คนที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ลานบ้านไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็หลิวกุ้ยหลานที่เขาเพิ่งเจอที่ตลาดในตัวอำเภอเมื่อวานซืนนี้เอง
หลิวกุ้ยหลานแต่งกายนำสมัยเฉิดฉาย สวมเสื้อโค้ทสีม่วงยาวคลุมเข่า รองเท้าหนังสีดำส้นสูงเล็กน้อย ผมดัดลอนย้อมสีทอง ใบหน้าพอกแป้งขาวผ่อง ริมฝีปากแต่งแต้มสีแดงระเรื่อ
แม้เธอจะมีอายุมากกว่าหลินกั๋วผิงสองปี แต่รูปลักษณ์ภายนอกกลับดูอ่อนเยาว์กว่าเขาหลายปีนัก
หลินกั๋วผิงวางตอกไม้ไผ่ในมือลง ลุกขึ้นจากตั่งตัวเล็กเอ่ยทัก “กุ้ยหลาน เธอมาแล้วเหรอ”
นี่คือหญิงที่หลินกั๋วผิงเคยรักสุดหัวใจ เพื่อผู้หญิงคนนี้ เขาผู้ซึ่งเชื่อฟังมารดามาตลอดชีวิต ถึงกับยอมขัดใจท่านเป็ครั้งแรก
่เวลาที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เขาตามใจหลิวกุ้ยหลานทุกอย่าง เชื่อฟังนางทุกคำพูด เขาเคยคิดวาดฝันว่าหากทำดีกับนางมากพอ ทั้งคู่จะได้ครองคู่กันจนแก่เฒ่า และพิสูจน์ให้เห็นว่าคำทัดทานของแม่ในตอนนั้นเป็เื่ผิด
ทว่าความเป็จริงกลับตบหน้าเขาฉาดใหญ่ ชีวิตแต่งงานของเขากับหลิวกุ้ยหลานไปไม่รอดแม้แต่สามปี นางทิ้งลูกสาวตัวน้อยแล้วจากไปอย่างไม่ไยดี ยอมไปเป็แม่เลี้ยงให้ลูกคนอื่น แต่กลับไม่สนใจไยดีเืเนื้อเชื้อไขของตัวเอง
คนทั้งหมู่บ้านต่างรู้กันทั่วว่าหลินกั๋วผิงถูกเมียทิ้ง ถูกสวมหมวกเขียวใบเบ้อเริ่ม หมู่บ้านต้าเหอที่มีเกือบพันครัวเรือน บรรพบุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่าไม่เคยมีใครหย่าร้าง หลินกั๋วผิงนับเป็รายแรกในประวัติศาสตร์
ในยุค 80-90 ความคิดของคนชนบทยังคงหัวโบราณมาก การหย่าร้างจึงรุนแรงราวกับแผ่นดินไหวเจ็ดริกเตอร์ก็มิปาน!
เพราะผู้หญิงคนเดียว หลินกั๋วผิงต้องกลายเป็ตัวตลกให้คนทั้งหมู่บ้านต้าเหอและหมู่บ้านใกล้เคียงหัวเราะเยาะ ่นั้นเขาดำดิ่งสู่ความสิ้นหวังถึงขีดสุด พยายามฆ่าตัวตายหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ
หากไม่ใช่เพราะแม่ที่แก่ชราและลูกสาวตัวน้อยที่ยังเป็ห่วงผูกคอ เขาคงไม่มีชีวิตอยู่มาจนถึงวันนี้
หลังจากผ่านความเ็ปเจียนตายและได้คิดทบทวน หลินกั๋วผิงก็อุ้มลูกสาววัยไม่ถึงสองขวบไปคุกเข่าต่อหน้าแม่ ร่ำไห้สำนึกผิด “แม่ครับ ผมไม่ดีเองที่ไม่เชื่อฟังแม่ ดึงดันจะแต่งงานกับหลิวกุ้ยหลาน ทำให้แม่ต้องลำบากใจมาตลอดสองปี แถมยังทำร้ายเสียวเสวี่ยด้วย ผมผิดไปแล้วครับ...”
