มารดาของหวงจื่อจิ้งนำเงินห้าตำลึงที่หวงจื่อทิ้งไว้ให้ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตออกมามอบให้กับหวังหวั่น
“ตัวข้าไม่สะดวกที่จะออกไปจัดเตรียมข้าวของ และข้าเองก็มีเงินอยู่เพียงเท่านี้ หากน้องหวั่นไม่รังเกียจลูกชายของข้า เจ้าก็ช่วยข้าจัดเตรียมของหมั้นด้วยเถอะ” แม่หม้ายหวงบอกกับหวังหวั่นอย่างเกรงใจ นางยังไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน บุตรชายคนเล็กกับหนิงหลันมีใจให้กันอย่างนั้นหรือ บุตรชายของนางกำลังจะมีคู่ครองอย่างนั้นหรือ นี่เป็นเรื่องที่ตัวนางเองทุกข์ใจมาตลอด สุดท้ายความหวังของนางก็จะกลายเป็นความจริงแล้ว
“พี่สะใภ้อย่าได้คิดเช่นนั้น ข้าจะรังเกียจจื่อจิ้งได้อย่างไร เขาเป็นเด็กดี ข้าเห็นเขาเติบโตอยู่ในสายตามาโดยตลอด ข้าเต็มใจมอบบุตรสาวคนเล็กให้เขาดูแล ส่วนเรื่องของหมั้น ข้าจะจัดการให้เรียบร้อยเองเจ้าค่ะ”
“เงินจำนวนนี้เป็นจื่อเอ๋อที่ทิ้งเอาไว้ให้ ข้าเก็บเอาไว้เพื่อหวังว่าสักวันจิ้งเอ๋อจะมีวันนี้ ต่อไปข้าคงนอนตายตาหลับแล้ว”
“พี่สะใภ้อย่าพูดเรื่องไม่เป็นมงคลอย่างนั้นสิเจ้าคะ ท่านต้องอยู่ดูความสำเร็จของจื่อจิ้งและลูกสะใภ้ของท่านก่อนถึงจะถูก ของแบบนี้ท่านต้องเห็นด้วยตาตัวเองถึงจะวางใจ”
“ข้าขอบคุณน้าหวั่นมากนะขอรับที่ยินดียกหลันเอ๋อให้กับข้า และข้าขอสัญญาว่าข้าจะดูแลหลันเอ๋อด้วยชีวิตของข้าเองเลยขอรับ” หวงจื่อจิ้งคุกเข่าและคำนับหวังหวั่นอย่างนอบน้อม
“ต่อไปก็จะไม่ใช่น้าหวั่นแล้วนะ” หวังหวั่นอมยิ้ม
งานหมั้นของหนิงหลันผ่านไปได้ด้วยดี แต่หนิงลี่กลับเซื่องซึมขึ้นทุกวัน ทุกคนในครอบครัวกลับไม่ได้สังเกตเห็น มีเพียงเซียวหยางฟางคนเดียวเท่านั้น แต่เซียวหยางฟางก็นึกไม่ออกว่าเป็นเพราะเรื่องใดที่ทำให้ภรรยากลายเป็นคนเงียบขรึมเช่นนี้
“ลี่เอ๋อ เราต้องพูดกันให้รู้เรื่อง ช่วงนี้เจ้าเป็นอะไรไป เหตุใดเจ้าถึง...” เซียวหยางฟางพลิกตัวภรรยาที่นอนหันหลังให้เขามาหลายวันแล้วกลับมาเผชิญหน้ากับตน “เจ้าเป็นอะไรไป เจ้าร้องไห้ด้วยเหตุใด”
หนิงลี่นอนร้องไห้มาหลายคืนแล้ว ตั้งแต่วันที่เฉาปาเม่ยพูดประโยคที่ทำร้ายจิตใจของนางขึ้นมา หนิงลี่ก็เริ่มคิดย้อนกลับไปถึงอดีต นางเป็นเพียงผู้หญิงโชคร้ายที่ต้องตัดมดลูกทิ้งและไม่สามารถมีบุตรได้ จนในที่สุดเมื่อหนิงลี่คนเดิมให้โอกาสนางใหม่อีกครั้ง นางจึงไม่ลังเลที่จะขอสลับร่างมาใช้ชีวิตในยุคโบราณ เพราะความหวังเพียงอย่างเดียวก็คือการแต่งงานมีสามีมีบุตร และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แล้วถ้าหากชาตินี้นางจะไม่สามารถมีบุตรได้เล่า
