นมาพูดได้อีก
"ใครบอกว่าผมไม่ได้คิดเงิน?"ผมย้อนถาม
"คนพวกนั้นก็เข้าใจเหมือนที่แกเข้าใจนั่นแหละทั้งๆ ที่ฉันยังไม่ได้พูดคำว่าฟรีสักคำ" นายปันผลพูดเสริมสีหน้าบอกความเป็นต่อ
"จริงด้วย"แจ็กกี้นิ่งไปพักใหญ่ เหมือนจะย้อนนึกไปถึงบทปฐมนิเทศพนักงานของนายปันผลเมื่อเช้าเพียงแต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมดของความลับในอาณาจักรนี้
"คุณไมเคิลครับ..."
เสียงเรียกที่ไม่คุ้นหูดังขึ้นด้านหลังเป็นเสียงของหนึ่งในบอดี้การ์ดมืออาชีพที่ผมจ้างมาช่วยแจ็กกี้กับปันผลรักษาความสงบภายในอาณาจักร
"ว่าไง?" ผมหันไปตั้งคำถามแม้จะเห็นแล้วว่ามีใครยืนอยู่ถัดไปทางด้านหลัง
"พนักงานคนนี้บอกว่าที่โรงไฟฟ้าไม่มีตำแหน่งงานของเขาครับ"นั่นคือคำรายงานที่ผมคาดเดาไว้แล้ว
"ในสัญญาจ้างงานของผมระบุว่าผมจะได้รับตำแหน่งวิศวกรการบินเหมือนเดิม"ชายร่างท้วมสวมแว่นในชุดสูทผูกไทค์คนนั้นทวงถามในสิ่งที่ผมเองยังจดจำได้ดี
"ผมจำได้..."คำตอบของผมเรียกรอยยิ้มของคนคนนั้น "พาเขาไป"เช่นเดียวกับคำสั่งของผมที่เรียกรอยยิ้มให้กับแจ็กกี้และปันผล
"แจ็กกี้... นายไปกับฉัน ส่วนนายฝากดูแลบอสด้วย" นายปันผลแบ่งหน้าที่ให้เพื่อนร่วมงานในฐานะหัวหน้าบอดี้การ์ดของผมก่อนจะหันไปทางว่าที่วิศวกรการบินประจำอาณาจักรของเรา
"เชิญทางนี้"
ผมมองตามหลังคนทั้งสามที่ค่อยๆเดินหายไปกับแนวกันเกรา ที่ผมสั่งซื้อแบบต้นใหญ่ความสูง 12เมตรมาปลูกไว้ให้เป็นร่มเงา แล้วเดินตามไปช้าๆ เพราะพอจะเดาเหตุการณ์หลังจากนี้ได้
"เฮ้ย!! นี่มันอะไรวะให้ฉันมาคุมต่อซากเครื่องบินแบบนี้หมายความว่าไง!?"
เสียงโวยวายดังแว่วมาจากทางรั้วบ้านถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้แปลว่าผมจะต้องเร่งฝีเท้าเพราะนี่คือภารกิจที่ผมมอบหมายให้ปันผลกับแจ็กกี้ไปแล้วทั้งคู่ต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้
ยกเว้นก็แต่ว่า... เจ้าพวกนั้นเลือกแก้ปัญหานี้ด้วยลูกปืนปราศจากที่เก็บเสียง
"แล้วมันมีอะไรแปลกตรงไหน?"
