หลังจากที่หลัวหยางตรวจสอบภายในห้องพักของตนเองเสร็จเรียบร้อย
ตัวของเขาก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ บรรยากาศภายในห้องเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน เตียงไม้ที่ปูด้วยฟูกหนานุ่ม มุมห้องมีฉากไม้กั้นไว้สำหรับการชำระร่างกาย และมีหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดออกไปเห็นทัศนียภาพของเมืองจงหนานจากชั้นสอง
ทุกอย่างแสดงถึงความใส่ใจของโรงเตี้ยมที่มีชื่อเสียงแห่งนี้อย่างชัดเจน
เขาไม่ได้้าความหรูหรา แต่อย่างน้อยก็อยากได้ความสงบหลังจากการเดินทางอันยาวนาน
และที่นี่ก็ตอบสนองความ้าของหลัวหยางได้ครบถ้วนเลยก็ว่าได้
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หลัวหยางก็หมุนตัวกลับออกจากห้องด้วยฝีเท้าเงียบเชียบ ก่อนจะค่อยๆเดินลงบันไดสู่ชั้นล่างของโรงเตี้ยมอย่างสงบ ทว่าทันทีที่เท้าเขาเหยียบถึงขั้นสุดท้าย เสียงพูดคุย ดนตรีพื้นเมือง และเสียงหัวเราะก็ประสานเข้าหูกันอย่างชัดเจน
บรรยากาศของชั้นล่างเต็มไปด้วยความคึกคัก แขกมากหน้าหลายตาไม่ว่าจะเป็ชาวบ้านธรรมดา พ่อค้า หรือผู้บำเพ็ญเพียรที่มาจากต่างดินแดนต่างก็จับกลุ่มพูดคุย ดื่มเหล้า หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์การฝึกฝนและการต่อสู้กันอย่างออกรส
หลัวหยางเดินผ่านกลุ่มผู้คนเ่าั้อย่างแ่เบา พร้อมกับกวาดตามองโต๊ะว่างที่อยู่ใกล้มุมที่สุด ก่อนจะเลือกนั่งลงที่โต๊ะไม้กลมขัดมันบานหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใกล้ผนัง บรรยากาศบริเวณนั้นค่อนข้างเงียบกว่าที่อื่นเล็กน้อย ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ไม่้าเป็จุดสนใจ
ไม่นานนัก เด็กหนุ่มตัวน้อยในชุดผ้าฝ้ายสีเข้มผู้เป็พนักงานของโรงเตี้ยมก็เดินเข้ามาพร้อมกับแผ่นไม้สำหรับจดคำสั่งอาหารในมือ
เขาโค้งตัวเล็กน้อยด้วยท่าทางนอบน้อมก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใส
“นายท่านขอรับ ท่าน้าทานอะไรหรือ..”
“โรงเตี้ยมร้อยัของพวกเราขึ้นชื่อว่าเป็อันดับหนึ่งในเมืองจงหนาน ทั้งเื่ที่พักและอาหารก็เป็เลิศขอรับ!”
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ และดวงตาของเด็กหนุ่มก็กระพริบแววประกายอย่างแน่วแน่
หลัวหยางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับและตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไก่ตุ๋นสมุนไพร.. หมูย่างเสียบไม้.. แล้วก็เหล้าชั้นดีมาซักชุดละกัน!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เด็กหนุ่มก็ยิ้มออกมาด้วยความกระตือรือร้น รีบจรดปลายพู่กันจดคำสั่งอาหารลงบนแผ่นไม้ด้วยความคล่องแคล่ว ก่อนจะโค้งตัวอีกครั้งเพื่อแสดงความเคารพ
ทว่าในขณะที่กำลังจะหมุนตัวกลับไป หลัวหยางกลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความสงสัยอย่างจริงจัง
“เด็กน้อย.. ทำไมข้ารู้สึกว่าในเมืองจงหนานตอนนี้เต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรมากมาย”
“พวกเขามารวมตัวกันเพราะมีจุดประสงค์อะไรหรือเปล่า?”
“ก่อนหน้านี้ข้าเองก็เห็นหนุ่มสาวจากสำนักสิงหาวายุนับสิบคนเลยด้วย!”
คำถามนั้นทำให้เด็กหนุ่มต้องชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ร้องอ๋อ!ออกมาเสียงดัง ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้
ก่อนจะรีบหันกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความยินดี
“นายท่านเพิ่งมายังเมืองจงหนานสินะขอรับ เพราะงั้นข้าน้อยจึงไม่แปลกใจนัก”
“แต่อีกไม่กี่วัน.. ภายในเมืองจงหนานแห่งนี้จะมีการประชุมสุดยอดของขั้วอำนาจทั้งสิบแห่งขอรับ!”