“หยางฟาง...” หนิงลี่ร้องไห้ออกมาเสียงดังอย่างสุดกลั้น “หยางฟาง...ข้ากลัว...ข้ากลัวว่าข้าจะมีบุตรให้เจ้าไม่ได้ หากเป็นอย่างนั้นข้าคงไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้อีกแล้ว ข้ารักเจ้า ข้าอยากมอบครอบครัวที่สมบูรณ์ให้กับเจ้า”
“ลี่เอ๋อ! ลี่เอ๋อ! เจ้าค่อยๆ พูด เจ้ากำลังกังวลเรื่องใด”
“ข้าย้อนเวลามาอยู่ในยุคนี้ ข้าโชคดีที่ได้แต่งงานกับเจ้า และได้ใช้ชีวิตอยู่กับเจ้าอย่างมีความสุขในทุกวัน จนข้าลืมไปแล้วว่าในยุคที่ข้าจากมา ข้าเป็นเพียงผู้หญิงที่ไม่สามารถมีบุตรได้...ข้ากลัว...ข้ากลัวว่าเหตุการณ์มันจะเหมือนเดิม” หนิงลี่ยังร้องไห้อยู่กับอกของเซียวหยางฟาง
“ลี่เอ๋อ เจ้าไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ภรรยาของข้า ภรรยาของข้าคือเจ้าเพียงคนเดียว และเจ้าไม่มีทางเป็นอย่างผู้หญิงคนนั้นแน่นอน หรือหากจะเป็นเช่นนั้นจริง ข้าก็ไม่คิดที่จะทิ้งเจ้าไป ข้าอยากอยู่กับเจ้า ถึงแม้จะไม่สามารถมีบุตรได้ข้าก็ไม่กลัว แต่สิ่งที่ข้ากลัวก็คือ...ข้ากลัวว่าเจ้าจะทิ้งข้าไปต่างหาก” เซียวหยางฟางกอดหนิงลี่ไว้แน่น “เจ้าต้องสัญญากับข้าว่าเจ้าจะไม่ทิ้งข้าไป”
“เจ้าคิดอย่างนั้นจริงๆ หรือ” หนิงลี่ถามเสียงอู้อี้
“จริงสิ ข้าไม่เคยคิดที่จะทอดทิ้งเจ้า คนเราจะมีบุตรได้ต้องอาศัยเมตตาจากสวรรค์ หากสวรรค์เห็นใจ ท่านก็จะประทานบุตรมาให้เรา แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น เราก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขได้ หลันเอ๋อกับเจี๋ยเอ๋อยังมีหลานมาให้เราเลี้ยงได้” เซียวหยางฟางกอดหนิงลี่แน่นขึ้นไปอีก “แต่ว่าเจ้าจะรีบกลุ้มใจกับเรื่องนี้ไปทำไมหรือ เรายังเอ่อ...เอ่อ...ยังไม่เคยเข้าหอกันเลย”
ร่างกายของเซียวหยางฟางแข็งเกร็งขึ้น ซึ่งหนิงลี่ก็รับรู้ได้ แต่อีกแค่ปีเดียวก็จะครบกำหนดที่นางกับสามีตกลงกันเอาไว้แล้ว นางไม่อยากเป็นเหมือนผู้หญิงส่วนใหญ่ในยุคนี้ที่มีบุตรตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้ในภายหน้าผู้หญิงเหล่านั้นจะมีปัญหาสุขภาพตามมา นางยังอยากใช้ชีวิตอย่างสุขภาพดีไปอีกนาน และนางยังอยากอยู่ดูความสำเร็จของลูกหลานไปอีกนานๆ เช่นกัน
หนิงลี่ผลักเซียวหยางฟางออกเบาๆ นางค่อยๆ โน้มใบหน้าเข้าไปหาเขาและเริ่มจุมพิตสามีอย่างไม่ประสีประสา ไม่ว่าจะในยุคสมัยใด นี่ก็คือจูบแรกของนาง เซียวหยางฟางตกใจในคราวแรก หลังจากนั้นร่างกายของทั้งสองคนก็เป็นไปตามธรรมชาติ แต่หนิงลี่ก็ไม่ได้อนุญาตให้เซียวหยางฟางทำเรื่องนั้นไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย นางใช้มือนุ่มๆ ของตนเองช่วยปลดปล่อยให้เขาแทนเท่านั้น
“ลี่เอ๋อ...เอ่อ...ต่อไป...ต่อไปเจ้าจะช่วยข้าอย่างวันนี้อีกได้หรือไม่”