เสียงของนายปันผลดังตามมาแม้ระดับเดซิเบลจะไม่เท่ากัน แต่ก็พอจับใจความได้
"นี่มันซากเครื่องบินแต่ตำแหน่งของฉันคือวิศวกรการบินแล้วบอสของพวกแกก็เซ็นในสัญญาแล้วว่าจะให้ฉันทำงานตำแหน่งนี้!" หมอนั่นยังโวยวายไม่หยุดด้วยเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆและแน่นอนว่ามนุษย์ผู้ดีอย่างนายปันผลคงเหลือความอดทนไม่มาก
"แล้วตำแหน่งนั่นต้องทำอะไร?"น้ำเสียงของนายปันผลบ่งบอกถึงความอดทนเสี้ยวสุดท้าย
"ออกแบบ สร้าง ดูแล ทดสอบซ่อมบำรุงเครื่องบิน จรวด ยานอวกาศ" คำตอบกับน้ำเสียงของหมอนั่นดูภาคภูมิใจในอาชีพดีแต่นั่นก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสัญญาจ้างงานจากการเป็นหนี้
"ก็นี่ไงเครื่องบินยังจะเอาอะไรอีก?" แจ็กกี้พูดตัดหน้านายปันผลที่ตอนนี้คงกำลังพยายามระงับอารมณ์เต็มที่
"นี่มันซากเครื่องบินแกตาบอดหรือไง!" อีกฝ่ายสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงขุ่นมัวพอๆกับอารมณ์ขุ่นมัวของผมในตอนนี้
"ระวังคำพูดหน่อยก็ดีอาจจะทำหนี้ท่วมไม่รู้ตัว" ผมขัดขึ้นก่อนที่ใครจะทันได้พูดอะไร
"หนี้ท่วมอะไรนี่จะข่มขู่กันหรือไง!!" หมอนั่นหันขวับมาทางผม ตั้งท่าเหมือนจะพุ่งเข้ามาแต่ถูกปันผลกับแจ็กกี้ล็อกตัวไว้
"เฮ้ย!! ปล่อยนะเว้ยอย่ามาแตะตัวฉัน"
เสียงโวยวายดังขึ้นเรื่อยๆเรียกพวกว่าที่คนงานต่อซากเครื่องบินให้มายืนมุงดูและป้องปากวิพากษ์วิจารณ์กันสนุก
"ที่นี่มีกฎของการอยู่ร่วมกันเซ็นยินยอมรับคู่มือไปทั้งที่ไม่ได้อ่านรายละเอียดก่อน ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้"ผมสบนัยน์ตาวาวโรจน์ภายใต้กรอบแว่นด้วยแววตาว่างเปล่าไม่ใช่ประสบการณ์การเป็นยมทูตที่หล่อหลอมให้ผมเย็นชา ปราศจากความสงสารแต่เป็นประสบการณ์จากในเรือนจำกะลาแลนด์
"ไอ้เหลี่ยมจัด!!ยาวแบบนั้นใครจะไปอ่านหมด" หมอนั่นชี้หน้าผมท่าทางโกรธจัดดูเหมือนผมคงต้องจัดการเคสนี้ด้วยตัวเอง
"ถ้าอยู่ร่วมกับคนอื่นแบบให้เกียรติกันไม่ได้ก็แค่หาเงินมาคืนผม แล้วออกไปจากที่นี่ หรือไม่ก็รับบทลงโทษเป็นค่าปรับถ้าไม่คิดจะปรับปรุงตัว"ผมย้ำถึงหนี้ที่คนตรงหน้าจะไม่มีวันใช้คืนหมดในชาตินี้
"ก็ได้!ฉันจะรีบทำงานรีบใช้เงินคืนให้แก แล้วออกไปจากที่นี่ โคตรเสียเวลาชิบหาย"คนคนนั้นสบถคำต้องห้ามต่อท้ายอีกหลายคำซึ่งก็คงเพราะไม่รู้ว่าที่นี่เราคิดค่าปรับจากคำพูดเป็นจำนวนคำไม่ใช่จำนวนครั้งที่ทำผิด นี่คือผลของการอ่านหนังสือไม่เกิน 7 บรรทัด
"นี่แค่วันแรกยังวุ่นวายขนาดนี้เลยนะครับบอส"แจ็กกี้พูดด้วยสีหน้าระรื่นระหว่างที่พวกเรากลับเข้าบ้านมากินมื้อเช้าพร้อมกับชมการต่อซากเครื่องบินแบบสดๆ ผ่านทางวีดีโอวงจรปิด
"ไม่ใช่แค่วันแรกนี่มันแค่เริ่มต้น เดี๋ยวตอนกินข้าวเที่ยงก็จะมีคนอาละวาด" ผมตอบยิ้มๆ