แม่เฒ่าหลินมองลูกชายด้วยสายตาเปี่ยมเมตตา เอ่ยเสียงหนักแน่นว่า “เื่มันแล้วไปแล้วนะกั๋วผิง ลูกต้องเข้มแข็งเข้าไว้ เสียวเสวี่ยไม่มีแม่แล้ว ถ้าคนเป็พ่ออย่างลูกยังทำตัวเหลวไหลอีก เด็กคนนี้จะน่าสงสารเกินไป ชาวบ้านจะนินทาว่าร้ายยังไงก็ช่างเขา เราใช้ชีวิตของเราให้ดี ลูกตั้งใจทำงาน แม่จะช่วยเลี้ยงเสียวเสวี่ยเอง แม่ดูออกว่าเสียวเสวี่ยเป็เด็กฉลาด โตขึ้นต้องมีอนาคตไกลแน่ ไม่ช้าก็เร็วหลิวกุ้ยหลานจะต้องนึกเสียใจ”
นับแต่นั้นมา หลินกั๋วผิงก็ฮึดสู้ เขาขยันขันแข็งทำงานทุกวันเพื่อให้ลูกสาวและแม่ชรามีชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมกันนั้นก็ช่วยจัดหาสะใภ้ที่เหมาะสมให้น้องชายอย่างหลินกั๋วอันด้วย
วันเวลาเยียวยาทุกสิ่ง เขาค่อยๆ ปล่อยวางความรักความแค้นที่มีต่อหลิวกุ้ยหลานลงได้
เดิมทีเขาคิดว่าเขากับหลิวกุ้ยหลานจะต่างคนต่างอยู่กันไปได้อย่างสงบสุข ขอแค่หล่อนกลับมาเยี่ยมลูกบ้างเป็ครั้งคราวก็พอ แต่หลิวกุ้ยหลานกลับคิดจะมาพรากลูกสาวกลับไปใน่เวลานี้พอดี
ในเมื่อไร้รักไร้แค้นต่อกันแล้ว ยามเผชิญหน้ากับนาง หลินกั๋วผิงจึงสงบนิ่งได้ถึงเพียงนี้ คิดเสียว่านางเป็ ‘คนแปลกหน้าที่คุ้นเคยที่สุด’ ก็แล้วกัน
หลิวกุ้ยหลานกวาดสายตามองไปรอบลานบ้าน ก่อนจะเดินตรงดิ่งไปยังห้องโถงพลางเอ่ยถาม “เสียวเสวี่ยล่ะ?”
“เสียวเสวี่ยตามอาสามขึ้นเขาไปแล้ว” หลินกั๋วผิงตอบ
พอเข้ามาในตัวบ้าน หลิวกุ้ยหลานก็วางถุงพลาสติกสองใบที่หิ้วมาลงบนโต๊ะ “ข้างนอกหนาวขนาดนี้ คุณปล่อยเสียวเสวี่ยขึ้นเขาไปได้ยังไง? ฉันรู้แล้วว่าคุณดูแลลูกไม่ได้เื่เลย รีบคืนเสียวเสวี่ยมาให้ฉันดีกว่า ไปอยู่กับฉันแกจะไม่ต้องทนหนาว ไม่ต้องอดอยาก แถมยังได้เปิดหูเปิดตา ชีวิตดีจะตายไป”
เมื่อเผชิญกับคำพูดซ้ำซากของอดีตภรรยา ท่าทีของหลินกั๋วผิงยังคงแข็งกร้าวเช่นเดิม “ฉันไม่มีวันยอมให้ลูกสาวไปเป็ส่วนเกินบ้านใครหรอกนะ เธอต้องดูแลลูกคนเล็กของตัวเอง แล้วยังต้องดูแลลูกติดสามีอีก จะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลเสียวเสวี่ย? เสียวเสวี่ยอยู่กับฉันอาจจะลำบากกายไปบ้าง แต่ฉันให้ความรักแกได้เต็มหัวใจ ถึงอยู่ที่นี่จะไม่ได้กินดีอยู่ดีเหมือนอยู่กับเธอ แต่ลูกไม่ต้องคอยมองสีหน้าใคร แกจะเติบโตได้อย่างอิสระ อีกอย่าง... ฉันไม่ไว้ใจสามีใหม่กับลูกเลี้ยงของเธอ ฉันกลัวลูกสาวฉันจะถูกรังแก... กุ้ยหลาน ถ้าเธอรักเสียวเสวี่ยจริงๆ ก็เลิกคิดจะเอาลูกไปเถอะ ถ้าคิดถึงหรือเป็ห่วง ก็แวะมาเยี่ยมแกทุกอาทิตย์หรือทุกเดือนเอาก็ได้”
ระหว่างที่พูด หลินกั๋วผิงก็รินน้ำชาวางไว้ตรงหน้าหลิวกุ้ยหลาน ทันใดนั้นนางก็พุ่งเข้ามาคว้าแขนเขาหมับ “กั๋วผิง ฉันรู้ว่าคุณไม่อยากยกเสียวเสวี่ยให้ ฉันเองก็จนปัญญาเหมือนกันนะ เมื่อก่อนตอนแม่คุณอยู่ ฉันยังพอวางใจให้ลูกอยู่ที่นี่ได้ แต่ตอนนี้แม่คุณไม่อยู่แล้ว คุณเป็ผู้ชายตัวคนเดียว จะดูแลลูกสาวได้ดีแค่ไหนเชียว? ฉันฝันร้ายอยู่บ่อยๆ ฝันว่าเสียวเสวี่ยกินไม่อิ่มนอนไม่อุ่น อีกไม่กี่ปีลูกก็จะเป็สาวแล้ว คุณจะรู้เื่พวกนั้นไหม? พอลูกโตขึ้นก็ต้องมีความลับแบบผู้หญิงๆ แกจะกล้ามาปรึกษาพ่ออย่างคุณเหรอ?”