“เจ้านี่มัน...” หนิงลี่นอนหันหลังให้สามีอย่างเขินอาย นอกจากจูบแรกแล้ว ของแบบนี้นางก็เพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรกเหมือนกัน
เซียวหยางฟางรู้ว่าภรรยาของตนเองคงจะรู้สึกอาย เขาจับนางพลิกกลับเข้ามาในอ้อมกอดอีกครั้ง ก่อนที่ทั้งคู่จะหลับไปด้วยความสุข
“นี่คือบ้านใหม่ของพวกเราหรือขอรับพี่ใหญ่” หนิงเจี๋ยวิ่งไปทั่วลานรอบบ้านอย่างมีความสุข
“บ้านหลังนี้เราจะอาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้น ตอนที่ร้านขายข้าวของเราเปิดทำการ พวกเราจะยุ่งกันมาก เจี๋ยเอ๋อจะต้องแบ่งเวลาออกไปช่วยงานที่หน้าร้านด้วยสักครึ่งวัน หลังจากนั้นเจ้าถึงมาเรียนสมุนไพรและวิชาแพทย์จากท่านตาได้ ทุกคนต้องช่วยกันทำงานที่หน้าร้าน เจ้าเข้าใจหรือไม่”
“ขอรับพี่ใหญ่” หนิงเจี๋ยรับคำอย่างรู้ความ
ถึงแม้หนิงเจี๋ยจะเรียนสมุนไพรและวิชาแพทย์จากท่านหมอฉีจนแทบจะไม่มีเวลาว่าง แต่หนิงลี่ก็ยังอยากสอนให้น้องชายช่วยงานหน้าร้านและรู้จักแบ่งเบาภาระของคนในครอบครัว อีกทั้งนางยังอยากฝึกให้น้องชายมีความสามารถและได้ทดลองทำงานในหลายๆ ด้าน เพื่อที่ตัวเขาจะได้ค้นพบพรสวรรค์ด้านอื่นของตัวเองเพิ่มอีก แต่นางจะให้น้องชายมาช่วยงานที่หน้าร้านแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น
นอกจากหวงจื่อจิ้งที่ตามมาส่งพวกเขาในเมืองแล้ว หวังหู่กับหวังห่าวก็มาช่วยครอบครัวของพี่สาวขนย้ายสิ่งของเช่นกัน พวกเขาทั้งคู่อยู่ช่วยงานจนบ่าย หนิงลี่จึงให้พวกเขานำเกวียนวัวกลับไปใช้ ทีแรกหวังหู่ปฏิเสธ เพราะเกวียนวัวไม่ใช่ของราคาถูก พวกเขาจะกล้าเอาสมบัติของครอบครัวพี่สาวกลับไปใช้ได้อย่างไร
หนิงลี่กลับให้เหตุผลว่า ที่บ้านหลังใหม่ไม่มีสถานที่เก็บเกวียน จะต้องไปเช่าสถานที่ของทางการเท่านั้น หากเป็นอย่างนั้นมันก็จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเกินไป อีกทั้งเวลานี้พวกนางย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เกวียนวัวอีก เป็นครอบครัวของท่านน้าต่างหากที่ต้องขนถ่านมาให้พวกตน อีกทั้งยังต้องขนไข่เค็มกับไข่เยี่ยวม้า รวมถึงยังต้องขนขนมของครอบครัวของท่านป้าจางหลิวเข้ามาขายอีก หากครอบครัวของท่านน้านำเกวียนไปใช้ยังจะมีประโยชน์มากกว่า
หวังหู่กับหวังห่าวจึงไม่คิดที่จะปฏิเสธอีก ทั้งยังบอกอีกว่าหากครั้งหน้าพวกเขานำสินค้าเข้ามาขาย พวกเขาจะนำเงินมาทยอยจ่ายค่าเกวียนวัวให้กับหนิงลี่ ซึ่งหนิงลี่ก็ไม่ปฏิเสธ นางยังรู้สึกภูมิใจในตัวน้าชายทั้งสองคนด้วยซ้ำว่าไม่คิดที่จะเอาเปรียบนาง ท่านน้าทั้งสองช่างเป็นคนที่ซื่อสัตย์จริงๆ นางยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้ครอบครัวท่านน้ามีความเจริญก้าวหน้าต่อไป