"บอสหมายความว่าเซ็ทอาหารพวกนั้นจะทำให้มีคนอาละวาดเหรอครับทำไมล่ะครับ?" สีหน้าท่าทางของแจ็กกี้บ่งบอกว่าหมอนี่จะไม่เลิกถามตราบเท่าที่ยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการ
"อะไรๆ แกไม่รู้เหรอแค่เซ็ทพอเพียงเปี่ยมสุข ที่เป็นไข่ต้มกับน้ำปลา ฉันก็ขนลุกแล้ว"นายปันผลหัวเราะร่วน
"ขนลุกทำไมผมเห็นเขารณรงค์ให้พอเพียงด้วยการกินไข่ต้มกับน้ำปลา อร่อยที่สุดในโลกแค่อิ่มท้องก็สุขใจ" คำพูดของผมทำเอาแจ็กกี้กับปันผลหัวเราะไม่หยุด
"แล้วเซ็ทลับลวงพรางล่ะครับบอสชื่อเหมือนใส่ยาพิษ จะมีคนเลือกเซ็ทนี้หรือเปล่า"ท่าทางของแจ็กกี้เหมือนกลัวจะไม่ได้สนุกกับเมนูในใจ
"ไม่มียาพิษมีแต่ต้มฟักวิญญาณไก่" ผมย้ำเจตนารมณ์ที่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้และตรอมใจตายช้าๆมากกว่าเชือดทิ้งในคราวเดียว
...แน่นอนว่าผมเตรียมบทเรียนไว้ให้มะพร้าวเน่าที่มีปัญหากับอาหารภายในอาณาจักรแล้วและเตรียมบทลงโทษสำหรับพวกที่คิดจะแก้ปัญหาด้วยการขโมยไว้แล้วเช่นกัน
"อาหารอะไรวะเนี่ยใครจะไปกินลง!"
"ทำงานมาเหนื่อยๆเอาอะไรมาให้กิน!"
"อาหารหมาที่บ้านยังดีกว่า!"
เสียงโวยวายภายในอาณาจักรของผมเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในตอนเที่ยงตามที่คาดไว้
"ไปตามบอสพวกแกมาเซ็ทพอเพียงเปี่ยมสุขบ้าบออะไร ไข่ต้มกับน้ำปลา เอาตรงไหนมาสุข!"
"เซ็ทลับลวงพรางนี่ก็เหมือนกันมีแต่วิญญาณไก่ วิญญาณหมู กูจะเอาแรงที่ไหนทำงาน!"
"หลงคิดว่าเซ็ทในน้ำมีปลาจะได้กินปลา แม่งให้กินมาม่ากับปลากระป๋อง"
"ไอ้เซ็ทในนามีข้าวนั่นหนักกว่าอีกมันให้เงิน 20 บอกให้ไปซื้อข้าวที่โรงอาหาร แต่ข้าวแม่งขายจานละ 48แม่ค้าบอกโรงงานใจดีจ่ายเงินอุดหนุนค่าข้าวให้ 2 บาท ถุย!"
นั่นคือเสียงก่นด่าที่ผมจับใจความได้และไม่เห็นจำเป็นต้องรู้สึกอะไร ในเมื่อมันคือความตั้งใจแต่แรกอยู่แล้ว
"มันมาแล้ว!"ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นเป็นสัญญาณ ทันทีที่ผมเดินเข้ามาภายในโรงอาหารหลังจากนั้นพวกเศษมะพร้าวเน่าก็กรูกันเข้ามา จนปันผล แจ็กกี้ กับบอดี้การ์ดสิบคนที่ผมจ้างไว้เพื่อการณ์นี้ต้องเข้ามาขวาง
"ผมจัดอาหารตามมาตรฐานของกะลาแลนด์ทุกอย่างข้าวกับไข่ต้ม แกงจืดที่ไม่มีเนื้อสัตว์ มาม่าปลากระป๋อง เงินค่าอาหารกลางวัน 22บาท มันคือสิ่งที่ทุกท่านเห็นดีเห็นงามมาก่อนแต่พอต้องมาประทังชีวิตด้วยอาหารพวกนี้ด้วยตัวเอง กลับบอกว่ามันไม่ดีตั้งแต่มื้อแรกผมไม่เข้าใจ"
เปล่าเลย... ผมเข้าใจดีทุกอย่างแต่อยากปั่นหัวคนต่ออีกสักหน่อยก็แค่นั้น
"พวกฉันไปเห็นดีเห็นงามอะไรแกอย่ามาพูดมั่วๆ มาตรฐานของประเทศนี้ดีกว่าประเทศบ้านเกิดแกหลายขุมจะบอกให้!"