ดวงตาของเด็กหนุ่มเป็ประกายด้วยความตื่นเต้นขณะอธิบายอย่างฉะฉาน
“ขั้วอำนาจเ่าั้จะมารวมตัวกันเพื่อคัดเลือกลูกศิษย์ที่มีพร์ เพื่อรับเข้าไปฝึกฝนในสำนักหรือนิกายขอรับ”
“ซึ่งการประชุมแบบนี้จะจัดขึ้นเพียงหนึ่งครั้งในรอบหนึ่งปีเท่านั้น และทุกครั้งก็จะมีผู้บำเพ็ญเพียรจากทั่วทุกสารทิศหรือรอบๆอาณาเขตเมืองหลั่งไหลมาที่นี่เพื่อแสดงความสามารถกันอย่างล้นหลาม บ้างก็หวังจะได้ฝากตัวเป็ศิษย์ บ้างก็มาเพื่อชมการแข่งขันและเปิดหูเปิดตา”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ตัวของหลัวหยางก็ยกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ
“แล้วเ้าว่า.. ขั้วอำนาจทั้งสิบที่เ้าพูดถึงนั้น มีนิกายใดบ้าง?”
เด็กหนุ่มยิ้มกว้างก่อนจะโน้มตัวเล็กน้อยราวกับกำลังจะเล่าเื่ลับเฉพาะ
“โดยปกติแล้วจะมีขั้วอำนาจอย่างสำนักเงาจันทรา ตำหนักอัคคี นิกายแสงสุริยัน สำนักิญญา และอีกหลายแห่งขอรับ”
“แต่ในปีนี้ได้ยินมาว่าจะมีหนึ่งในนิกายใหญ่ที่สุดจากแคว้นเทียนิเดินทางมาด้วย.. นิกายเทียนิ!”
เพียงแค่ได้ยินชื่อของสำนักนั้น ดวงตาสีแดงของหลัวหยางก็สั่นไหวเล็กน้อย
“นิกายเทียนิงั้นหรือ?”
“ใช่แล้วขอรับ”
เด็กหนุ่มกล่าวอย่างยืนยัน
“ว่ากันว่าพวกเขาเป็หนึ่งในห้าขั้วอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดของแคว้นเทียนิ”
“มีปรมาจารย์ระดับสูงมากมายในนิกาย และยังเป็แหล่งรวมนักบำเพ็ญเพียรผู้มีพร์ระดับสูง”
“ผู้ที่สามารถฝากตัวเป็ศิษย์ในสำนักนี้ได้ มีโอกาสกลายเป็ระดับตำหนักิญญาในอนาคตเลยทีเดียวขอรับ!”
หลัวหยางนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ราวกับกำลังประมวลผลทุกถ้อยคำที่ได้รับฟัง แล้วเขาก็พึมพำเบาๆกับตนเอง
“เหมือนโชคชะตาเล่นตลกเลยจริงๆ ข้าเองก็กำลังมองหาสำนักหรือนิกายดีๆเพื่อเข้าไปฝึกฝนและพัฒนาตนเองอยู่พอดี”
“แต่ไม่คิดเลยว่า.. อีกไม่กี่วันหลังจากนี้ จะมีขั้วอำนาจถึงสิบแห่งมารวมตัวกันเพื่อคัดเลือกศิษย์”
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเขา ก่อนที่แววตาในดวงเนตรสีแดงจะกลายเป็ประกายแข็งกร้าวขึ้นอย่างช้าๆ
“นิกายเทียนิ.. เช่นนั้นก็ถือเป็เป้าหมายใหม่ของข้าแล้วในตอนนี้!”
เด็กหนุ่มยิ้มออกมาอย่างปลื้มใจและโค้งตัวเล็กน้อยอีกครั้ง ก่อนจะวิ่งกลับเข้าไปยังครัวเพื่อจัดเตรียมอาหาร โดยไม่ลืมเหลือบมองชายหนุ่มผู้มีั์ตาสีแดงผู้นี้ด้วยสายตาชื่นชม
และในขณะที่หลัวหยางนั่งรออาหารพร้อมกับมือที่ลูบผ่านด้ามกระบี่ซึ่งพาดข้างตัวอยู่อย่างแ่เบา
เสียงหัวเราะและคำพูดอันเย้ยหยันก็พลันดังขึ้นในจิตใจอีกครั้ง
【หึหึ แล้วเ้ายังบอกว่าโชคชะตาไม่เข้าข้างอีกหรือศิษย์รัก?】
【คิดอยากจะเข้าร่วมขั้วอำนาจใหญ่ซักแห่ง แต่เ้าก็ดันมาปรากฏตัวขึ้นใน่เวลาที่พอเหมาะพอเจาะจริงๆ】
【ช่างสมกับเป็ศิษย์ของข้า!】