หลินกั๋วผิงสะบัดมือหลิวกุ้ยหลานออกอย่างแรง สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง “กุ้ยหลาน มีอะไรก็พูดกันดีๆ ระวังกิริยาด้วย ฉันยอมรับว่าบางเื่ฉันอาจดูแลเสียวเสวี่ยได้ไม่ดีเท่าคนเป็แม่ แต่เสียวเสวี่ยไม่อยากไปกับเธอ ถ้าลูกเต็มใจจะไป ต่อให้ฉันไม่อยากให้ไปแค่ไหน ฉันก็จะยอมปล่อยลูกไปเอง”
หลินกั๋วผิงคิดว่าพูดชัดเจนขนาดนี้หลิวกุ้ยหลานน่าจะตัดใจได้แล้ว แต่คาดไม่ถึงว่านางจะปรี่เข้ามาเกาะแขนเขาไว้อีกครั้ง พลางอ้อนวอนทั้งน้ำตา “กั๋วผิง ฉันขอร้องล่ะ คืนลูกให้ฉันเถอะ เสียวเสวี่ยต้องถูกใครเป่าหูแน่ๆ ถึงไม่อยากไปกับฉัน ฉันรู้ว่าคุณรักลูก คุณคงไม่ยุยงลูกหรอก แต่ฉันรู้ว่าเสียวเสวี่ยเชื่อฟังคุณ คุณช่วยพูดกล่อมลูกให้ไปกับฉันหน่อยนะ... คุณจะไปเยี่ยมลูกที่อำเภอทุกอาทิตย์ หรือจะรับลูกกลับมาเล่นที่นี่ก็ได้ พอปิดเทอมก็ให้ลูกมาอยู่กับคุณ แต่ตอนเรียนหนังสือให้ไปเรียนในเมือง อนาคตลูกจะได้สดใส... ถ้าเสียวเสวี่ยได้ดี พวกเราพ่อแม่ก็พลอยได้หน้าไปด้วยไม่ใช่เหรอ”
ถูกหลิวกุ้ยหลานกอดแขนแนบชิด แถมยังมาร้องไห้กระซิกๆ ต่อหน้า ทำให้หลินกั๋วผิงทำตัวไม่ถูก เขาเป็คนใจอ่อน ผู้หญิงตรงหน้าเคยเป็ภรรยาก็จริง แต่ตอนนี้สถานะคืออดีตภรรยา โบราณว่าไว้ ‘เมียเก่าก็คือคนอื่น’ เขาควรรักษาระยะห่างให้เหมาะสม
หลินกั๋วผิงรีบถอยหนี แต่หลิวกุ้ยหลานกลับรุกคืบเข้ามาประชิดตัว ครั้งนี้ถึงขั้นสวมกอดเอวเขาไว้แน่น “กั๋วผิง... ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้แตะต้องผู้หญิงมานานแล้ว ฉันรู้ว่าคุณเหงาและว้าเหว่... ถึงเฉินเฉียงจะรวยกว่าคุณ แต่เื่นั้นเขาสู้คุณไม่ได้เลย... กั๋วผิง เรายังมีเสียวเสวี่ยเป็สายใยเชื่อมถึงกันนะ เรายัง ‘ไปมาหาสู่’ กันบ่อยๆ ได้ไม่ใช่เหรอ คุณว่าไหม?”
คำว่า “ไปมาหาสู่” สี่คำนี้แฝงนัยกำกวมชวนคิดลึก ใบหน้าของหลิวกุ้ยหลานเวลานี้เต็มไปด้วยจริตมารยา ดวงตาคู่หวานส่งสายตาเชิญชวนให้หลินกั๋วผิงอย่างเปิดเผย นาง้าจะล่อลวงผู้ชายคนนี้... อย่างไรเสียเธอกับเขาก็เคยร่วมเรียงเคียงหมอนกันมาเกือบสามปี จะรับมือกับหลินกั๋วผิงอย่างไร เธอย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