"ถ้าท่านนายกรู้ว่าแกทำแบบนี้ท่านไม่เอาแกไว้แน่ เตรียมถูกเฉดหัวออกนอกประเทศได้เลย อยู่ในประเทศนี้ได้เพราะใครยังไม่สำนึกอีก!"
"ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอใครแย่แบบนี้ขอให้ฟ้าดินลงโทษ ให้เวรกรรมตามทันในเร็ววันขอให้ตกนรกหมกไหม้กับสิ่งที่แกทำไว้!"
คนพวกนั้นตะโกนโวยวาย สาปแช่งหยามเหยียด และข่มขู่ผมซึ่งทุกคำพูดที่ถูกพ่นออกมาจะแปรเปลี่ยนเป็นหนี้ที่ทวีจำนวนขึ้นกว่าเดิม
"นี่ครับ!หลักฐานยืนยันว่าเมนูทั้งหมดเป็นไปตามมาตรฐานที่รัฐบาลกะลาแลนด์กำหนด"แจ็กกี้เดินแจกเอกสารที่ผมคำนวณค่าใช้จ่ายรวมไปกับยอดหนี้ของพนักงานทุกคนเรียบร้อยแล้วแต่สำหรับคนที่ฉีกมันทิ้ง คงจะต้องจ่ายค่าเอกสารมากกว่าเพื่อน
"ถ้าท่านไม่พอใจในคุณภาพอาหารทางเรามีอาหารจำหน่าย เมื่อไหร่ที่ได้ออกไปจากที่นี่ก็อย่าลืมบอกให้รัฐบาลของพวกท่านรู้ด้วยว่าท่านไม่พอใจเมนูที่มาจากนโยบายของพวกเขา"ผมพูดผ่านไมโครโฟนที่นายปันผลเอามาให้ ซึ่งเชื่อมกับเสียงตามสายของโรงงานให้ดังแข่งกับเสียงก่นด่าได้ทั่วถึง
แต่นั่นมันก็แค่คำพูดประชดประชันไว้แดกดันพวกที่ไม่มีวันเปลี่ยนความคิดดักดานของตัวเองและพวกมันจะไม่มีวันได้ออกไปจากที่นี่
"เหนื่อยเลยนะครับบอส"แจ็กกี้ปาดเหงื่อบนหน้าผาก หลังจากช่วยปันผลและพวกบอดี้การ์ดเกณฑ์พนักงานกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองได้ครบทั้งหมด
"เดี๋ยวตอนเย็นจะมีอีกรอบ"ผมบอกล่วงหน้าเพราะรู้ดีว่าคนพวกนั้นจะเริ่มคลุ้มคลั่งขึ้นมาหลังจากเห็นที่พักของตัวเอง
แน่นอน... เพราะผมตั้งใจให้เป็นแบบนั้น
"ที่พักสไตล์ฟาร์มเฮาส์ที่พักสไตล์นอร์ดิก ที่พักสไตล์นิสเซ็นฮัท"นายปันผลทวนชื่อที่พักทั้งหมดในอาณาจักรของผมพร้อมกับหัวเราะไม่หยุดเหมือนคนเสียสติ
"อันสุดท้ายชื่ออย่างกับกระท่อมสไตล์ญี่ปุ่นเลยนะครับ"แจ็กกี้ยิ้มสนุกเหมือนอยากรอดูปฏิกิริยาของคนที่เลือกเพราะคิดแบบนั้น
"ผมว่าพวกนั้นคงระแวงไปแล้วล่ะครับว่ามันจะเป็นเหมือนเซ็ทอาหาร" นายปันผลออกความเห็นโดยไม่ได้มีท่าทีกังวล
"ระแวงไปก็เท่านั้นรั้วที่นี่ไม่ได้ทำเอาไว้ให้ออกไปง่ายๆ"
นโยบายการลากลับบ้านที่ผมมีให้กับพนักงานในเครือMichael SAF Group คือการลาออกแบบเป็นศพเท่านั้น ส่วนทางครอบครัวถ้าทนคิดถึงคนเคยอยู่ร่วมกันไม่ไหว จะย้ายเข้ามาเป็นพนักงานช่วยกันสร้างหนี้ผมก็ไม่ขัด
"เฮ้ย!! นี่มันที่พักอะไรวะสังกะสีล้วนๆ แกทำที่พักคนงานก่อสร้างให้พวกเราอยู่เหรอ!?"
"ตั้งชื่ออย่างดิบดี สังกะสีล้วนแถมให้อยู่รวมกันอีก ประท้วงเว้ย ใครจะไปอยู่บ้านแบบนี้วะ!!"
"ห้องนอนรวม แล้วยังห้องน้ำรวมอีกบ้านนึงอยู่ตั้งหลายคน มีส้วมเดียว เกิดปวดพร้อมกันจะเข้ายังไงฉันไม่อยู่ด้วยเด็ดขาด!!"
เสียงโวยวายดังขึ้นทันทีที่หมดเวลาทำงานตรงตามที่ผมบอกแจ็กกี้ไว้ และดังขึ้นเรื่อยๆ จนพวกบอดี้การ์ดรับจ้างจากบริษัทที่ผมจ้างต้องเข้ามาตามเราสามคนที่ออฟฟิศซึ่งผมสร้างไว้ให้บอดี้การ์ดอีกส่วนคอยจับตามองคนทำผิดกฎและบันทึกไว้เป็นหลักฐานในการเสียค่าปรับ
"คุณไมเคิลจะเข้าไปคุยเหมือนเดิมหรือให้พวกผมจัดการเลยครับ?"ตัวแทนบอดี้การ์ดตั้งคำถามหลังรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
"ผมจัดการเองพวกนายแค่คุมไว้ไม่ให้เกิดจลาจลก็พอ ถ้ามันวุ่นวายมาก ก็เรียกคนมาเพิ่มได้ผมพร้อมจ่าย"ผมตอบโดยที่ยังนั่งพิงโซฟามองสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านจอมอนิเตอร์ที่ฉายภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่ทั่วอาณาจักร
"ดูเขาไร้อารมณ์จังนะครับไม่เห็นตื่นเต้นเหมือนผมเลย" แจ็กกี้พูดขึ้นทันทีที่เห็นว่าตัวแทนบอดี้การ์ดคนนั้นออกจากออฟฟิศไปแล้วโดยไม่ได้สนใจว่ามีเพื่อนของหมอนั่นอยู่อีกเต็มห้อง
"ผมเลือกแต่คนที่เคยเป็นมือปืนกับนักฆ่ามาก่อน"นั่นคือคำเตือนจากผมที่มีนัยสำคัญว่า ไม่ควรไปกวนเท้าบอดี้การ์ดพวกนั้น
"ผมเตรียมไมค์ไว้ให้เลยนะครับ"ท่าทางของนายปันผลดูกระตือรือร้นแปลกๆ เหมือนอยากออกไปเจอพวกมะพร้าวเน่าเต็มที
"อืม..."ผมมองตาเป็นประกายของแจ็กกี้กับท่าทีร้อนรนของปันผลแล้วตระหนักได้ว่าคงต้องออกไปจัดการปัญหาที่เหลือตอนนี้
"มุดหัวอยู่ในห้องแอร์แล้วให้พนักงานนอนบ้านสังกะสี แกยังมีความเป็นคนอยู่รึเปล่า!?"
"นี่มันโรงนอนทหารชัดๆมันจะให้พวกเรามาฝึกทหารหรือไง!!"
"ไอ้คนบาปหนา!ให้คนอายุคราวพ่อคราวแม่แกมาอยู่บ้านสังกะสีแบบนี้ จิตใจมันทำด้วยอะไร"
ผมเดินเปิดประตูออฟฟิศโดยมีเสียงก่นด่าจากจอมอนิเตอร์ดังอวยพรตามหลังมาและมีปันผลกับแจ็กกี้คอยเดินขนาบข้างไปที่โซนด้านหลังอาณาจักรสถานที่ตั้งบ้านพักทั้ง 3 แบบ ที่ผมสร้างไว้สำหรับเก็บมะพร้าวเน่า
...ที่พักสไตล์ฟาร์มเฮาส์โรงนาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สร้างจากสังกะสีทั้งผนังและหลังคา สำหรับมะพร้าวเน่า 10ลูก หน้าต่างไม้บานเปิด ไม่มีมุ้งลวด หลังคาทรงจั่วติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ไว้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง
...ที่พักสไตล์นอร์ดิกบ้านชั้นเดียวทรงยุโรปที่หน้าตาเหมือนเรือนเพาะชำ สำหรับมะพร้าวเน่า 10 ลูกหลังคาทรงจั่ว ชัน ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ ไม่มีชายคา หน้าต่างไม้บานเปิดไม่มีมุ้งลวด สร้างจากสังกะสีทั้งผนังและหลังคาเพื่อความเท่าเทียม
...ที่พักสไตล์นิสเซ็นฮัทโรงนอนทหารสังกะสีสมัยสงครามโลกทรงครึ่งวงกลม สำหรับมะพร้าวเน่า 20 ลูกหน้าต่างไม้บานเปิด ไม่มีมุ้งลวด ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ไว้บนพื้นด้านข้าง
ทุกหลังมีห้องน้ำ 1 ห้องหลอดฟลูออเรสเซนส์ 2 หลอด มีพัดลมให้ตามจำนวนคน แต่ถ้าไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในแบตเตอรี่หมดก็สามารถซื้อไฟฟ้าที่โรงงานของผมผลิตได้โดยจะเฉลี่ยค่าใช้จ่ายรวมเข้ากับหนี้ของพนักงาน
"มันมานั่นแล้ว!"ใครคนหนึ่งส่งสัญญาณเรียกให้พรรคพวกกรูกันเข้ามาหาผมจนพวกบอดี้การ์ดต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ด้วยการฉีดน้ำผสมแก็สหัวเราะ
"นี่ครับบอส"นายปันผลส่งไมโครโฟนให้ผม หลังจากเหตุการณ์ตรงหน้าสงบลงเหลือเพียงเสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะๆ
"ใครเป็นเจ้าของรถคันนี้?"ผมชี้มือไปที่รถสีบรอนซ์ทองรุ่นในตำนานที่คุณก็รู้ว่าคือรุ่นอะไรซึ่งจอดอยู่ข้างกำแพงตรงทางแยกสี่แพร่ง
"มีปัญหาอะไรกับมันล่ะ ฮะ ฮะ ฮะถ้าคิดจะเอาไปเป็นดอกเบี้ยหนี้แค่ห้าแสนล่ะก็ฝันไปได้เลย ฮะ ฮะ ฮะ ฮะ"ชายร่างท้วมวัย 50 เศษ ร้องถามพร้อมกับหัวเราะปิดท้ายประโยคอีกรอบ
"มาเลื่อนรถของคุณตามที่ผมสั่งไม่อย่างนั้นหนี้ของคุณจะไม่ใช่แค่ห้าแสน"
คำพูดของผมทำให้คนคนนั้นเดินออกมาจากกลุ่มพนักงานโดยที่ยังคงหัวเราะไม่หยุด
บรืนนนนน...
รถในตำนานเคลื่อนตัวออกจากจุดที่จอดโดยที่ผมยังไม่ได้สั่ง
"ผมยังไม่ได้สั่งให้เลื่อนรถแจ็กกี้... จดค่าปรับรวมกับหนี้เพิ่มไปหนึ่งแสน"คำพูดนั้นก่อให้เกิดเสียงโวยวายดังตามมาจากเจ้าของรถประเภทใช้เงินซื้อใบขับขี่
"เฮ้ย! อะไรวะ ก็เลื่อนรถให้แล้วจะเอาอะไรอีก"ท่าทีหงุดหงิดของหมอนั่นบอกให้รู้ว่าแก็สหัวเราะกำลังจะหมดฤทธิ์แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา
"ผมสั่งว่าให้เลื่อนรถตามที่ผมสั่งคุณลืมหรือเปล่าว่าใช้รถคันนี้ค้ำประกันหนี้ถ้าอยากตื่นมาแล้วเห็นรถอยู่ในสภาพชิ้นส่วน ผมจะจัดให้"
ถ้าถามว่าทำไมผมถึงจดจำรายละเอียดของลูกหนี้แต่ละคนได้ก็คงต้องตอบว่ามันไม่ต่างจากการจดจำรายละเอียดของดวงวิญญาณที่ต้องรับไปลงโทษในขุมนรกสักเท่าไหร่
"จะให้ทำอะไรก็รีบๆ สั่งมา!"คำพูดของคนคนนั้นทำให้ผมอดยิ้มมุมปากไม่ได้
"ถอยหลัง... เดินหน้า...ถอยหลัง... เดินหน้า... ถอยหลัง... เดินหน้า... ถอยหลัง... เดินหน้า..."
โครมมมมมม!!